ปรมัตถธรรม ๔ ฟังบ่อยๆ พิจารณาบ่อยๆ สะสมความเข้าใจ
ท่านอาจารย์ ให้รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงนั้นไม่ใช่เรา เป็นสภาพความรู้สึกเท่านั้น เป็นความรู้สึกจริงๆ เป็นความรู้สึกชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นให้เห็นลักษณะของความรู้สึกนั้นว่าสิ่งนี้มีจริง แล้วก็ไม่ใช่เรา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาด้วย ตามความเป็นจริงนั้นเกิดแล้วก็ดับ แต่กว่าจะประจักษ์ความเกิดและดับก็เป็นทุกข์เสียนาน และก็ห้ามไม่ได้ด้วย ที่จะไม่ให้มีความรู้สึกว่าเป็นเรา เพราะเหตุว่าปัญญายังไม่ได้ประจักษ์จริงๆ ว่า แท้ที่จริงแล้วเป็นสภาพธรรมซึ่งเป็นเจตสิก เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนอกจากจิตแล้ว เราก็เริ่มที่จะเข้าใจสภาพของเจตสิกไปทีละอย่าง ๒ อย่าง ซึ่งในปรมัตถธรรมสังเขปนั้นมีครบทุกอย่าง ถ้าจะอดทนที่จะอ่าน ให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น แต่ให้ทราบว่าเจตสิกไม่ใช่จิต
เพราะฉะนั้น ปรมัตถธรรมทั้งหมดมี ๔ ไม่เกิน ใครจะมาบอกว่าปรมัตถธรรมมี ๕ มี ๓ มี ๒ ไม่ได้ ผู้ที่ทรงตรัสรู้แล้วได้ทรงแสดงว่า สภาพธรรมที่มีลักษณะแท้จริงเฉพาะของตนๆ นั้น จำแนกออกเป็น ๔ ประเภท คือ ๑.) จิต ๒.) เจตสิก ๓.) รูป ๔.) นิพพาน ไม่ว่าจะทรงแสดงพระธรรมที่ไหน ในพระสูตรทั้งหมด หรือในพระอภิธรรมทั้งหมด หรือแม้ในพระวินัย ก็ไม่พ้นจากสภาพธรรม คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เมื่อทรงแสดงสภาพธรรมที่เป็นอริยสัจจะ ก็ไม่พ้นจากจิต เจตสิก รูป นิพพาน แสดงสภาพธรรมที่เป็นขันธ์ เป็นอายตนะ หรือเป็นหมวดหมู่ต่างๆ จะเป็นโพชฌงค์ จะเป็นปฏิจจสมุปบาท จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ที่เราจะได้ยินได้ฟัง ให้ทราบว่าตามความเป็นจริงแล้วก็ได้แก่ปรมัตธรรมเท่านั้น คือจิต เจตสิก รูป นิพพาน
เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะเข้าใจธรรม ก็ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้น คือ ต้องเข้าใจลักษณะของปรมัตถธรรม ๓ อย่าง ซึ่งเป็นสภาพธรรมซึ่งเกิดแล้วดับ คือจิตก็เป็นสภาพธรรมที่เกิดดับ เจตสิกก็เป็นสภาพธรรมที่เกิดดับ รูปก็เป็นสภาพธรรมที่เกิดดับในขณะนี้เอง สิ่งที่ไม่ลืมคือ ทุกอย่างที่เป็นธรรมคือขณะนี้ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจจริงๆ ถึงความเป็นอนัตตา ถ้าเราตาย สิ่งที่ได้ฟังวันนี้ อยู่ที่ไหน หายไปหมดหรือเปล่า ไม่ใช่รูป ความเข้าใจเป็นนามธรรม ความเข้าใจนั้นถ้าพูดโดยภาษาบาลีจะใช้คำว่า ปัญญินทรีย์ หรือ ปัญญาเจตสิก เป็นสภาพที่เป็นใหญ่ในการเข้าใจถูกต้องในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ คิดดูว่ายากแสนยากที่จะเข้าใจถูกได้
เพราะฉะนั้นขณะใดที่มีความเข้าใจ หรือเริ่มอบรมความเข้าใจไปเรื่อยๆ ความเข้าใจที่ถูกต้องก็ต้องเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเราได้ฟังบ่อยๆ พิจารณาบ่อยๆ เข้าใจบ่อยๆ ตายแล้วได้ฟังอีก ก็เข้าใจได้เร็วขึ้น เพราะฉะนั้นในชาตินี้บางคนก็เข้าใจได้เร็ว บางคนก็เข้าใจได้ช้า ตามการสะสม เหมือนกับคนที่มีความสามารถต่างๆ กัน ถ้าเขาไม่เคยสะสมความสามารถนั้นๆ มา ก็ต้องมาตั้งต้นใหม่ แล้วกว่าจะเก่งอย่างนั้นได้ก็ต้องนาน เพราะฉะนั้นในที่นี้ก็ต้องมีคนที่มีความสามารถในหลายๆ ด้านตามการสะสม แต่สิ่งที่ควรจะสะสมยิ่งก็คือปัญญา ความเข้าใจถูกในสภาพธรรม เพราะฉะนั้นก็ทราบได้ว่า ถึงตายไป จิตที่เข้าใจในขณะนี้ เกิดดับสืบต่อไปเรื่อยๆ ถึงชาติไหนที่ได้ยินได้ฟังอีก ก็จะมีความเข้าใจได้เร็วกว่าผู้ที่ไม่เคยสะสมมา
นี่ก็ จิต แล้วก็เจตสิก จะให้คำศัพท์ภาษาบาลีซึ่งอาจจะคิดว่ายากแต่ความจริงถ้าเข้าใจแล้วจะไม่ยากเลย แล้วขอให้ตั้งต้นที่ความเข้าใจ จิต เจตสิก รูป เป็นสภาพธรรมที่เกิด เกิดแล้วต้องดับ และเมื่อเกิดขึ้นก็ต้องมีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นแม้ว่าเราจะพูดว่า จิตเป็นสภาพที่รู้อารมณ์ แต่ถ้าจิตยังไม่เกิด หมายความว่า ขณะนั้นไม่มีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิด แต่เมื่อจิตเกิดแล้ว มีปัจจัยปรุงแต่งแล้ว เกิดแล้ว ใช้คำว่า สังขตะ อาจารย์กรุณาให้ความหมายของคำว่า "สังขตะ"
อ.สมพร สังขตะ ก็แปลว่า ปรุงแต่ง อย่างที่อาจารย์พูดบ่อยๆ สังขตะ นี้ แปลจริงๆ ก็ต้องแปลว่า ปรุงแต่งแล้ว
ท่านอาจารย์ อันนี้ คือความสมบูรณ์ของภาษาบาลี สิ่งที่เกิดขณะนี้หมายความว่า ปรุงแต่งแล้ว ถ้าไม่ปรุงแต่งแล้วก็ไม่เกิด ใช่ไหม ที่เกิดขึ้นมาได้เพราะปรุงแต่งแล้วเกิด เป็นสังขตธรรม โดยมากคนไทยจะชินหูกับคำว่าสังขาร สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ทุกคนได้ยิน แต่ว่าเข้าใจความหมายของสังขารว่าอย่างไร สังขาร หมายความถึง สภาพธรรมที่ปรุงแต่งหรืออาศัยกันเกิดขึ้น แต่สภาพใดที่เกิด หมายความว่าปรุงแต่งแล้ว อีกคำหนึ่งนอกจากสังขารธรรม ก็คือ สังขตธรรม สภาพธรรมที่เป็นปัจจัยปรุงแต่ง แล้วเกิดขึ้นในขณะนี้ เป็นสังขตะ ซึ่งเมื่อเกิดแล้วก็ดับ จิตเป็นสังขตธรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่ ไม่น่าจะเป็น
ท่านอาจารย์ เพราะอะไร ทำไมไม่น่า
ผู้ฟัง ก็ในเมื่อจิตเป็นสภาพธรรมชาติอันหนึ่ง ส่วนที่เข้ามาอยู่ด้วยข้างเคียง ที่ทำให้จิตเกิดไปสัมผัส เกิดไปเข้าร่วมตรงนั้นตรงนี้ เพราะเนื่องจากมีสภาพปรุงแต่งเกิดขึ้น
ท่านอาจารย์ ไม่ หมายความว่า จิตจะเกิดโดยไม่มีสภาพธรรมปรุงแต่งเกิดไม่ได้เลย ทุกอย่างที่เกิดต้องมีสภาพธรรมอาศัยกันและกัน คือ จิตอาศัยเจตสิตปรุงแต่ง เจตสิกอาศัยจิตปรุงแต่ง หมายความว่า อาศัยกันเกิดขึ้น
ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้นอาจารย์ก็กำลังจะพูดว่า ธรรมชาตินี้เป็นการปรุงแต่งร่วมกัน
ท่านอาจารย์ ถ้าสภาพใดเกิด จะเกิดตามลำพังไม่ได้ ไม่มีปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้เลย เราจะรู้หรือไม่รู้นั่นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นบางคนจะพูดเรื่องจิต เหมือนกับเขามีความรู้มากเรื่องจิตใต้สำนึก จิตไร้สำนึก อะไรก็ตามแต่ แต่เขาไม่รู้ว่าจิตเป็นสภาพที่เกิดเพราะมีสภาพที่ปรุงแต่งให้เกิด แล้วคำถามก็คือว่า จิตเป็นสังขตธรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เป็น เมื่อไหร่ ถ้าเป็น ก็ต้องถามต่อไปอีกว่าเมื่อไหร่
ผู้ฟัง เมื่อมีการกระทบ หรือ การปรุงแต่งจากส่วนอื่นเข้ามา
ท่านอาจารย์ มิได้ เมื่อเกิด คือปรุงแต่งแล้วเกิด ถ้าไม่ปรุงแต่งก็ไม่เกิด
ผู้ฟัง ไม่ได้หมายถึงเกิดจากท้องพ่อท้องแม่หรือ
ท่านอาจารย์ หมายถึง จิต จิตเกิด ไม่ได้พูดถึงคน ไม่ได้พูดถึงสัตว์ ไม่ได้พูดถึงอะไรเลย พูดถึงสภาพรู้ หรือธาตุรู้ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องมีการปรุงแต่งคือ จิต เจตสิก รูป มี ๓ อย่าง ซึ่งเกิด เพราะฉะนั้นจะเอาอย่างอื่นมาปรุงแต่งไม่ได้ ในเมื่อปรมัตถธรรมมีจิต มีเจตสิก มีรูป เพราะฉะนั้น สภาพธรรมที่จะปรุงแต่ง ก็คือจิต เจตสิก รูป โดยเฉพาะจิตกับเจตสิกเป็นนามธรรม ไม่ใช่รูปธรรม แยกขาดจากกันเลย เพราะฉะนั้นสภาพที่ปรุงแต่งจิตจริงๆ แน่นอน คือเจตสิก ถ้าขาดเจตสิก จิตเกิดไม่ได้ ถ้าขาดจิต เจตสิกเกิดไม่ได้ เพราะจิตเกิดกับเจตสิก และเจตสิกก็เกิดในจิต จะไปเกิดที่อื่นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจิตเป็นสังขตะเมื่อไหร่ เมื่อเกิด คือปรุงแต่งแล้วเกิด เพราะฉะนั้น เป็นสังขารธรรมด้วย เพราะเหตุว่าต้องมีการปรุงแต่งด้วยในขณะที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าจะเกิดโดยไม่มีการปรุงแต่ง
เพราะฉะนั้น ก็เพิ่มไปอีกคำหนึ่ง สังขตธรรม เคยมีคำพูดที่ว่าจำยาก ภาษาบาลี ก็เลยคิดถึงคำว่า สังกะตัง ผมเป็นสังกะตัง หรือ ศีรษะเป็นสังกะตัง อะไรนั่นตามคนโบราณ ก็คงจะไม่ยากถ้าจะคิดถึง สังขตะ ซึ่งความหมายไม่เหมือนกันเลย นั่นคือความหมายภาษาไทย แต่วิธีจะจำของแต่ละคนก็คงจะแต่ละรูปแบบ แต่จริงๆ แล้วควรจะจำตรงไปเลย ว่า สังขตะ ถ้าได้ยินคำว่า สังขตะ ก็คือ จิต เจตสิก รูป อะไรก็ตามที่เกิด เกิดแล้วปรากฏในขณะนี้ เพราะเกิดแล้ว ปรุงแต่งแล้ว ปรากฏเกิดขึ้น นั่นคือ สังขตธรรม และสังขารธรรม ซึ่งความหมายเดียวกัน
ผู้ฟัง สังขารธรรม กับ สังขตธรรม นี้จะมีความแตกต่างกันบ้างหรือไม่
ท่านอาจารย์ โดยศัพท์ มุ่งที่สังขาร ต้องมีปัจจัยอาศัยปรุงแต่งจึงเกิดขึ้นแต่สังขตะนั้น เกิดแล้วเพราะปรุงแต่งให้เกิด ปรุงแต่งแล้วเกิด
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น ก็คงจะมีความหมายแตกต่างเพียงแต่ศัพท์ แต่ว่าโดยอรรถแล้ว ต้องหมายถึงว่าธรรมอย่างเดียวกัน
ท่านอาจารย์ แต่มุ่งถึงการเกิดด้วย ถ้าการเกิดที่เกิดแล้วปรากฏในขณะนี้เป็นสังขตะ เพราะเกิดแล้ว
ผู้ฟัง สังขตธรรม หมายถึง พูดถึงอดีต เกิดแล้ว
ท่านอาจารย์ ขณะนี้ ขณะที่กำลังเกิดนี้แหละเป็นสังขตธรรม
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ครับ มีสังขารธรรมอย่างเดียว ไม่มีสังขตธรรมได้หรือไม่
ท่านอาจารย์ แล้วจะเกิดไหม ถ้าปรุงแต่งแล้วเกิดไหม
ผู้ฟัง ถ้าปรุงแต่งก็เกิด
ท่านอาจารย์ ปรุงแต่งทำไม
ผู้ฟัง ปรุงแต่งเพื่อให้เกิด
ท่านอาจารย์ ปรุงแต่งแล้วก็เกิด เพราะฉะนั้น ความหมายเหมือนกันก็ได้ แต่โดยพยัญชนะต่างกัน อย่างที่ท่านอาจารย์สมพร ท่านบอกว่าโดยรูปศัพท์ สังขตะ คือ ปรุงแต่งแล้ว ใช่ไหม มีของตั้งหลายอย่าง เราจะทำกับข้าว กะปิ พริก น้ำปลา ไก่ อะไรก็มี เครื่องปรุงมีแล้ว แต่ปรุงแต่งแล้วเกิดเป็นแกง หรือเป็นอะไรขึ้นมา เพราะฉะนั้น จิตแต่ละขณะ ปรุงแต่งแล้วเกิด ไม่ใช่ว่าเกิดมาโดยที่ไม่ได้ปรุงแต่ง
ผู้ฟัง ตกลงแล้ว สังขารธรรม เป็นแกง หรือว่า สังขตธรรม เป็นแกง
ท่านอาจารย์ สภาพธรรม ซึ่งจะเกิดขึ้น ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ว่ามีสภาพธรรมเกิดขึ้นมาได้ลอยๆ เรายังไม่คิดถึงแกง หรืออะไรเลยทั้งสิ้น เพราะแกงนี่ก็ต้องอาศัยตั้งหลายอย่าง อยู่ดีๆ จะมีแกงขึ้นมาไม่ได้แน่นอน ใช่ไหม ทีนี้ พักเรื่องแกงไว้ก่อน นั้นเป็นแต่เพียงคำที่จะแสดงให้ถ้าจะเข้าใจโดยอุปมา แต่ถ้าไม่อาศัยอุปมาเลย และเราก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่า สภาพธรรมใดๆ ก็ตามที่เกิด ใครจะรู้หรือไม่รู้ สภาพธรรมนั้นต้องมีปัจจัยปรุงแต่งจึงเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นมาได้เอง ไม่ว่าจะเป็นสภาพธรรมที่เป็นรูปหรือเป็นนาม ชนิดใดก็ตาม นอกจากนิพพานซึ่งไม่เกิด ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง และไม่ใช่ปรุงแต่งแล้วด้วย เพราะว่าไม่เกิด เพราะฉะนั้นนิพพานจึงเป็นอสังขตธรรม เป็นวิสังขารธรรม
ผู้ฟัง ผมไม่เข้าใจ ไม่งั้นจะทำให้คำมันต่างกันไว้ทำไม ผมเข้าใจว่าถ้าหากฟังตั้งแต่แรกแล้วน่าจะเป็นว่า สังขตธรรม หมายถึง เป็นอาการ แต่สังขารธรรม เป็นผลของอาการ
ท่านอาจารย์ มิได้ สังขารธรรมมุ่งถึงปัจจัยที่ปรุงแต่ง และสังขตธรรมก็กำกับไว้เลยว่า ปรุงแต่งแล้วเกิด ปรุงแต่งแล้ว คือเกิด
ผู้ฟัง ตรงนี้ปัจจัยคืออะไร
ท่านอาจารย์ จิต เป็นปัจจัยให้เจตสิกเกิด เจตสิกเป็นปัจจัยให้จิตเกิด พร้อมกัน ต่อไป จิต เจตสิก รูป จะอาศัยกันโดยปัจจัยต่างๆ แต่เราจะแยกนามธรรมกับรูปธรรมออกให้เห็นชัดๆ ว่า สำหรับนามธรรมแล้ว คือ จิตอาศัยเจตสิกเป็นปัจจัย เจตสิกก็อาศัยจิตเป็นปัจจัย เกิดพร้อมกัน ปรุงแต่งแล้วเกิดพร้อมกัน
ผู้ฟัง แต่ว่าปัจจัยจริงๆ มันหมายความว่าอะไร
ท่านอาจารย์ ปัจจัยมีทั้งปัจจัยที่เป็นอดีต คือปัจจัยนั้นต้องดับไปก่อน ก็มี ปัจจัยเป็นปัจจุบัน คือต้องเกิดพร้อมกัน ก็มี
ผู้ฟัง หมายความถึงว่า ปัจจัย คือองค์ประกอบใช่ไหม ประกอบให้เกิดใช่ไหม
ท่านอาจารย์ สภาพธรรมที่อุปการะเกื้อหนุน ปรุงแต่งกันและกัน ให้สภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้น
ผู้ฟัง ถ้าจะเปรียบอุปมา เช่น แกง หมายความว่า ปัจจัยก็คือเครื่องแกง และการกระทำการทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นมา ต้องมีการปรุงแต่งให้เกิดขึ้น
ท่านอาจารย์ นี่เห็นไหมว่า แม้แต่เพียงคำต้นๆ เราก็สงสัย แต่ว่าถ้าเราเข้าใจแล้ว เราก็จะเข้าใจได้โดยตลอด แล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะในปรมัตถธรรม ๔ จิต เจตสิก รูป เป็นสังขตะธรรม เป็นสังขารธรรม เพราะฉะนั้น นิพพาน ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เกิด เพราะฉะนั้น จึงเป็น วิสังขารธรรม แล้วก็เป็นอสังขตธรรม ด้วย อันนี้ก็ชัดเจน ไม่ต้องทบทวนกันอีกต่อไปแล้ว แล้วก็รู้เรื่องจิต เจตสิก
คราวก่อนเราพูดถึงสภาพธรรมเหล่านี้ว่า วันนี้จิตเกิดขึ้นเท่าไหร่ ใครนับได้ นับไม่ได้ เจตสิกก็เกิดกับจิต ดับพร้อมจิต นับไม่ถ้วน รูปก็กำลังเกิดดับ แล้วที่เกิดดับไปแล้ว ก็นับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้น ประมวลสภาพธรรมที่เกิดดับ เป็นประเภท ๕ อย่าง ซึ่งเราจะได้ยินชินหู คือ ขันธ์ ๕ เพราะฉะนั้น ขันธ์ ๕ ก็คือ จิต เจตสิก รูป นั่นเอง เพราะว่าเกิดดับนับไม่ถ้วน ไม่รู้จะประมวล จะแยกประเภทอย่างไร ก็ร่วมประเภทอีกนัยหนึ่งเป็น ๕ อย่าง คือ รูปทุกชนิดเป็นรูปขันธ์ เสียงเป็นรูปขันธ์หรือเปล่า ขันธ์ แปลว่า พวก หรือกอง หรือประเภท เพราะฉะนั้น ประเภทของรูปนี้ก็เป็นรูป รูปทุกรูปจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้น กองรูป หรือส่วนที่เป็นรูป ก็คือเป็นส่วนของรูปทั้งหมด เป็นรูปขันธ์ ๑ ขันธ์ หรือ ๑ ประเภท เป็นรูปขันธ์
เพราะเหตุว่า เราอยู่ในภูมิที่มีรูป เพราะฉะนั้นเราจะพ้นจากรูปนั้นพ้นไม่ได้ อย่างไรๆ ก็พ้นจากรูปไม่ได้ ที่ตัวก็มีรูป นอกตัวก็มีรูป เพราะฉะนั้น ก็พ้นจากรูปไม่ได้ จะรักจะชัง จะโกรธจะเกลียด ก็รูปนั่นแหละ เพราะฉะนั้นรูปที่เกิดดับอยู่โดยเป็นรูปแท้ แต่ก็เป็นกอง หรือเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก เป็นประเภทของรูป เรียกว่ารูปขันธ์
นอกจากรูปขันธ์แล้ว เวทนาเจตสิก ซึ่งเรากล่าวถึงเมื่อกี้นี้ว่ามี ๕ อย่าง ได้แก่ ความรู้สึกเป็นสุขทางกาย ๑ เป็นทุกข์ทางกาย ๑ เป็นสุขทางใจที่ใช้คำว่าโสมนัส ๑ เป็นทุกข์ทางใจที่ใช้คำว่าโทมนัส ๑ และก็เป็นอทุกขมสุข หรือ อุเบกขาอีก ๑ ก็เป็นประเภทของความรู้สึก ซึ่งตั้งแต่เกิดมาความรู้สึกของเราเปลี่ยนแปลงนับไม่ถ้วน ตั้งแต่มาที่นี่จนถึงเดี๋ยวนี้ ความรู้สึกนับไม่ถ้วนเลยใช่ไหม มีใครดีใจบ้างไหม มีใครเสียใจบ้างไหม มีใครเป็นทุกข์กายบ้างไหม มีใครเป็นสุขกายบ้างไหม มีใครรู้สึกเฉยๆ บ้างไหม มากมายมหาศาลนับไม่ถ้วน ยกประเภทไปกองหนึ่งเลย คือกองของความรู้สึก เป็นเวทนาขันธ์ เพราะว่า ความรู้สึกในภาษาบาลีในการใช้คำว่า เวทนา เพราะฉะนั้นไม่ได้พูดถึงเรื่องอื่น พูดถึงเรื่องจริง ตั้งแต่เกิดจนตาย และไม่ใช่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว กี่ชาติก็คืออย่างนี้ รูปก็คงเป็นกองของรูปขันธ์ ส่วนเวทนา ความรู้สึกก็เป็นสภาพของเวทนา เป็นประเภทของเวทนา เป็นเวทนาขันธ์
นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังมีเจตสิกที่ชื่อว่า สัญญาเจตสิก สัญญาในภาษาไทยนั้น เราก็อาจต้องทำกันใช่ไหม สัญญากันหรืออะไรอย่างนั้น แต่ สัญญา ในภาษาบาลีซึ่งเป็นสัญญาเจตสิกนั้น หมายความถึงสภาพธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นนามธรรม ซึ่งมีลักษณะและกิจ "จำ" สภาพที่จำ มีจริงๆ ไม่ใช่เราเลย แต่ว่าเป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง ไม่ใช่จิตด้วย เพราะเหตุว่าจิตเป็นสภาพที่เป็นมนินทรีย์ คือ เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ที่กำลังปรากฏ แต่ว่าเจตสิกแต่ละชนิดก็มีลักษณะของเขา เพราะฉะนั้น สัญญาเป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง สัญญาเป็นจิตหรือเปล่า คำถามคนที่ง่วง
คุณวีณา สัญญาเป็นเจตสิก
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่จิตหรือ
คุณวีณา ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ เกิดกับจิตรึเปล่า
คุณวีณา เกิดกับจิต
ท่านอาจารย์ เป็นสังขตธรรม หรือสังขารธรรม
คุณวีณา เป็นสังขตธรรม
ท่านอาจารย์ เมื่อไหร่
คุณวีณา เมื่อเกิดขึ้น
ท่านอาจารย์ แล้วเป็นสังขารธรรมด้วยหรือเปล่า
คุณวีณา เป็น
ท่านอาจารย์ แล้วเป็นสัญญาขันธ์ด้วยหรือเปล่า
คุณวีณา เป็น
ท่านอาจารย์ เพราะอะไร
คุณวีณา เพราะว่า สัญญาเป็นความจำ ก็เป็นขันธ์หนึ่ง
ท่านอาจารย์ เป็นประเภทความจำ จะจำอะไรก็แล้ว แต่เห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา จำรึเปล่า
คุณวีณา จำ
ท่านอาจารย์ ได้ยินเสียงทางหูจำรึเปล่า ได้กลิ่นทางจมูกจำหรือเปล่า ลิ้นลิ้มรส กระทบสัมผัสจำหรือเปล่า คิดนึกจำหรือเปล่า
คุณวีณา จำทั้งหมด
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นลักษณะที่จำ เป็นเจตสิกประเภทหนึ่ง ใน ๕๒ ประเภท นี่ได้เจตสิก ๒ ประเภทแล้ว ใช่ไหม คืออะไรบ้าง
คุณวีณา เวทนาเจตสิก กับ สัญญาเจตสิก ๒ ขันธ์แล้ว
อ.สันติ ขออนุญาตแทรก ขอถามคุณวีณาว่า ขณะที่ลืม จำหรือไม่
คุณวีณา ตอนนี้ชักไม่ค่อยเข้าใจ ลืมก็น่าจะต้องจำ หรือ ลืมก็ไม่จำ
อ.สันติ ขณะนั้นมีจิตไหม
คุณวีณา ขณะที่ลืม ก็มีจิต
อ.สันติ เพราะฉะนั้นมีความจำ หรือไม่
คุณวีณา อย่างนั้นต้องมีจำ มีความจำ แต่ว่าไม่เข้าใจ
ผู้ฟัง ขอท่านอาจารย์อธิบายดีกว่า
ท่านอาจารย์ คือ ต้องทราบก่อนว่าเจตสิก ๕๒ ชนิดนั้น มีเจตสิก ๗ ชนิด ซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกประเภท ไม่เว้นเลย ธรรมเป็นเรื่องที่ตายตัวจริงๆ เพราะว่าเป็นการตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาค เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่ามีบุคคลอื่นมาค้นคิดภายหลังว่าต้องมีเจตสิกเกินกว่านั้นอีก ที่เกิดกับจิตทุกดวง หรือว่าใครจะมาลด มาเพิ่มเติม ไม่ได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นในเจตสิก ๕๒ ชนิดนี้ เจตสิก ๗ ชนิด หรือ ๗ ประเภทต้องเกิดกับจิตทุกดวง ใน ๗ ชนิดนั้น มีเวทนาเจตสิก ๑ สัญญาเจตสิก ๑ เพราะฉะนั้น ขณะใดที่มีจิตเกิดจะขาดเจตสิกนั้นไม่ได้ เพราะเหตุว่าคุณวีณาจำได้ไม่ใช่หรือ ว่าคุณวีณาลืม
คุณวีณา ใช่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ขณะนั้นก็มีสัญญาเจตสิก
คุณวีณา สัญญานั้นก็จำความลืม
ท่านอาจารย์ ยังไงก็ตามแต่ ให้ทราบไว้ว่ามีสัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย
ผู้ฟัง (ร่วมสนทนา) เคยลืมบ่อยๆ หรือไม่
คุณวีณา เคย บ่อยที่สุดเลย
ผู้ฟัง (ร่วมสนทนา) ในขณะที่ลืมนั้น และมีสัญญาหรือไม่
คุณวีณา มี
ท่านอาจารย์ ขณะที่เกิด ต้องเป็นจิตเกิดและมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยหรือไม่
คุณวีณา มี
ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นแต่รูป ไม่มีจิต จะบอกว่าคนเกิด สัตว์เกิด ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นในขณะเกิดมีสัญญาเจตสิกไหม
คุณวีณา มี
ท่านอาจารย์ มีเวทนาเจตสิก หรือไม่
คุณวีณา มี
ท่านอาจารย์ ต้องมี ตอนตาย จิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ จิตดวงสุดท้ายเลย เกิดขึ้นทำกิจเคลื่อน พ้นสภาพของความเป็นบุคคลนี้ ขณะนั้นมีเวทนาเจตสิก หรือไม่
คุณวีณา มี
ท่านอาจารย์ มีสัญญาเจตสิก หรือไม่
คุณวีณา มี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็เป็นที่แน่นอนว่า สำหรับผู้ที่มีความเข้าใจแล้ว ไม่ใช่เพียงจำ แต่เป็นความเข้าใจจริงๆ
ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้นคำว่าลืมนั้น เนื่องจากสัญญาก็ต้องเกิดกับจิตทุกดวงอยู่แล้ว แต่อาการลืมนั้น ก็คือว่าในขณะนั้นกำลังของสัญญาอ่อน หรือเปล่า
ท่านอาจารย์ เราจะไม่พูดถึงเลย เพราะเหตุว่าต่อไปจะทราบว่าทั้งจิตเจตสิกนั้น จะต้องมีชาติต่างๆ คือ เป็นกุศล หรือ เป็นอกุศล เป็นวิบาก เป็นกิริยา ตามระดับขั้นด้วย
ผู้ฟัง อาจารย์หมายถึง อกุศลจิตเกิดใช่หรือไม่ในขณะนั้น ขออนุญาตถามแทรกตรงนี้เล็กน้อย เกี่ยวกับในขณะที่ลืม
ท่านอาจารย์ ต้องเป็นอกุศลจิต เพราะว่าขณะนั้นไม่มีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วยเลย
ผู้ฟัง แล้วคือตัวเจตสิกตัวไหน ที่เป็นอกุศล ตัว “ลืม” นี้ คือเจตสิกตัวไหน
ท่านอาจารย์ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ แล้ว แล้วก็ยังต้องมีอกุศลสาธารณะอีก ๔ อันนี้ก็คนอื่นยังไม่ได้ทราบ ที่จะสนทนาแบบนี้จะมีอีกที่โบสถ์รังสีที่วัดบวรนิเวศ ทุกวันเสาร์ ตั้งแต่เวลาบ่ายโมงครึ่ง แล้วก็เรื่องปัจจัยจะมีที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศ ทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ ๙ โมงเช้า ถึงเที่ยง บางคนก็บอกว่ายาก ยากก็ยาก ก็สะสมไป แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ก็ง่ายขึ้นเอง จะให้ไม่ยาก เป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะว่ายน้ำก็ยาก ไม่ว่าจะขี่จักรยานก็ยังยาก เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องอาศัยการอบรม
ทีนี้ เราได้ ๒ กองแล้ว ใช่ไหม ถ้าไม่นับรูป เชิญอาจารย์
อ.สมพร เรื่องลืมนั้น มันเป็นอย่างนี้ คือขณะที่จิตเกิดขึ้นทุกดวง ต้องมีสัญญา แต่ว่าเรานึกถึงเรื่องเก่าที่ดับไปแล้ว นึกไม่ได้ นั่นคือ ลืม แต่ขณะเกิดต้องมีสัญญา มันคนละขณะกัน มันดับไปแล้ว นึกไม่ได้ แต่ถ้าเรามีสมาธิดี มีอภิญญาจิตดี ก็สามารถระลึกได้หมด แม้ในชาติก่อนๆ เราก็ระลึกได้ นั่นคือ จิตผ่องใสที่มีกำลังแรง เรื่องเก่าที่มันดับไปแล้ว นึกไม่ได้ แต่ขณะเกิดต้องมีสัญญาทั้งหมด ถึงดับไปแล้วก็เกิดพร้อมกับจิต แต่เราจะพยายามนึกถึงสิ่งที่เราสนใจ แต่นึกไม่ได้ เพราะขณะนั้นมันคนละขณะ อดีตกับปัจจุบันคนละขณะ
คุณวีระ ขอเรียนถามท่านอาจารย์สมพร ตอนที่สัญญาเกิดกับจิตที่หลงลืมนั้น สัญญาจำอะไร
ท่านอาจารย์ ขอตอบคุณวีระว่า จำอะไรก็ไม่รู้ ถูกไหม เวลาที่ลืมนั้นที่คุณวีระถามว่าจำอะไร ขณะนั้นสัญญาจำอะไร ขณะที่ลืม สัญญาจำอะไรก็ไม่รู้ เวลานี้ใครรู้บ้างว่าสัญญาจำอะไร ทั้งๆ ที่สัญญาเกิดกับจิตทุกขณะ ทางตานี้ก็มีสัญญาในขณะที่เห็น ทางหูก็มีสัญญาในขณะที่ได้ยิน กระทบสัมผัสนิดเดียวก็มีสัญญาแล้ว และสัญญาจำอะไร ถ้าไม่ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะจริงๆ จะรู้ไหมว่าสัญญาเป็นสภาพที่จำ และขณะนั้นจำอะไร เพราะฉะนั้นที่ถามคือตอนลืมนั้น สัญญาจำอะไร คำตอบก็คือ จำอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งก็จริงใช่ไหม เวลานี้ถามจริงๆ ว่าสัญญาจำอะไร จำอะไรก็ไม่รู้ เพราะมันเยอะ จำหมดเลย ทางตาก็จำ ทางหูก็จำ ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ จำ และสัญญามีหน้าที่จำ สัญญาไม่ใช่มีหน้าที่นึก หรือตรึก หรือคิด
นี่แสดงให้เห็นว่าสภาพธรรมของเจตสิกแต่ละอย่างนั้น ต้องเข้าใจให้ถูกต้องจริงๆ ว่าเจตสิกอย่างไหนก็เป็นอย่างนั้น สัญญาไม่ใช่มีหน้าที่คิด สัญญาจำ เพราะฉะนั้นจะไปบอกสัญญาไม่ให้จำก็ไม่ได้ สัญญาก็จำแล้ว ทั้งๆ ที่ใครจะบอกว่าอย่าจำ สัญญามีหน้าที่จำ แต่ที่จะตรึก หรือนึกคิด ไม่ใช่สัญญาเจตสิก
อ.สันติ ขออนุญาตแทรก โมหมูลจิตเกิดได้กี่ทวาร
คุณวีระ โมหมูลจิตเกิดได้ทั้ง ๖ ทวาร
อ.สันติ แล้วมีอะไรเป็นอารมณ์ได้บ้าง
คุณวีระ ก็มีอารมณ์ทั้ง ๖
อ.สันติ เพราะฉะนั้น สัญญาก็จำอารมณ์ทั้ง ๖
คุณวีระ หมายความว่า ขณะที่จิตเกิดมีอารมณ์ สัญญาก็จำอารมณ์นั้น
อ.สันติ แต่ที่ไม่รู้เพราะอะไร
คุณวีระ เพราะจำอะไรก็ไม่รู้
อ.สันติ เพราะโมหะปิดไว้ โมหะเหมือนความมืด ถ้าเราเข้าไปในห้องมืดๆ แล้วเราจับอะไรสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยที่เราไม่เคยรู้ เคยเห็นมาก่อนเลย เราก็รู้ว่ามันมี แต่ว่าไม่รู้ว่าเป็นอะไร เพราะฉะนั้น โมหะนั้น ขณะนั้นสัญญาเขาจำแล้ว มีสี มีเสียง มีกลิ่น มีรส มีโผฏฐัพพะ หรือว่าบัญญัติ เป็นอารมณ์ แต่ว่าโมหะก็ปิดบังไว้ ไม่รู้ความจริงว่าเป็นอะไร
คุณวีระ ขณะนั้นคือหลงลืม
อ.สันติ ถูกต้อง โมหะก็ยังจะต้องรู้อารมณ์ รู้อารมณ์ได้ ๖ อารมณ์ด้วย แต่ไม่ได้รู้ตามความเป็นจริง
คุณวีระ ผมเข้าใจในตรงที่อาจารย์ท่านได้ให้คำว่า จำอะไรก็ไม่รู้นั้นหมายความว่า ยังไม่พูดถึงโมหะ จำอะไรก็ไม่รู้ หมายความว่า ไม่ทราบว่าจำอะไร
อ.สันติ เพราะขณะนั้นปรากฏกับเราจริงๆ ขณะที่ลืมนั้นเราไม่รู้ว่าเราจำอะไรขณะนั้น มีสัญญาตามที่เราเรียนมา แต่เราไม่รู้ว่ามีอารมณ์อะไร เพราะว่าสติไม่เกิด สติไม่เกิดกับโมหมูลจิต จึงรู้ไม่ได้เลยว่าจำอะไร แต่โดยสภาพความเป็นจริงของสัญญา สัญญาต้องมีอารมณ์ โมหมูลจิตต้องรู้อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งใน ๖ ทวาร เพราะฉะนั้นสัญญาจะต้องรู้อารมณ์เหมือนกับโมหมูลจิต แต่ด้วยอำนาจของโมหเจตสิกเขาปิดบังสภาพธรรม ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าจำอะไร
คุณวีระ ก็หมายความว่าขณะที่เกิดขึ้น ต้องมีความจำ คือจำอารมณ์นั้น แต่ว่าหลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าจำอะไร
อ.สมพร มีอีกอย่างหนึ่ง หมายความว่าสัญญาที่อย่างที่อาจารย์บอกว่า ไม่ใช่มีหน้าที่ระลึกนึกถึง เพราะว่าสัญญามีหน้าที่จำ คราวนี้ถ้าเรานึกถึงสิ่งที่เราจำได้ การนึกถึงนั้นไม่ใช่สัญญา มันคนละอย่างกัน สัญญามีหน้าที่จำ ทีนี้เรานึกถึงสิ่งที่เราจำ มันจำไม่ได้ เลยกลายเป็นสัญญาเสื่อม จึงเกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่กำลังเกิด ขณะเกิดไม่เสื่อม ต้องเกิดทุกครั้งพร้อมกับจิต ไม่มีวันเสื่อม
ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้นเจตสิกทุกดวงนี้ ต่างคนต่างก็มีหน้าที่โดยตรงของเขา ไม่ก้าวก่ายกันใช่ไหม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ถึงแยกจำแนกเป็นเจตสิก ๕๒ ประเภท หมายความว่าไม่เกินกว่านั้น ไม่ต่ำกว่านั้น มี ๕๒ ลักษณะ
ผู้ฟัง ความละเอียดของพระธรรมที่ได้ทรงแสดงไว้ว่าเจตสิกมี ๕๒ เขาทำหน้าที่แตกต่างกัน
ท่านอาจารย์ จึงเป็นเจตสิก ๕๒ ปนกันไม่ได้เลย
