ประวัติศรีลังกา
 
nee
วันที่  26 ธ.ค. 2548
หมายเลข  619
อ่าน  3,457

สวัสดี วิทยากร

อยากทราบประวัติศรีลังกาโดยย่อ  และ ศรีลังกามีความสำคัญต่อชาวพุทธอย่างไร


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
study
วันที่ 27 ธ.ค. 2548

ประเทศศรีลังกา  เป็นดินแดนพระพุทธศาสนา  คือ  รับการเผยแผ่พระธรรมโดยตรงจากประเทศอินเดีย   ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช  คือ หลังปรินิพพาน สองร้อยกว่าปีมีเรื่องราวมากมายในอรรถกถาพูดถึงพระอรหันต์ในยุคนั้น   โปรดอ่านในคัมภีร์มหาวงค์และอรรถกถาทั้งหลาย

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
study
วันที่ 27 ธ.ค. 2548

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๑  หน้าที่ 120  
                
[พระมหินทเถระไปประกาศพระศาสนาที่เกาะลังกา]
     ส่วนพระมหินทเถระ  ผู้อันพระอุปัชฌายะ   และภิกษุสงฆ์เชื้อเชิญว่าขอท่านจงไปประดิษฐานพระศาสนายังเกาะตัมพปัณณิทวีปเถิด   ดังนี้ จึงดำริว่า   เป็นกาลที่เราจะไปยังเกาะตัมพปัณณิทวีปหรือยังหนอ ?  ครั้งนั้นเมื่อท่านใคร่ควรอยู่   ก็ได้มีความเห็นว่า   ยังไม่ใช่กาลที่ควรจะไปก่อน.    ถามว่า  ก็พระเถระนั้น ได้มีความเห็นดังนี้    เพราะเห็นเหตุการณ์อะไร ?    แก้ว่า  เพราะเห็นว่า  พระเจ้ามุฏสีวะ  ทรงพระชราภาพมาก.  

[พระมหินทเถระเที่ยวเยี่ยมญาติจนกว่าจะถึงเวลาไปเกาะลังกา]        
     ลำดับนั้น   พระเถระดำริว่า   พระราชาพระองค์นี้   ทรงพระชราภาพมาก   เราไม่อาจรับพระราชานี้ยกย่องเชิดชูพระศาสนาได้    ก็บัดนี้   พระราชโอรสของพระองค์   ทรงพระนามว่า   เทวานัมปิยดิส   จักเสวยราชย์  (ต่อไป)  เราจักอาจรับพระราชานั้นยกย่องเชิดชูพระศาสนาได้    เอาเถิด     เราจักเยี่ยมพวกญาติเสียก่อน     จนกว่าเวลานั้นจะมาถึง,  บัดนี้   เราจะพึงได้กลับมายังชนบทนี้อีกหรือไม่.    พระเถระนั้น  ครั้นดำริอย่างนั้นแล้ว  จึงไหว้พระอุปัชฌยะและภิกษุสงฆ์ออกไปจากวัดอโศการาม  เที่ยวจาริกไปทางทักขิณาคิรีบท   ซึ่งเวียนรอบนครราชคฤห์ไปพร้อมกับพระเถระ  ๔  รูป  มีพระอิฏฏิยะเป็นต้นนั้นสุมนสามเณร     ผู้เป็นโอรสของพระนางสังฆมิตตา    และภัฒฑกอุบาสกเยี่ยมพวกญาติอยู่จนเวลาล่วงไปถึง ๖ เดือน.  ครั้นนั้น  พระเถระได้ไปถึงเมืองชื่อเวทิสนคร   อันเป็นสถานที่ประทับของพระมารดาโดยลำดับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
study
วันที่ 27 ธ.ค. 2548

[ประวัติย่อของพระมหินทเถระ]

     ได้ยินว่า   พระเจ้าอโศกทรงได้ชนบท   (ได้กินเมือง)   ในเวลายังทรงพระเยาว์  เมื่อเสด็จไปกรุงอุชเชนี  ผ่านเวทิสนคร  ได้ทรงรับธิดาของเวทิสเศรษฐี (เป็นอัครมเหษี). ในวันนั้นนั่นเอง  พระนางก็ทรงครรภ์  แล้วได้ประสูติมหินทกุมาร  ที่กรุงอุชเชนี.     
     ในเวลาที่พระกุมารมีพระชนม์ได้  ๑๔  พรรษา  พระราชาทรงได้รับการอภิเษกขึ้นครองราชย์.    สมัยนั้น   พระนางที่เป็นมารดาของมหินทกุมารนั้น  ก็ประทับอยู่ที่ตำหนักของพระประยูร-ญาติ    เพราะเหตุนั้น   ข้าพเจ้าจึงกล่าวไว้ว่า พระเถระได้ไปถึงเมืองชื่อเวทิสนคร   อันเป็นสถานที่ประทับของพระมารดาโดยลำดับ.  ก็แล  พระเทวีผู้เป็นพระมารดาของพระเถระ   ทอดพระเนตรเห็นพระเถระผู้มาถึงแล้ว     ก็ทรงไหว้เท้าทั้งสองด้วยเศียรเกล้า   แล้วถวายภิกษาทรงมอบถวายวัดชื่อ  เวทิสคิรีมหาวิหาร    ที่ตนสร้างถวายพระเถระ.   พระเถระนั่งคิดอยู่ที่วิหารนั้นว่า   กิจที่เราควรกระทำในที่นี้สำเร็จแล้ว,  บัดนี้    เป็นเวลาที่ควรจะไปยังเกาะลังกาหรือยังหนอแล.     
     ลำดับนั้น   ท่านดำริว่า ขอให้พระราชกุมารพระนามว่า  เทวนัมปิยดิส เสวยอภิเษก  ที่พระชนกของเราทรงส่งไปถวายเสียก่อน,   ขอให้ได้สดับคุณพระรัตนตรัย   และเสด็จออกไปจากพระนคร เสด็จขึ้นสู่มิสสกบรรพตมีมหรสพเป็นเครื่องหมาย,    เวลานั้น เรา จักพบพระองค์ท่านในที่นั้น. พระเถระก็สำเร็จการพักอยู่ที่เวทิสคิรีมหาวิหารนั้น   และ  สิ้นเดือนหนึ่งต่อไปอีก.  ก็โดยล่วงไปเดือนหนึ่ง   คณะสงฆ์และอุบาสกแม้ทั้งหมด ซึ่งประชุมกันอยู่ในวันอุโบสถ    ในดิถีเพ็ญแห่งเดือนแปดต้น (คือวันเพ็ญเดือน ๗)  ได้ปรึกษากันว่า  เป็นกาลสมควรที่พวกเราจะไปยังเกาะตัมพปัณณิทวีปหรือยังหนอ ? เพราะเหตุนั้น  พระโบราณาจารย์ทั้งหลาย  จึงได้กล่าวว่า
     ในกาลนั้น   ได้มีพระสังฆเถระ ชื่อมหินท์โดยนาม  ๑  พระอิฏฏิยเถระ ๑   พระอุตติยเถระ ๑   พระภัททสาลเถระ ๑  พระสัมพลเถระ ๑  สุมนสามเณร  ผู้ได้ฉฬภิญญา   มีฤทธิ์มาก ๑    ภัณฑกอุบาสก  ผู้ได้เห็นสัจจะเป็นที่ ๗  แห่งพระเถระเหล่านั้น  ๑,  ท่านมหานาคเหล่านั้นนั่นแล พักอยู่ในที่เงียบสงัด     ได้ปรึกษากันแล้ว    ด้วยประการฉะนี้แล.

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
study
วันที่ 27 ธ.ค. 2548

[พระอินทร์ทรงเล่าเรื่องพุทธพยากรณ์ถวายให้พระมหินท์ทราบ]

     เวลานั้น  ท้าวสักกะ   ผู้เป็นจอมแห่งทวยเทพ   เสด็จเข้าไปหาพระ-มหินทเถระ   แล้วได้ตรัสคำนี้ว่า   ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ  !  พระเจ้ามุฏสีวะ  สวรรคตแล้ว, บัดนี้   พระเจ้าเทวานัมปิยดิสมหาราชเสวยราชย์แล้ว,  และสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ก็ทรงพยากรณ์องค์ท่านไว้แล้วว่า   ในอนาคต   ภิกษุชื่อ มหินท์   จักยังชาวเกาะตัมพปัณณิทวีปให้เลื่อมใส  ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ! เพราะเหตุดังนั้นแล   เป็นกาลสมควรที่ท่านจะไปยังเกาะอันประเสริฐแล้ว  แม้กระผมก็จักร่วมเป็นเพื่อนท่านด้วย.                  
     ถามว่า    ก็เพราะเหตุไร  ท้าวสักกะจึงได้ตรัสอย่างนั้น ?  แก้ว่า   เพราะได้ยินว่า    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ   ที่ควงแห่งโพธิพฤกษ์นั่นเอง  ได้ทอดพระเนตรเห็นสมบัติแห่งเกาะนี้ในอนาคตจึงได้ตรัสบอกความนั่นแก่ท้าวสักกะนั้น  และทรงสั่งบังคับไว้ด้วยว่า  ในเวลานั้น  ถึงบพิตรก็ควรร่วมเป็นสหายด้วย,  ดังนี้  ฉะนั้น ท้าวสักกะ จึงได้ตรัสอย่างนั้น.

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
study
วันที่ 27 ธ.ค. 2548

[พระมหินทเถระพร้อมกับคณะไปเกาะลังกา]

     พระเถระ   รับคำของท้าวสักกะนั้นแล้ว   เป็น ๗  คน ทั้งตน    เหาะขึ้นไปสู่เวหาจากเวทิสบรรพต  แล้วดำรงอยู่บนมิสสกบรรพต   ซึ่งชนทั้งหลายในบัดนี้จำกันได้ว่า   เจติยบรรพต   บ้าง  ทางทิศบูรพาแห่งอนุราชบุรี.  เพราะเหตุนั้น   พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงได้กล่าวไว้ว่า

     พระเถระทั้งหลายพักอยู่ที่เวทิสคิรีบรรพตใกล้กรุงราชคฤห์  สิ้น  ๓๐  ราตรีได้ดำริว่า เป็นกาลสมควร   ที่จะไปยังเกาะอันประเสริฐ,  พวกเราจะพากันไปสู่เกาะอันอุดม  ดังนี้  แล้วได้เหาะขึ้นจากชมพูทวีปลอยไปในอากาศดุจพญาหงส์บินไปเหนือท้องฟ้าฉะนั้น,  พระเถระทั้งหลายเหาะขึ้นไปแล้วอย่างนั้น  ก็ลงที่ยอดเขาแล้ว    ยืนอยู่บนยอดบรรพต   ซึ่งงามไปด้วยเมฆ   อันตั้งอยู่ข้างหน้าแห่งบุรีอันประเสริฐราวกะว่า   หมู่หงส์จับอยู่บนยอดเขาฉะนั้น.

 
แสดงความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ