Loading...
 605   พระไตรปิฎกคืออะไร
nee
วันที่ 22 ธ.ค. 2548
อ่าน 8,707
 
 

1.   ช่วยอธิบาย  พระไตรปิฎกหมายความว่าอย่างไร

2.   จำเป็นไหมที่เราจะต้องศึกษาธรรมจากพระไตรปิฎก

3.   พระวินัย  พระสูตร  และพระอภิธรรม  เกื้อกูลกับสติปัฎฐานอย่างไร

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
study
วันที่ 24 ธ.ค. 2548
 

พระไตรปิฎก คือ คัมภีร์หรือตำราที่จารึกหลักธรรมคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ

เจ้าที่ทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษา     ซึ่งพระสาวกได้ศึกษาสืบทอดมา  ตั้งแต่สมัยครั้ง

พุทธกาลจนถึงปัจจุบัน      พุทธบริษัทควรศึกษาพระไตรปิฎกโดยตรง   และควรศึกษา

อรรถกถา  ที่อธิบายเนื้อความของพระไตรปิฎก เพื่อเป็นหลักในการตรวจสอบข้อปฏิบัติ

ของเราว่า  ตรงกับคำสอนหรือไม่ ถ้าไม่ตรงไม่ควรถือเอา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
บ้านธัมมะ
วันที่ 25 ธ.ค. 2548
 

2..   จำเป็นไหมที่เราจะต้องศึกษาธรรมจากกพระไตรปิฎก

    พระพุทธดำรัสที่ว่า  ผู้ใดเห็นธรรม  ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นตถาคต  หมายถึง การเห็น

ธรรมรู้แจ้งธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสรู้  คือ  โลกุตตรธรรม ๙  ขั้นปฏิเวธ  เป็นผลของ

การเจริญธรรมขั้นปฏิบัติ   การเจริญธรรมขั้นปฏิบัติต้องอาศัยปริยัติ 

    ปริยัติ    คือ  การศึกษาพระธรรมวินัย จึงเป็นสรณะ  เป็นที่พึ่งเป็นทางนำไปสู่พระ

พุทธศาสนาขั้นปฏิบัติและขั้นปฏิเวธ  เป็นลำดับไป

    พระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาค   คือ  พระธรรมวินัยแบ่งเป็น ๓ ปิฏกเรียกว่า

พระไตรปิฏก  

    พระไตรปิฏกแต่ละปิฏกเกี่ยวกับอะไร  รับฟังได้โดยคลิกที่...

dhamma02161    พระวินัยปิฏก

dhamma02162    พระสุตตันปิฏก

dhamma02163    พระอภิธรรมปิฏก

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
บ้านธัมมะ
วันที่ 25 ธ.ค. 2548
 

3..   พระวินัย  พระสูตร  และพระอภิธรรม  เกื้อกูลกับสติปัฎฐานอย่างไร

           ธรรมที่ได้ฟังหรืออ่านทั้ง ๓ ปิฎก รวมทั้งอรรกถาและฎีกา   ก็เพื่อให้ปัญญาเกิด

ขึ้นรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ตามปรกติตามความเป็นจริง          ไม่ว่าจะฟัง

มาก เรียนมาก สนทนาธรรมมาก  ตรึกตรองธรรมมากสักเท่าไร   ก็เพื่อเป็นสังขารขันธ์

ปรุงแต่งให้สติเกิดระลึกศึกษาพิจารณารู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏทางตา

ทางหู   ทางจมูก   ทางลิ้น  ทางกาย   ทางใจในขณะนี้     
แม้ว่าจะได้ยินได้ฟังอย่างนี้

ครั้งแล้วครั้งเล่าก็จะต้องพิจารณาให้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่างที่กำลัง

ปรากฏจริง ๆ    ซึ่งสติจะต้องระลึกรู้       มิฉะนั้นแล้วก็ไม่สามารถที่จะศึกษาพิจารณารู้

ลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นอนัตตาในแต่ละวันที่ผ่านไป ๆ   ซึ่งก็เป็นนามธรรม และ

รูปธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทุกขณะไม่มีอะไรเหลือเลยสักขณะเดียว   ทุกคนรู้ว่าอดีต

ที่สนุกสนาน     หรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นก็ดับหมดไปแล้วคงเหลืออยู่แต่ปัจจุบันขณะนี้

ขณะเดียว    เพียงขณะเดียวจริง  ๆ     ซึ่งจะต้องศึกษาให้เข้าใจลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตน

สัตว์    บุคคล  
การประจักษ์แจ้งลักษณะที่แท้จริงของปรมัตถธรรมจะพรากจากการยึด

ถือสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยว่าเป็นสัตว์   บุคคล  ตัวตน   แม้แต่ความทรง

จำที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปนั้น ก็เป็นแต่เพียงนามธรรมประเภทหนึ่งเท่านั้น    สติที่ระลึกรู้

ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรม     จนปัญญาประจักษ์แจ้งสภาพธรรมจึงพรากจาก

ความเป็นตัวตน  เป็นบุคคล เมื่อประจักษ์ลักษณะที่เป็นขณิกมรณะของสภาพธรรมทั้ง

หลาย

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
บ้านธัมมะ
วันที่ 25 ธ.ค. 2548
 

พระพุทธวจนะ    คือ พระไตรปิฎก รวมเป็นศาสนธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า จัดเป็น

                         องค์ ๙ คือ


สุตตะ          ได้แก่  อุภโตวิภังค์  นิทเทส  ขันธกะ  ปริวาร  พระสูตรต่าง ๆ มีมงคลสูตร

                  เป็นต้น

เคยยะ         คือ  พระสูตรที่ประกอบไปด้วยคาถาทั้งหมด

เวยยากรณะ  คือ  พระอภิธรรมปิฎกทั้งหมด พระสูตรที่ไม่มีคาถา และพุทธวจนะที่ไม่ได้

                   จัดเข้าในองค์ ๘ ได้ชื่อว่าเวยยากรณะทั้งหมด

คาถา          คือ  พระธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถา และคาถาล้วนๆ  ที่ไม่มีชื่อว่าสูตรใน

                  สุตตนิบาต

อุทาน          คือ  พระสูตร ๘๒ สูตร ที่พระพุทธเจ้าทรงเปล่งด้วยโสมนัสญาณ 

อิติวุตตกะ     คือ  พระสูตร 100 สูตร  ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า    ข้อนี้สมจริงดังคำที่พระผู้มี

                   พระภาคเจ้าตรัสไว้

ชาดก          เป็นการแสดงเรื่องในอดีตชาติของพระพุทธเจ้า  มีอปัณณกชาดกเป็นต้น

                   มีทั้งหมด ๕๕๐

อัพภูตธรรม    คือ  พระสูตรที่ปฏิสังยุตด้วยอัจฉริยอัพภูตธรรมทั้งหมด

เวทัลละ        คือ  ระเบียบคำที่ผู้ถามได้ความรู้แจ้งและความยินดี แล้วถามต่อๆ ขึ้นไป 

                   ดังจูฬเวทัลลสูตร สัมมาทิฏฐิสูตร และสักกปัญหสูตร เป็นต้น

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
บ้านธัมมะ
วันที่ 25 ธ.ค. 2548
 

     พระพุทธวจนะในพระไตรปิฎก   โดยสภาพแห่งธรรมแล้ว   เป็นสัจธรรมที่ทรงแสดงว่า

เป็นธรรมที่ลึกซึ้งรู้ได้ยาก  รู้ตามเห็นตามได้ยาก สงบประณีต   ไม่อาจจะรู้ได้ด้วยการตรึก

ละเอียด เป็นธรรมอันบัณฑิตจะรู้ได้  เพราะสภาวะแห่งธรรมมีลักษณะดังกล่าว   จึงจำต้อง

ชี้แจงให้เกิดความเข้าใจ ทั้งโดยอรรถะ และพยัญชนะ  เพื่อให้สามารถหยั่งรู้ธรรมทั้งหลาย

ตามความเป็นจริงในเรื่องนั้นๆ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
บ้านธัมมะ
วันที่ 25 ธ.ค. 2548
 

                       เนื่องจากพื้นเพอัธยาศัยของคนแตกต่างกันในด้านต่างๆ ซึ่งทรงอุปมา

ไว้เหมือน
ดอกบัว  ๔  เหล่า   พระพุทธเจ้าจึงทรงมีวิธีในการแสดงธรรม ตามอาการสอน

ธรรมของพระองค์
๓ ประการ คือ

๑.    ทรงสอนให้ผู้ฟังรู้ยิ่งเห็นจริง ในสิ่งที่ควรรู้ควรเห็น

๒.   ทรงแสดงธรรมมีเหตุที่ผู้ฟังอาจตรองตามให้เห็นจริงได้

๓.   ทรงแสดงธรรมเป็นอัศจรรย์  คือ ผู้ปฏิบัติตามจะได้รับประโยชน์ตามสมควรแก่การ

ประพฤติปฏิบัติ 
แต่เพราะพระพุทธเจ้าทรงประกอบด้วยปาฏิหาริย์  ทรงฉลาดในโวหาร

เพราะทรงเป็น
เจ้าแห่งธรรม      ก่อนจะทรงแสดงธรรมแก่ใคร    ทรงตรวจสอบภูมิหลัง

ด้านต่าง ๆ ของคนเหล่านั้นด้วย
พระญาณแล้ว      ผลจากการฟังในพุทธสำนึกจึงไม่มี

ปัญหาว่า คนฟังจะไม่เข้าใจ ผลจากการฟังธรรมสมัย
พุทธกาลจึงมีความอัศจรรย์  หลัง

จากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ทรงตั้งพระธรรมวินัยไว้เป็นพระศาสดาแท
พระองค์ 

ธรรมที่ทรงแสดงไว้ยังเป็นเช่นเดิม  แต่ระดับสติปัญญา บารมี ความสนใจในธรรมของ

คน
เปลี่ยนแปลงไป  ทำให้การตีความพระธรรมวินัยตามความเข้าใจของตนเองเกิดขึ้น 

จนทำให้สูญเสีย
ความเสมอกันในด้านศีล และทิฐิครั้งแล้วครั้งเล่า    บางสมัยเกิดแตก

แยกกันเป็นนิกายต่าง ๆ ถึง ๑๘ นิกาย

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
บ้านธัมมะ
วันที่ 26 ธ.ค. 2548
 

           พระอรรถกถาจารย์ผู้ทราบพุทธาธิบาย     ทั้งโดยอรรถะ และพยัญชนะแห่งพระ

พุทธวจนะ    เพราะการศึกษาจำต้องสืบต่อกันมาตามลำดับ    มีฉันทะอุตสาหะอย่างสูง

มาก      ได้อรรถาธิบายพระพุทธวจนะในพระไตรปิฎก  ส่วนที่ยากแก่การเข้าใจ  ให้เกิด

ความเข้าใจง่ายขึ้นสำหรับผู้ศึกษา และปฏิบัติ ความสำคัญแห่งคัมภีร์ในพระพุทศาสนา

จึงมีลดหลั่นกันลงมา คือ

๑.  พระสูตร คือพระพุทธวจนะที่เรียกว่า พระไตรปิฎกทั้งพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก

และพระอภิธรรมปิฎก

๒.  สุตตานุโลม   คือพระคัมภีร์ที่พระอรรถกถาจารย์รจนาขึ้น   อธิบายข้อความที่ยากใน

พระไตรปิฎก

๓.  อาจริยวาท วาทะของอาจารย์ต่างๆ ตั้งแต่ชั้นฎีกาอนุฎีกา และบุรพาจารย์ในรุ่นหลัง

๔.  อัตโนมติ ความคิดเห็นของผู้พูด ผู้แสดงธรรมในพระพุทธศาสนา

          ในกาลต่อมา มีการอธิบายธรรมประเภทอาจริยวาท คือ ถือตามที่อาจารย์ของตน

สอนไว้กับอัตโนมติ ว่าไปตามมติของตนกันมากขึ้น      ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะพระคัมภีร์

พระพุทธศาสนาที่เป็นหลักสำคัญ      คือ    พระไตรปิฎก   และอรรถกถามีไม่แพร่หลาย

อรรถกถาส่วนมากยังเป็นภาษาบาลี      คนมีฉันทะในภาษาบาลีน้อยลง   สำนวนภาษา

บาลีที่แปลออกมาแล้ว     ยากต่อการทำความเข้าใจของคนที่ไม่ได้ศึกษามาก่อน  ขาด

กัลยาณมิตรที่เป็นสัตบุรุษในพระพุทธศาสนา เป็นต้น

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
บ้านธัมมะ
วันที่ 26 ธ.ค. 2548
 

การอธิบายธรรมที่เป็นผลจากการตรัสรู้     ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น    เป็น

อันตรายมาก    เพราะโอกาสที่จะเข้าใจผิด   พูดผิด   ปฏิบัติผิดมีได้ง่าย   พระไตรปิฎก

เป็นเหมือนรัฐธรรมนูญ    กฎหมายทั่วไปจะขัดแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ได้ฉันใด  

การอธิบายธรรมขัดแย้งกับพระไตรปิฎก      พุทธศาสนิกชนที่ดีย่อมถือว่าทำไม่ได้เช่น

เดียวกันฉันนั้น

เพื่อให้พระพุทธวจนะอันปรากฏในพระไตรปิฎก แพร่หลายออกมาในรูปภาษาไทย และ

ให้เกิด
ความรู้ความเข้าใจพระพุทธศาสนา   ตรงตามหลักที่ปรากฏในพระไตรปิฎก และ

ที่พระอรรถกถาจารย์อธิบายไว้จะได้เกิดทิฏฐิสามัญญตาความเสมอกันในด้านทิฐิ  และ

สีลสามัญญตา   ความเสมอกันในด้านศีลของชาวพุทธ ทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์     

มหามกุฏราชวิทยาลัยจึงได้จัดให้มีการแปลพระไตรปิฎก และอรรถกถาขึ้น

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
บ้านธัมมะ
วันที่ 26 ธ.ค. 2548
 

บ้านธัมมะเห็นว่า    งานแปลพระไตรปิฎก  และอรรถกถา ของมหามกุฎราชวิทยาลัย

คงอำนวยประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนา  พระภิกษุ สามเณร ท่านพุทธศาสนิกชน

ผู้สนใจในหลักธรรม และคงเป็นถาวรกรรมอันอำนวยประโยชน์ได้นานแสนนาน

          เว็บไซต์บ้านธัมมะ   จึงได้นำเสนอพระไตรปิฎก  ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

ท่านผู้ชมสามารถ  download   พระไตรปิฎกและอรรถกถาไว้อ่าน   ทั้งชุด  91 เล่ม

ขณะนี้มีบัญชีเรื่องสำหรับแต่ละเล่ม และระบบสืบค้น เพื่อความสะดวกในการศึกษา

          ขอเชิญท่านผู้ชมศึกษาพระธรมได้จากพระไตรปิฏก....

           

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
suwit02
วันที่ 14 ม.ค. 2552 14:00 น.
 

 

ขออนุโมทนา บ้านธัมมะ และท่านทั้งหลาย

ที่มีส่วนร่วมในการเผยแพร่พระสัทธรรมครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
pornpaon
วันที่ 19 ม.ค. 2552 20:53 น.
 

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 12  
orawan.c
วันที่ 7 ส.ค. 2552 06:23 น.
 

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 13  
anong55
วันที่ 22 พ.ย. 2552 23:58 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 14  
ปาน
วันที่ 3 ก.พ. 2557 23:08 น.
 

ขอขอบคุณบ้านธัมมะที่เผยแพร่พุทธศาสนาในการศึกษาให้ความเข้าใจธรรมะมากขึ้น                                       ขออนุโมทนาครับ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่
keyword keyword : -

Back to Top