Print 
ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โรงเรียนสอนดนตรี Surana Music School ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๐
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  21 ธ.ค. 2560
หมายเลข  29365
อ่าน  1,153

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อวันศุกร์ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานกรรมการมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ได้รับเชิญจาก คุณทรงเกียรติ พิพัฒอนวัช สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ลำดับที่ ๑๘๓๓ เพื่อไปสนทนาธรรม ที่ โรงเรียนดนตรี Surana Music School ซอยท่าข้าม แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ระหว่างเวลา ๑๐.๐๐ น. - ๑๒.๐๐ น.

คุณทรงเกียรติ พิพัฒอนวัช เป็นอีกท่านหนึ่งที่ได้ศึกษาพระธรรมตามแนวทางที่ท่านอาจารย์บรรยายมานานแล้ว ด้วยภารกิจในการสอนดนตรีที่โรงเรียนดนตรีสุรนา(Surana Music School)ที่คุณทรงเกียรติตั้งขึ้น จึงไม่ค่อยมีใครพบเห็นคุณทรงเกียรติที่มูลนิธิฯ นอกจากในวันพระใหญ่(วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา)

ความที่คุณทรงเกียรติเป็นสหายธรรมที่มีความสามารถในทางดนตรี รวมถึงการแต่งคำร้อง ทำนอง และการเรียบเรียงเสียงประสาน เพลงหลายเพลงของมูลนิธิฯ จึงได้รับความอนุเคราะห์จากคุณทรงเกียรติในการแต่งทำนองและเรียบเรียงเสียงประสาน เช่น เพลงพระเชตวัน ที่อาจารย์อรรณพ หอมจันทร์ แต่งขึ้นจากความประทับใจเมื่อครั้งเดินทางไปพระวิหารเชตวันครั้งหลังสุดที่ผ่านมา ซึ่งมีฝนตกลงมาในขณะที่ท่านอาจารย์และคณะฯกำลังเวียนประทักษิณรอบพระคันธกุฎี ท่านอาจารย์เมตตาตั้งชื่อเพลงนี้ว่า "เพลงพระเชตวันยามฝนพรำ" โดยคุณทรงเกียรติก็ได้บรรเลงและขับร้องเพลงนี้ในวันนี้ด้วยตนเอง ทั้งยังแต่งทำนองเพลง "กราบเท้าบูชาคุณ" ให้ใหม่(ทำนองเดิมโดย คุณคำปั่น อักษรวิลัย) โดยมีคุณคำปั่น อักษรวิลัย ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงนี้เป็นผู้ขับร้องในวันนี้ นอกจากนั้น คุณทรงเกียรติยังได้แต่งเพลง "บูชาพระรัตนตรัย" ขึ้นมาใหม่อีกเพลงหนึ่ง ด้วยแรงบันดาลใจจากการที่มีโอกาสเดินทางไปสนทนาธรรมกับท่านอาจารย์ที่จังหวัดกระบี่เมื่อเดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา โดย ข้าพเจ้าได้รับเกียรติให้เป็นผู้ขับร้องเพลงนี้เป็นครั้งแรกในวันนี้

การสนทนาธรรมในครั้งนี้มีเฉพาะในช่วงเช้า หลังรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันเสร็จแล้ว ในช่วงบ่าย ท่านเจ้าภาพและคณะฯ ได้ร่วมกันนำเสนอบทเพลงธรรมะ ที่ สมาชิกชมรมบ้านธัมมะหลายท่านร่วมกันรังสรรค์ขึ้น โดยมี ผศ.อรรณพ หอมจันทร์ ผู้ประพันธ์บทเพลงธรรมหลายเพลง เช่น เพลงพระเชตวันยามฝนพรำ เพลงเพราะไม่รู้ เพลงตื่นเถิดชาวพุทธ เพลงอริยสาวิตตรี ฯลฯ และคุณทรงเกียรติ ตามที่กล่าวถึงแล้ว นอกจากนั้นก็ยังมีบทเพลงที่ประพันธ์ขึ้นโดยคุณสายฝน ปานุราช สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ ลำดับที่ ๒๓ อีกหลายเพลง เช่น เพลงบูชาคุณ และเพลงความไม่รู้ ซึ่งคุณโอ(ปวีร์ คชภักดี) สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ ลำดับที่ ๘๙๗ นักร้องวัยรุ่นผู้มากความสามารถ เป็นผู้ประพันธ์ทำนองขึ้นใหม่และขับร้องเพลงนี้ด้วยตนเอง คุณพีรพัชร เกตุมณี สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ ลำดับที่ ๑๐๖๓ อาจารย์สอนดนตรีที่มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นอีกท่านหนึ่งที่ประพันธ์ทำนองเพลง "เพราะไม่รู้" และร่วมบรรเลงเปียโนในวันนี้ด้วย โดยเพลง "เพราะไม่รู้" นี้ ผศ.อรรณพ หอมจันทร์ เป็นผู้ประพันธ์คำร้อง กล่าวได้ว่าบทประพันธ์นี้เป็นบทประพันธ์ยอดเยี่ยมที่สุด ที่ติดปาก จำขึ้นใจ ประทับใจสมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ.และท่านผู้มีความเข้าใจในหนทางอบรมเจริญปัญญา ในชั่วข้ามคืนเลยทีเดียว

นอกจากนั้น อาจารย์กฤตบุญ(ปิยะ) รณรื่น สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ ลำดับที่ ๒๓๓๓ (ฟังธรรมจากท่านอาจารย์มานานกว่า ๔๐ ปีแล้ว)อดีตผู้อำนวยการกองสังคีต กรุงเทพมหานคร(คนแรก) เจ้าของบทประพันธ์เพลง "เวลากับชีวิต" กรุณาเดินทางมาร่วมฟังการสนทนาธรรมรวมทั้งขับร้องบทเพลง "เวลากับชีวิต" ในวันนี้ด้วย ทั้งยังกล่าวมอบเพลงนี้กราบเท้าท่านอาจารย์และมอบให้มูลนิธิฯ  นอกจากนั้นอาจารย์กฤตบุญ ยังได้แต่งบทเพลงธรรมะเพลงใหม่ขึ้นมาในระหว่างการเดินทางมาในครั้งนี้อีกด้วย คือเพลง "หัวใจพระพุทธศาสนา" ซึ่งอาจารย์กฤตบุญ กล่าวว่า ขอกราบเท้ามอบลิขสิทธิ์บทเพลงนี้ให้แก่มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ด้วยอีกเพลงหนึ่ง

การจัดสนทนาธรรมขึ้นที่โรงเรียนสอนดนตรีสุรนา(Surana Music School)ในครั้งนี้ ทราบว่าทางท่านเจ้าภาพได้จัดทำอาหารกลางวันขึ้นเองด้วยความร่วมใจของพี่ๆน้องๆของคุณทรงเกียรติ และทราบว่าคุณแม่ของคุณทรงเกียรติได้ทำขนมสอดไส้แสนอร่อยด้วยตนเองเพื่อนำมาให้ทุกท่านได้รับประทานกันอย่างจุใจในวันนี้อีกด้วย อร่อยมากครับทั้งอาหารและขนม กราบอนุโมทนาครับ

คุณทรงเกียรติ  กราบเรียนท่านอาจารย์ครับ เป็นโอกาสอันดีของกระผมและครอบครัวอย่างมาก ที่ท่านอาจารย์เมตตามาสนทนาธรรมที่บ้าน ผมขออนุญาตเริ่มเลยนะครับ เนื่องด้วยการจัดวันนี้ก็ได้มีการคุยกับอาจารย์อรรณพหลังจากที่ไปที่กระบี่ ที่พี่แก้วตาให้โอกาสผมได้เดินทางไปร่วมสนทนาธรรม แล้วก็เกิดความคิด คุยกับอาจารย์อรรณพว่า อยากจะจัดสนทนาที่บ้านบ้าง แล้วก็อยากจะมีการบรรเลงดนตรีสดโดยที่เป็นมงคลชีวิตอย่างหนึ่งที่เล่นเพลงทางโลกมาเยอะมาก มามีโอกาสได้ร่วมงานเล่นเพลงทางธรรม มศพ.ล้วนๆ เพื่อเกื้อกูล

 

ก็ขออนุญาตเริ่มสนทนาว่า เพลงที่เราบรรเลงร่วมกัน เพลงที่มีเนื้อหาสะกิดใจมากก็คือตรงคำว่า "เพราะไม่รู้" เพราะเคยได้สนทนาและคิดว่า "เพราะไม่รู้" นี่ ไม่รู้อะไร? ในความรู้สึกก็คุยกับคนทั่วไป แล้วก็คุยกับตัวเองว่าเราก็รู้ แต่ที่เรารู้นั้นคืออะไรและไม่รู้อะไร? กราบเรียนท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์  เป็นที่น่ายินดีนะคะ ที่ทุกชีวิต ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรีหรือว่าจะสนใจวิชาไหน ก็สามารถที่จะเข้าใจธรรมะได้ แล้วก็ได้ทำประโยชน์ ทำให้มูลนิธิฯ มีครบทุกด้าน แม้แต่วงสังคีต ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย เพราะว่า ใครๆก็คิดว่าถ้าเป็นเรื่องของพระธรรม เรื่องของศาสนาแล้วก็จะต้องสันโดษ อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ วิเวก นะคะ แต่ว่า ความจริงไม่ใช่เลย!! 

เพราะเหตุว่า ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่อยู่ตรงนี้ หมายความว่า ได้เคยสะสมการเห็นประโยชน์ของการที่จะได้เข้าใจพระธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากแสนยากและนับวันก็จะยิ่งยาก เพราะเหตุว่า ความลึกซึ้งของพระธรรม ประมาณไม่ได้ ไม่ว่าจะฟังกี่ปีก็ตามแต่ ศึกษามาแล้ว ๖๐ ปี หรือเท่าไหร่ก็ตามแต่ ก็ยังคงจะต้องรู้ว่า กว่าจะได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต่อเมื่อปัญญาค่อยๆเข้าใจเพิ่มขึ้น!! ซึ่งเห็นได้เลยว่า ไม่กี่คำ ไม่มีทางที่จะเข้าใจพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ เพราะเหตุว่า ทรงตรัสรู้สิ่งซึ่งมี แต่คนอื่นไม่รู้!! มีตลอดเวลาด้วย!!

เพราะฉะนั้น อย่างที่คุณทรงเกียรติว่านะคะ รู้น่ะรู้อะไร? เห็นไหม? และทำไมถึงจะกลายเป็นไม่รู้ไปได้!! ในเมื่อก็รู้อยู่ ใครๆก็รู้ แต่บอกว่า "เพราะไม่รู้" ก็เป็นการสนทนานะคะ คุณทรงเกียรติรู้อะไร?

คุณทรงเกียรติ  รู้ว่าตัวเองก็ทำงานสอนดนตรีให้กับเด็กๆ 
ท่านอาจารย์  รู้ว่าตัวเองทำงานแล้วก็สอนดนตรี "ตัวเอง" คือ อะไร? เห็นไหม? คือ ทุกคำที่พูดตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ได้รู้อะไรเลยทั้งสิ้น!! อยู่ในความมืด สักคำก็ไม่รู้ รู้ว่าตัวเอง "ตัวเอง" อยู่ไหน? (หัวเราะ) ถ้าตอบ ก็บอกว่านั่งอยู่ตรงนี้ใช่ไหม? แต่ตรงนี้น่ะ ไหนเป็นตัว? 
คุณทรงเกียรติ  ก่อนหน้านี้ที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมไม่ได้ฟังธรรม ก็ตอบตรงๆว่า นั่งอย่างนี้ ตัวเองอยู่ตรงนี้ครับ
ท่านอาจารย์  แล้วตอนนี้ตอบได้ใช่ไหม? ว่ามีตัวหรือเปล่า? 
คุณทรงเกียรติ  ถ้าถึงตอนนี้ก็เข้าใจแล้วว่าไม่มีตัวเอง

ท่านอาจารย์  เพราะฉะนั้น เพราะไม่รู้กับเพราะรู้ ก็ต่างกันมาก ถ้าเพราะไม่รู้ก็คือว่า ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงได้เลย เกิดมาก็เป็นตัว สุขทุกข์จนตายหมดเลย ตัวอยู่ไหนก็ไม่รู้ ทุกชาติ เท่ากับเกิดมาแล้วก็หมดไป แต่ก่อนจะหมดก็สุขไปทุกข์ไป สำคัญว่าเรื่องนั้นเป็นอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นอย่างนั้น สำคัญมาก ความจริงแล้วก็หมดไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกด้วย

นี่ก็แสดงว่า เราไม่ได้คิดอย่างนี้ เพราะว่า เราเกิดมา มีความยึดมั่นในความเป็นเรา เพราะฉะนั้น  ทุกอย่างเพื่อเราทุกอย่าง เพราะฉะนั้น ทุกข์เพราะมีเรา และสุขก็เพราะมีเรา ทุกอย่างก็เป็นเราหมด แล้วอยู่ไหน? ก่อนเกิดเราอยู่ไหน? และจากโลกนี้ไปแล้วเราอยู่ไหน? เพราะฉะนั้น ระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ละวัน อย่างบางคนก็คิดว่าถ้าเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วก็จะต้องมีความสุข อุตส่าห์ เดินทางไกล ไปโน่นมานี่ ดูนี่ดูนั่น คิดว่ามีความสุข แล้วลืม มีประโยชน์ไหม? ลืมจริงๆ ถ้าไม่คิด ไม่มีทางเลย ไม่เหลือด้วย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เห็นอะไรก็ตาม เพียงแค่ไม่คิดก็ไม่มีแล้ว คิดเมื่อไหร่จึงมี!! 

เพราะฉะนั้น ก็แสดงให้เห็นว่า ที่เป็นเราเพราะไม่รู้!! ว่าแท้ที่จริง ถ้าไม่มีสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นได้เลย บังคับบัญชาให้เป็นไปอย่างที่ต้องการก็ไม่ได้!! นั่นแหละหรือเป็นเรา? อย่างคุณทรงเกียรติ เลือกที่เกิดหรือเปล่า? เราทุกคนเกิดมาแล้ว ใครเลือกมาเกิด ไม่มีเลยใช่ไหม? เกิดกับพ่อแม่นี้ วงศาคณาญาตินี้ก็เปล่า เลือกไม่ได้เลย(เพราะ)เกิดแล้ว ใช่ไหม? และอะไรที่เกิด? ยังไม่ใช่เรานะคะ ตอนเกิดมาใหม่ๆจะเป็นเราได้อย่างไร เพียงแค่รู้ตัวว่าเกิดมาเท่านั้นเอง พฤติกรรมอะไรต่างๆยังไม่เป็นเรา

อย่างเด็กเล็กๆนี่เขาจะรู้ไหม ลืมตาขึ้นมาในโลก เขาคิดหรือเปล่าว่านี่เป็นเรา? เขาก็ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น เห็นก็ไม่รู้ ได้ยินเสียงอะไรก็ไม่รู้ แต่ค่อยๆรู้ โดยการที่ เพราะสิ่งนั้นปรากฏบ่อยๆ จนกระทั่งชิน จนกระทั่งสามารถที่จะจำได้ ก็มีความรู้ว่าเป็นใคร ในขณะเดียวกัน ที่กำลังรู้อย่างนั้นก็เป็นเรามาตั้งแต่เกิด ที่ค่อยๆเห็น ค่อยๆชิน ค่อยๆจำ ค่อยๆฝังความเป็นเรา จนกระทั่งตลอดมา ไม่ว่าจะโต สอบได้ สอบตก เรียนเก่ง เรียนไม่เก่ง เป็นไข้ร้ายแรงหรือว่าออกจากโรงพยาบาล ก็ "เรา" ไปหมดเลย!! แต่ความจริง ไม่มีอะไรสักอย่างเดียวที่เป็นใครที่จะทำอะไรได้ นอกจาก เกิดเป็นธรรมะ มีจริงๆ สิ่งที่มีจริง เกิดจริงๆ มีจริงๆ มีจริงชั่วขณะที่เกิด แล้วหมด ไม่ว่าอะไรทั้งนั้น!!

เพราะฉะนั้น ถ้าเราค่อยๆคิด ค่อยๆพิจารณา เพราะว่าการที่เราจะรู้จริงๆนี้ยาก เยอะแยะไปหมด แล้วจะรู้จริงๆได้อย่างไร แต่ละวันก็ต้องรู้ทีละนิด ที่ละหน่อย ค่อยๆไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นความมั่นคงว่า คำที่เราได้ฟังนี้ถูกต้อง แต่เรายังไม่สามารถที่จะละทิ้งความเป็นตัวตนและความเป็นเราได้ โดยเพียงขั้นการฟัง แต่ขั้นการฟังนี้ถูกต้องเลย "เห็น" ไม่ใช่ "ได้ยิน" ขณะที่เห็นเกิด "เห็น" มีปัจจัยทำให้เกิดขึ้น ใครไปทำเห็นให้เกิดขึ้นก็ไม่ได้ ถ้าไม่มีตา จะมีสิ่งที่กระทบตาได้ไหม? จะมีการเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏได้ไหม? ก็ไม่ได้ ถ้า "เสียง" ไม่เกิดกระทบหู จะได้ยินเสียงนั้นไหม? ก็ไม่มี 

เพราะฉะนั้น ทั้งวันก็คือ เห็น-บังคับบัญชาไม่ได้ , ได้ยิน-ก็บังคับบัญชาไม่ได้ , ได้กลิ่นล่ะ ลองอยากได้กลิ่นเดี๋ยวนี้สิ ไม่มีทาง!! จนกว่าไม่อยาก แต่ว่ากลิ่นก็กระทบจมูก ปรากฏได้ว่ามีกลิ่น ทุกอย่าง ถ้าพิจารณาจริงๆ ก็คือว่า เกิดแน่นอนจึงได้ปรากฏ ถ้าไม่เกิด ไม่มี ไม่สามารถจะปรากฏได้ ไม่ว่าอะไรทั้งที่กำลังปรากฏขณะนี้ ต้องเกิด แต่ว่าไม่มีใครไปทำให้เกิดสักอย่างเดียว แต่มีปัจจัยเฉพาะที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น  

เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งที่อยู่ตรงนี้ ไม่เหมือนกันเลย ไม่มีทางที่จะเหมือนกันด้วย ได้ยินเสียงเดียวกัน คิดคนละอย่าง เข้าใจคนละอย่าง มากหรือน้อย แล้วแต่ว่า มีตั้งหลายอย่าง คนหนึ่งกำลังได้ยินเสียง คนหนึ่งกำลังคิด อีกคนหนึ่งกำลังเห็น เร็วมากทุกอย่าง นี่คือ "โลก" ที่เราใช้คำว่า "โลก" , โล-กะ ถ้าไม่มีสิ่งใดๆเลยทั้งสิ้น ไม่มีต้นไม้ ดอกไม้ ไม่มีแม่น้ำลำคลอง ไม่มีคน จะมีโลกไหม? ก็ไม่มี แต่เราลืมว่า ที่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีจริงๆ แต่พอสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น ปรากฏ เมื่อนั้นแหละจึงเป็นโลก

แต่ที่สิ่งปรากฏมี ๒ อย่าง อย่างหนึ่งไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลย ภูเขา ต้นไม้ ทะเล ท้องฟ้า ต้นข้าว ต้นหญ้า โต๊ะ เก้าอี้ ไปกระทบ ไปสัมผัส ไม่รู้ พูดด้วยก็ยังไม่รู้เลย(หัวเราะ)ใช่ไหม? ไม่มีทางที่จะรู้ได้เลย แต่ว่า ถ้าไม่มีธรรมะ สิ่งที่มีจริงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งทันทีที่เกิด ต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ บังคับให้ไม่รู้ก็ไม่ได้ สภาพรู้นั้นมีจริงๆ แล้วแต่ว่ารู้อะไร ถ้าได้ยินเสียง รู้เสียงใช่ไหม? บังคับไม่ให้รู้เสียงนั้นได้ไหม? บังคับไม่ให้คิดถึงเสียงที่รู้ได้ไหม? ก็ไม่ได้ ทั้งหมดนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วมาก เกิดดับสืบต่อ พร้อมกันมากมายหลายอย่าง จึงปรากฏเป็นโลกซึ่งเต็มไปด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง ตอนนี้รู้แล้วใช่ไหม? รู้อะไร? และ ไม่รู้อะไร? 

คุณทรงเกียรติ  รู้สิ่งที่มีจริงคืออะไร แล้วก็ที่เรารู้จริงๆ เหมือนตอนนี้ตอบโจทย์ได้ว่า ส่วนมากจะรู้ในสิ่งที่ไม่มีจริง 
ท่านอาจารย์  เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริง ใครปฏิเสธไม่ได้ว่ามี แต่เพราะไม่รู้ จึงเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด อย่างดอกไม้หนึ่งดอก มีสี มีแข็งหรืออ่อน มีกลิ่น บางชนิดก็รับประทานได้ ก็มีรสด้วย ใช่ไหม? แค่หนึ่งดอกมีตั้งหลายอย่าง สีก็มี กลิ่นก็มี รสก็มี แล้วเรารวมเรียกกันว่าเป็นดอกไม้ แต่ถ้าแยกออกละเอียดยิบ ก็คือสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง พอมารวมกันก็ยึดมั่นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เหมือนเราไหม? ที่นั่งอยู่ตรงนี้ มี "เห็น" ยึดมั่นว่าเป็น "เราเห็น" , มี "ได้ยิน" ชั่วขณะที่ได้ยินถ้าไม่มีอย่างอื่นเลยก็มี "ได้ยิน" แค่ได้ยินจะเป็นเราหรือ? เพราะฉะนั้น เวลา "กลิ่น" ปรากฏ สภาพที่กำลัง "รู้กลิ่น" มี แต่ก่อนนี้เป็นเรา "เราได้กลิ่น" แต่พอรู้ว่า "ได้กลิ่น" มี แล้วได้กลิ่นก็หมดไป และใครก็ไปทำให้ "ได้กลิ่น" เกิดไม่ได้ เกิดแล้วก็ดับไป นี่หรือเรา? 

ค่อยเข้าใจสิ่งที่มี แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ว่าแท้ที่จริงก็คือ เป็นสิ่งที่มีจริง ใครก็เปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้ ต้องเป็นอย่างนั้น แค่มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เท่านั้นเอง นี่คือโลกทั้งหมด ไม่ว่าขณะไหนของโลก ถ้าเข้าใจก็คือขณะนั้นมีสิ่งที่เกิดแล้วก็ดับ โดยที่ว่าไม่ปรากฏการเกิดดับ แล้วก็รวมกัน ทำให้ยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ตามรูปร่างของสัณฐาน สีสันวรรณะที่ปรากฏทางตา ถ้าเป็นเสียงก็มีเสียงสูงเสียงต่ำ ประเดี๋ยวก็มีเสียงเพลงแล้ว ตอนบ่ายๆนี้ก็เพราะเลย เสียงเพลงเพราะๆ เดี๋ยวนี้มีไหม?

คุณทรงเกียรติ  ยังไม่มี 
ท่านอาจารย์  เห็นไหม? ยังไม่มี มีเมื่อไหร่?
คุณทรงเกียรติ มีเมื่อเกิดขึ้น
ท่านอาจารย์  ใครทำให้มี? เห็นไหม? ต้องละเอียด ใครทำให้มีหรือเปล่า? ใครก็ทำไม่ได้ ถ้าไม่มีปัจจัยให้เกิดเสียง มีเปียโนอยู่ที่ตรงนี้ ไหนเสียง? ใครทำ? ไม่มีสักเสียง ใช่ไหม? แต่ แล้วก็มีเสียง เพราะมีการกระทบกัน แล้วกระทบกันเองได้ไหม? ก็ไม่ได้!! 

เพราะฉะนั้น โลกทั้งหมดก็เกิดขึ้น เมื่อถึงเวลาที่มีปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป แล้วก็ลืม!! มีใครไม่ลืมบ้าง? อยู่ตรงนี้ ลืมอย่างอื่นหมดเลย ใช่ไหม? ถ้าอยู่ตรงอื่นก็ลืมตรงนี้หมดเลย ก็แค่มีเพื่อลืม!! โดยเฉพาะทุกชาติ ชาติก่อนลืมหมดเลย ชาตินี้จำเดี๋ยวนี้ได้ เมื่อวานนี้ทำอะไรบ้าง? เยอะเลย ใช่ไหม จำได้ก็มี จำไม่ได้ก็มี ก็แล้วแต่ แต่ไม่มีเหลือ เพียงแต่แค่จำ เพราะสภาพจำ จำตลอด ไม่เคยหยุด ใครจะคิดว่าไม่จำก็ไม่ใช่ เพราะเหตุว่าเป็นธรรมะที่มีจริง ถ้าขาดจำไปสักขณะเดียวขณะต่อไปจะมีได้ไหม? เพราะว่าสืบต่อกันอยู่เรื่อยๆ แม้แต่ความจำ

ด้วยเหตุนี้ ต้องเข้าใจว่า สิ่งที่มีจริง มีจริงๆแน่ๆ แต่เพราะไม่รู้ จึงเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต หรือเป็นสิ่งที่รู้ เพราะฉะนั้น ถ้าที่กายของเรา ที่ว่าเป็นเราทั้งตัว ถ้าไม่มี "ธาตุรู้" เกิดขึ้น จะเป็นเราได้ไหม? ก็ไม่ได้ ก็แค่ก้อนเนื้อ ใช่ไหม? แต่เพราะว่ามี "ธาตุรู้" เพราะฉะนั้น ธาตุรู้จะเป็นก้อนเนื้อไม่ได้ ใช่ไหม? ตัวจมูกก็ไม่ได้กลิ่น ตัวหูก็ไม่ได้ได้ยิน ตัวตาก็ไม่ได้เห็น แต่ว่ามี "ธาตรู้" เกิดขึ้น "รู้" โดยเราไม่เคยคิดเลย ว่าที่เกิดมานี้เป็น "ธาตุรู้"

เพราะฉะนั้น จะว่ารู้จักหรือ? ไม่รู้จักอะไรสักอย่าง เพราะว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธาตุแต่ละอย่างโดยละเอียดอย่างยิ่ง เพื่ออะไร? ให้รู้ความจริง เพราะว่าพระองค์ทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุด แล้วก็มีพระมหากรุณา สำหรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะใช้คำว่า "ด้วยพระมหากรุณา" ตลอด เพราะว่าสัตว์โลกไม่รู้ มีใครที่จะรู้บ้างไหม? ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม แต่เมื่อได้ฟังแล้ว ด้วยพระมหากรุณาที่ทรงแสดงทุกคำ ให้ได้ฟัง ให้ได้ไตร่ตรอง ให้ได้พิจารณา ค่อยๆมีสัตว์โลกที่เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น จนกระทั่งสามารถรู้ในความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ 

เพราะฉะนั้น ก็แสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่ทุกคน จะไปบอกใครให้มาสนใจก็เสียเวลา ทำให้เขารำคาญด้วย แต่เป็นตัวอย่างได้!! เพราะเหตุว่า ถ้าเราฟัง คนอื่นก็พลอยได้ยิน ใช่ไหม? พลอยได้ยินบ่อยๆ เขาก็พลอยจำเรื่องราว ค่อยๆคิด ค่อยๆไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นความเข้าใจ โดยไม่ต้องไปบอก โดยไม่ต้องไปเตือน หรือไม่ต้องไปขอร้อง เพราะว่าไม่มีประโยชน์ ถ้าเขาไม่ได้สะสมมา แต่ถ้าเขาสะสมมา ไม่รู้อยู่ที่ไหน เปิดวิทยุขึ้นมา ได้ยิน ทันทีเลย ใครทำได้? นอกจาก สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตามที่เกิด สิ่งนั้นต้องมีเหตุปัจจัยที่พระองค์ทรงแสดงไว้ละเอียดมาก แค่ฟังแค่นี้ยาก แต่พอไปถึงปัจจัยที่ทำให้เกิด จะยิ่งยากไหม? ว่าหนึ่งที่เกิดขึ้นมีกี่ปัจจัย ธรรมะอะไรที่อาศัยกันและกันปรุงแต่งทำให้สภาพธรรมนั้นเกิดขึ้น ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาว่าใครจะไปทำ แต่ตัวธรรมะนั้นเอง สภาพธรรมที่มีจริงแต่ละอย่างอาศัยกัน ปรุงแต่ง ทำให้เกิดขึ้น เป็นเดี๋ยวนี้!! ไม่ว่าอะไรก็คือ เป็นเดี๋ยวนี้!! เห็นเดี๋ยวนี้ก็ต้องมีปัจจัย ไม่มีตาก็ไม่เห็น ไม่มีหูก็ไม่ได้ยิน ไม่มีกายก็มาตรงนี้ไม่ได้ ใช่ไหม? ก็เป็นเรื่องธรรมดา 

เพราะฉะนั้น ธรรมะคือธรรมดา ซึ่งมาจากคำว่า "ตา" ทำ-มะ-ตา ความเป็นไปของธรรมะ สิ่งที่มีจริง เปลี่ยนไม่ได้ และเราก็พูดบ่อย เป็นธรรมดา เป็นธรรมดา แต่ความเข้าใจของเราแค่ไหน? ถ้าเราสามารถเข้าใจลึกซึ้งได้ เขาโกรธ เป็นธรรมดาหรือเปล่า? เป็นธรรมดา ที่เป็นอย่างนั้น จะให้เป็นอย่างอื่นได้อย่างไร เมื่อเป็นแล้วก็ต้องเป็นธรรมดา จะให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้!! 

เพราะฉะนั้น การที่เรามีโอกาสได้ฟังธรรมะ ก็คือว่า ได้เริ่มรู้ความจริง ซึ่งไม่มีใครบอกได้เลย เกิดแล้วก็ตายไป โดยที่ว่า ถ้าไม่มีการได้ฟัง ได้คิด ได้ไตร่ตรอง รู้ว่า นี่เป็นประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ใช่ไหม? เป็นทรัพย์ที่ประเสริฐที่สุด เพราะจากการที่ไม่เคยรู้เลย ก็ได้รู้ความจริงว่า อยู่ในโลกนี้ไม่นาน มีใครบ้างที่จะอยู่นาน? จะอยู่นานสักเท่าไหร่? ค้ำฟ้านี่ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ใช่ไหม? แต่ละชีวิต จะต้องจากโลกนี้ไป แต่จะจากไปแบบไหน? ด้วยความไม่รู้เหมือนเดิม? แล้วก็เกิดอีก แล้วก็ไม่รู้อีก เกิดอีกก็ไม่รู้อีก หรือว่า ได้รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงคืออะไร ทำไมเราต้องไปโรงเรียน? เพราะต้องรู้สิ่งที่เราไม่รู้ใช่ไหม? แล้วนี่เป็นโลก โรงเรียนนี้ใหญ่ไหม? ตรงไหนก็เป็นโลกหมด ที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจ ไม่แคล้วจากโลก สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มี นั้นก็เป็นโลก

เพราะฉะนั้น เราศึกษาให้รู้ความจริง ซึ่งจะทำให้เห็นประโยชน์สูงสุดว่า ความไม่รู้นำมาซึ่งอะไรบ้าง? นำมาซึ่งความติดข้อง แน่ๆเลย ใช่ไหม? มีใครที่เห็นดอกไม้แล้วไม่ชอบ เห็นโน่นแล้วไม่ชอบ เห็นนี่แล้วไม่ชอบ อยากไปดูกันด้วยซ้ำไป เห็น "ตัวอยาก" ไหม? เดี๋ยวนี้ก็มี แต่ยังไม่พอ ยังอยากอีก ที่โน่น ที่นี่ ที่นั่น พอไหม? ไม่พอ ไม่มีทางพอเลย เพราะไม่รู้!!

ด้วยเหตุนี้เราจะเห็นได้ว่า แต่ละชีวิตที่เป็นไป มีความไม่รู้  จึงเต็มไปด้วยความอยาก และถ้าไม่ได้สิ่งที่เราอยาก เดือดร้อนไหม? รู้ตัวไหมว่าไม่มีใครทำให้เลย ไม่มีใครทำให้ใครเป็นทุกข์ได้เลยทั้งสิ้น แต่ธรรมะที่เป็นเหตุ ทำให้เกิดธรรมะที่เป็นผล เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เกิดมาก็เป็นธรรมะหมดเลย มากมาย ประมาณไม่ได้เลย แล้วไม่กลับมาอีกเลยสักหนึ่ง ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เกิดแล้วดับ คำว่าดับคือไม่กลับมาอีกเลย เมื่อวานนี้คือเมื่อวานนี้ ไม่ใช่วันนี้ เห็นเมื่อวานนี้ก็ต้องเป็นเห็นเมื่อวานนี้ เห็นเมื่อเช้านี้ก็ต้องเป็นเห็นเมื่อเช้านี้ ไม่ใช่เห็นเดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้กับเมื่อกี้นี้ก็ต่างกันแล้ว ถ้าสามารถที่จะเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เที่ยง เที่ยงคือมั่นคง จีรัง ยั่งยืน แต่ไม่เที่ยงคือไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยซึ่งสามารถที่จะดำรงยั่งยืนอยู่ได้

พิสูจน์ได้เลยไม่ว่าอะไร ตอนเป็นเด็ก ชอบอาหารอย่างหนึ่ง พอโตขึ้น เปลี่ยนแล้ว บางทีอาหารที่ชอบ รับประทานบ่อยๆก็เบื่อ เป็นไปได้อย่างไร ก็ไหนบอกว่าชอบ ยังเบื่อ เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไรเลยที่ยั่งยืน ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แล้วจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปในสังสารวัฏ ถ้ารู้ว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นสิ่งซึ่งต้องเป็นอย่างนั้นเอง ธาตุรู้ต้องเกิดขึ้นรู้ ยับยั้งไม่ได้ ธาตุที่ไม่รู้ก็เกิดขึ้นตามสมุฏฐาน เหตุปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้น ยับยั้งไม่ได้ด้วย ก็เป็นธรรมะคือสิ่งที่มีจริงทั้งหมดแต่ละอย่าง เสมอกันหมด นกเห็นไหม? และมนุษย์เห็นไหม? คนเห็นไหม? ผู้หญิงเห็นไหม? ผู้ชายเห็นไหม? เด็กเห็นไหม? ผู้ใหญ่เห็นไหม? เห็นก็คือเห็น เกิดแล้วดับแล้ว แล้วอย่างไร? ก็เป็นธรรมะ สิ่งที่มีจริง แค่เป็นสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

ถ้าเข้าใจอย่างนี้ จะเป็นคนดีขึ้นไหม? ทำชั่วทำไมกัน? ถ้ารู้จริงๆว่าชั่วเป็นเหตุให้นำมาซึ่งทุกข์มากมาย เริ่มตั้งแต่ ทันทีที่ชั่วเกิด ใจเป็นทุกข์ ยังไม่ทันออกไปภายนอกเลย แค่ใจ เป็นทุกข์แล้ว นั่งเฉยๆอย่างนี้ มีไหมคนที่เป็นทุกข์ เพราะไม่รู้ใช่ไหม? แล้วก็อาจจะมีคนที่เป็นสุข แล้วก็คิดไปต่างๆนาๆ ก็แค่คิด!! ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเลย ต้องเป็นอย่างที่จะต้องเป็น!! 

นี่ก็เป็นสิ่งซึ่งทำให้เราสามารถที่จะพ้นทุกข์ได้แม้ในชีวิตนี้ ที่จะไม่ทุกข์อย่างคนที่ไม่รู้มากๆ เขาเป็นทุกข์มากเลย แต่คนที่รู้ก็รู้ว่าเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีการเกิดขึ้นแน่ๆ เพราะปรากฏว่ามีก็ต้องเกิด เกิดแล้วก็ต้องหมดไป จะยั่งยืนได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ก็จะทำให้ความติดข้อง ค่อยๆละคลาย แต่ว่ากว่าจะหมด ไม่มีทางที่จะรวดเร็วอย่างที่เขาคิดกัน ว่าไปสำนัก ปฏิบัติ ปฏิบัติสักสิบวันยี่สิบวันแล้วก็หมดกิเลสรู้แจ้งอริยสัจจธรรม พูดได้อย่างไร? เพราะไม่รู้!! 

เพราะฉะนั้น ความไม่รู้ปิดบังและนำไปในทางที่ผิด ทุกอย่างที่ไม่ดีทั้งหมด มาจากความไม่รู้ แต่ธรรมะที่เป็นความรู้ คือ ปัญญา ความเห็นถูกความเข้าใจถูกก็มี แต่เกิดเองไม่ได้ ถ้าไม่เคยได้ยินได้ฟังเลย ไม่ใช่ผู้ที่อบรมมาที่จะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระปัจเจกพุทธเจ้า ไม่มีทาง ก็ต้องเป็นสาวกคือต้องฟังแน่ๆ ไม่ฟังแล้วคิดเองก็ผิด!! 

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
ขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของคุณทรงเกียรติ พิพัฒอนวัช และครอบครัว
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่าน ครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
swanjariya
วันที่ 23 ธ.ค. 2560 07:46 น.

กราบเท้าท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง กราบอนุโมทนาที่ท่านเมตตาทุกสรรพสัตว์ทุกกาลเวลา ทุกสถานที่เพื่อสิ่งเดียวคือรักษาพระศาสนาให้ดำรงยั่งยืนโดยให้ทุกชีวิตมีโอกาสได้ยินได้ฟัง ศึกษาและเข้าใจคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตามกำลังของแต่ละคนที่สะสมมา

กราบอนุโมทนาขอบพระคุณท่านอาจารย์อรรณพและวิทยากรของมศพ.รวมทั้งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครของมศพ.ทุก ๆ ท่าน

กราบอนุโมทนาขอบพระคุณ คุณทรงเกียรติพิพัฒอนวัชและครอบครัว คุณวันชัย และทุก ๆ ท่านที่มีโอกาสร่วมเจริญกุศลในวันนั้น

โดยเฉพาะคุณวันชัยผู้นำเรื่องราวทั้งภาพ เสียงและอักษรมาร้อยเรียงให้ทุก ๆ คนที่เข้ามาอ่านกระทู้นี้เสมือนเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้น และมีโอกาสทบทวนสิ่งที่ท่านอาจารย์ถ่ายทอดอีกหลาย ๆ ครั้ง

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
นิคม
นิคม
วันที่ 24 ธ.ค. 2560 15:22 น.

พระธรรมลึกชึ้ง เป็นแสงสว่างแห่งปัญญา

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 15 ม.ค. 2561 11:21 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
chvj
วันที่ 27 ก.พ. 2561 07:19 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ