Print 
เรื่องปฐมโพธิกาล ... พระสูตรวันเสาร์ที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๙
 
มศพ.
วันที่  8 พ.ค. 2559
หมายเลข  27768
อ่าน  563

  

 

นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทธสฺส
นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทธสฺส
นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทธสฺส

พุทฺธํ  สรณํ   คจฺฉามิ
ธมฺมํ   สรณํ   คจฺฉามิ
สงฺฆํ  สรณํ    คจฺฉามิ

•••..... ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย .....•••
 

 ... สนทนาธรรมที่ ... 

มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา  (มศพ.)
พระสูตร ที่จะนำมาสนทนาที่มูลนิธิฯ
วันเสาร์ที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๙

คือ 
เรื่องปฐมโพธิกาล

...จาก...

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่มที่ ๔๒ หน้าที่ ๑๗๘  


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่มที่ ๔๒ หน้าที่ ๑๗๘                                      
เรื่องปฐมโพธิกาล


ข้อความเบื้องต้น
     พระศาสดาประทับนั่ง ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ ทรงเปล่งอุทานด้วยสามารถเบิกบานพระหฤทัย  ในสมัยอื่น พระอานนท์เถระทูลถาม จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อเนกชาติสสาร" เป็นต้น.                                  

ทรงกำจัดมารแล้วทรงเปล่งพระอุทาน
   
     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล  ประทับนั่ง ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ เมื่อพระอาทิตย์ยังไม่อัสดงคตทรงกำจัดมารและพลแห่งมารแล้ว  ในปฐมยาม ทรงทำลายความมืดที่ปกปิดปุพเพนิวาสญาณ, ในมัชฌิมยาม ทรงชำระทิพยจักษุให้หมดจดแล้ว, ในปัจฉิมยาม ทรงอาศัยความกรุณาในหมู่สัตว์  ทรงหยั่งพระญาณลงในปัจจยาการแล้วทรงพิจารณาปัจจยาการนั้น ด้วยสามารถแห่งอนุโลมและปฏิโลม.  ในเวลาอรุณขึ้นทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ  พร้อมด้วยอัศจรรย์หลายอย่าง  เมื่อจะทรงเปล่งอุทานที่พระพุทธเจ้าหลายแสนพระองค์ไม่ทรงละแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
     "เราแสวงหานายช่างผู้ทำเรือน  เมื่อไม่ประสบ จึงได้ท่องเที่ยวไปสู่สังสาระ มีชาติเป็นเอนก ความเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์, แน่ะนายช่างผู้ทำเรือน  เราพบท่านแล้ว, ท่านจะทำเรือนอีกไม่ได้, ซี่โครงทุกซี่  ของท่านเราหักเสียแล้ว ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว, จิตของเราถึงธรรมปราศจากเครื่องปรุงแต่งแล้ว,  เพราะเรา
บรรลุธรรมที่สิ้นตัณหาแล้ว"                        แก้อรรถ
      บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า คหการ  คเวสนฺโต  ความว่า  เราเมื่อแสวงหานายช่างคือตัณหาผู้ทำเรือน กล่าวคืออัตภาพนี้ มีอภินิหารอันทำไว้แล้ว แทบบาทมูลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า  ทีปังกร  เพื่อประโยชน์แก่พระญาณ  อันเป็นเครื่องอาจเห็นนายช่างนั้นได้ คือ พระโพธิญาณ เมื่อไม่ประสบ ไม่พบ คือ ไม่ได้พระญาณนั้นแล จึงท่องเที่ยวคือเร่ร่อน ได้แก่ วนเวียนไป ๆ มา ๆ  สู่สังสาระมีชาติเป็นเอนก คือ สู่สังสารวัฏฏ์นี้   อันนับได้หลายแสนชาติ สิ้นกาลมีประมาณเท่านี้.
      คำว่า  ทุกฺขา  ชาติ   ปุนปฺปุน นี้ เป็นคำแสดงเหตุแห่งการแสวงหาช่างผู้ทำเรือน.  เพราะชื่อว่าชาตินี้ คือ การเข้าถึงบ่อย ๆ  ชื่อว่าเป็นทุกข์  เพราะภาวะที่เจือด้วยชรา พยาธิ  และมรณะ. ก็ ชาตินั้น  เมื่อนายช่างผู้ทำเรือนนั้น อันใคร ๆ ไม่พบแล้ว  ก็ยังเป็นไป   ฉะนั้น เราเมื่อแสวงหานายช่างผู้ทำเรือน จึงได้ท่องเที่ยวไป. บทว่า ทิฏฺโฐสิ ความว่า   บัดนี้   เราตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ พบท่านแล้วแน่นอน.  บทว่า  ปุน  เคหํ  ความว่า   ท่านจักทำเรือนของเรา กล่าวคือ อัตภาพ ในสังสารวัฏฏ์นี้อีกไม่ได้. บาทพระคาถาว่า  สพฺพา เต  ผาสุกา  ภคฺคา  ความว่า ซี่โครง  กล่าวคือกิเลสที่เหลือทั้งหมดของท่าน    เราหักเสียแล้ว.  บาทพระคาถาว่า  คหกูฏ  วิสงฺขต  ความว่า ถึงมณฑลช่อฟ้ากล่าวคืออวิชชาแห่งเรือนคืออัตภาพที่ท่านสร้างแล้วนี้   เราก็รื้อเสียแล้ว. บาทพระคาถาว่า วิสงฺขารคต  จิตฺต ความว่า บัดนี้ จิตของเราถึงคือเข้าไปถึงธรรมปราศจากเครื่องปรุงแต่งแล้ว คือ พระนิพพาน  ด้วยสามารถแห่งอันกระทำให้เป็นอารมณ์. บาทพระคาถาว่า  ตณฺหาน  ขยมชฺฌคา  ความว่า เราบรรลุพระอรหัตต์   กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหาแล้ว.               

เรื่องปฐมโพธิกาล จบ. 


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 8 พ.ค. 2559 16:42 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ข้อความโดยสรุป
พระสูตรเรื่อง ปฐมโพธิกาล
                                             
     คำว่า  ปฐมโพธิกาล หมายถึง ช่วงเวลาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ใหม่ ๆหรือ  เมื่อแรกที่ได้ทรงตรัสรู้  เป็นความจริงที่ว่า  พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์  เมื่อได้ทรงตรัสรู้แล้ว ก็จะทรงเปล่งพระอุทาน (คำที่ทรงเปล่งออกด้วยพระโสมนัสญาณ) ว่า เราแสวงหานายช่างผู้ทำเรือน  เมื่อไม่ประสบ  จึงได้ท่องเที่ยวไปสู่สังสาระ มีชาติเป็นเอนก เป็นต้น  
พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ (พระสมณโคดม) ก็เช่นเดียวกัน ในวันที่ทรงตรัสรู้ (วันขึ้น๑๕ ค่ำ เดือน๖) พระองค์เสด็จเข้าไปยังโคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงกำจัดกองกำลังแห่งมาร  และทรงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ที่นั้น ในเวลาใกล้รุ่งของวันวิสาขบูชา เมื่อพระองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ก็ได้ทรงเปล่งพระอุทาน ดังกล่าว  ในสมัยต่อมาพระอานนท์ทูลถาม พระองค์จึงได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้  ดังปรากฏในพระสูตรนั่นแล
       ใจความของพระคาถาที่เป็นพระอุทานของพระพุทธเจ้า สรุปได้ว่า พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญบารมีตลอดระยะเวลา ๔ อสงไขยแสนกัปป์เพื่อจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นผู้ทรงห่างไกลจากกิเลส  ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง แต่เมื่อยังไม่ได้ปัญญาที่จะสามารถดับตัณหาซึ่งเป็นกิเลสที่สร้างภพชาติได้ ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด นับชาติไม่ถ้วน ยังเต็มไปด้วยกองแห่งทุกข์นานัปประการ แต่เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า  ดับตัณหาซึ่งเป็นตัวสร้างภพชาติ พร้อมทั้งอวิชชา และกิเลสทั้งหลายในฐานะเดียวกัน ได้ทั้งหมดแล้ว  กิเลสเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นอีก ไม่สามารถสร้างภพชาติให้กับพระองค์ได้อีกต่อไป  ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายสำหรับพระองค์  ภพใหม่ไม่มีอีกต่อไป                    

ขอเชิญคลิกอ่านข้อความเพิ่มเติม  เพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้นได้ที่นี่ครับ                

เรือน และ นายช่างผู้สร้างเรือน เป็นธรรมนายช่างผู้ทำเรือน
วันพิเศษคือวันวิสาขบูชานี่ก็ใกล้วันวิสาขบูขาอีกแล้วเรือนดี แต่ผู้อาศัยไม่ดี
                
 ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
papon
papon
วันที่ 8 พ.ค. 2559 20:04 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 8 พ.ค. 2559 20:28 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
tanrat
tanrat
วันที่ 9 พ.ค. 2559 00:37 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง เป็นผู้ไกลจากกิเลส และหมู่มาร

กราบอนุโมทนาสาธุค่ะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
nopwong
nopwong
วันที่ 14 พ.ค. 2559 02:30 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
sunanintanil
วันที่ 4 ก.ค. 2559 14:56 น.

ขอบพระคุณ และอนุโมทนา ครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ