Loading...
  022488  กิเลส ตัณหา อาสวะ อวิชชา อนุสัย อุปธิ สังโยชน์ กาม โยคะ เหล่านี้ต่างกันอย่างไรครับ?
ผู้ยังไม่พ้น
วันที่ 13 ก.พ. 2556 20:15 น.
อ่าน 900
 
 

กิเลส ตัณหา อาสวะ อวิชชา อนุสัย อุปธิ สังโยชน์ กาม โยคะ อุปาทาน

1 เหล่านี้ต่างกันอย่างไรบ้าง และเหมือนกันในจุดไหนบ้าง ?

2 มีอะไรเป็น subset ของอะไรหรือไม่ครับ ?

3 มีอะไรเป็นสาเหตุของอะไรหรือไม่

4 นอกจากนี้ยังมีคำใกล้เคียงในกลุ่มนี้ ที่ทำให้หลายคนสับสนอยู่อีกหรือไม่ ?


(ถ้ามีขอท่านผู้รู้โปรดแสดง จำแนก เพื่อความเข้าใจยิ่งๆขึ้นด้วยครับ)

5 ขอพระสูตร (พุทธวจนะ) อ้างอิงด้วยครับ

ขอบคุณครับ

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
วันที่ 13 ก.พ. 2556 20:37 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   กิเลส    เป็นสภพาธรรมที่เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต    เมื่อกิเลสเกิดขึ้นย่อม

ทำให้จิตเศร้าหมอง     กิเลสเป็นสภาพธรรมที่มีจริง   เป็นเจตสิก   กิเลส  มี ๑๐

ประการ  คือ

๑.ทิฏฐิกิเลส อันได้แก่  ทิฏฐิเจตสิก  คือ  ความเห็นผิด ที่เป็นเครื่องเศร้าหมองจิต

๒.วิจิกิจฉากิเลส อันได้แก่ความสงสัย  ที่เป็นเครื่องเศร้าหมองจิต

๓.โทสะกิเลส อันได้แก่ความโกรธความขุ่นมัวใจ  ที่เป็นเครื่องเศร้าหมองจิต

๔.โลภะกิเลส อันได้แก่ความติดข้อง ต้องการ ที่ทำให้ใจเศร้าหมอง

๕.โมหะกิเลส อันได้แก่ ความหลงลืมไม่รู้ความจริง เป็นเครื่องเศร้าหมองจิต

๖.ถีนะกิเลส อันได้แก่ความหดหู่ ท้อถอย ซึมเซา  เป็นเครื่องเศร้าหมองจิต

๗.อุทธัจจะกิเลส อันได้แก่ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ  เป็นเครื่องเศร้าหมองจิต

๘.อหิริกะกิเลส อันได้แก่ความไม่ละอายต่อบาป   เป็นเครื่องเศร้าหมองจิต

๙.มานะกิเลส อันได้แก่ความสำคัญตน การเปรียบเทียบ  ทำให้ใจเศร้าหมอง

๑๐.อโนตตัปปะกิเลส อันได้แก่ความไม่เกรงกลัวต่อบาป  ทำให้ใจเศร้าหมอง

 ตัณหา คือ  สภาพธรรมที่ยินดี พอใจ ติดข้อง ดังนั้นความเป็นจริง    ตัณหา ก็คือ

โลภะนั่นเองครับ ดังนั้น    โลภะ จึงมีชื่อหลายอย่าง  เช่น กามฉันทะ ตัณหา  ราคะ

เป็นต้น นั่นก็คือ ลักษณะของกิเลสที่เป็นโลภะทั้งสิ้นครับ    เพราะฉะนั้นเมื่อตัณหา

ก็คือโลภะ ตัวตัณหาเองก็จึงเป็นสภาพธรรมที่เป็นกิเลสด้วยครับ เพราะในกิเลส 10

ประการมีโลภะ เป็นประการแรก และในเมื่อตัณหาก็คือโลภะนั่นเอง ตัณหาจึงเป็น

กิเลส ประเภทหนึ่งครับ ดังนั้นถ้าพูดถึงกิเลส ไม่ได้มุ่งหมายเฉพาะ ตัณหาหรือโลภะ

เท่านั้นครับ เพราะกิเลสมีหลายประการ และบางนัย กิเลสก็หมายถึงสภาพธรรมที่

เป็นอกุศลธรรมทั้งหมดเลย เพราะอกุศลทำให้จิตเศร้าหมอง ดังนั้น   ตัณหา จึงเป็น

ส่วนหนึ่งของกิเลสครับ แต่กิเลส ไม่ใช่ตัณหา เพราะกิเลสมีมากครับ   ถ้ากล่าวว่า

ตัณหาคำเดียว ก็แสดงว่ามุ่งหมายถึง โลภะ ความติดข้องเท่านั้น แต่ถ้าใช้คำว่า

กิเลสคำเดียว หมายถึง อกุศลทั้งหลาย ไม่ใช่เฉพาะ โลภะ หรือ ตัณหาเท่านั้นครับ

อาสวะกิเลส   หมายถึง  อกุศลธรรมชนิดหนึ่งที่มีสภาพหมักหมมไว้ในขันธสันดาน  

เหมือนกับสุราซึ่งเป็นเครื่องหมักดองที่เก็บไว้นานๆ  มีอำนาจทำให้เมาและหลงใหล

ได้  อาสวะยังเป็นสภาพที่ไหลไป  ไหลไปสู่ทางตา  ทางหู  ทางจมูก ทางลิ้น  ทาง

กาย  ทางใจ   สามารถไหลไปได้จนถึงภวัคคพรหม  เมื่อว่าโดยภูมิ  แต่เมื่อว่าโดย

ธรรม ก็ไหลไปได้จนถึงโคตรภู ทำให้สังสารวัฏเจริญสืบต่อไป

อาสวะมี  ๔  อย่าง คือ ...

๑. กามาสวะ  เครื่องหมักดองคือความยินดีในกาม  ได้แก่  โลภเจตสิกที่เกิดกับ

                    โลภมูลจิต  ๘  ดวง

๒. ภวาสวะ    เครื่องหมักดองคือความยินดีในภพ  ได้แก่   โลภเจตสิกที่เกิดกับ

                    โลภทิฏฐิคตวิปปยุตต์  ๔  ดวง

๓. ทิฏฐาสวะ  เครื่องหมักดองคือความเห็นผิด   ได้แก่    ทิฏฐิเจตสิกที่เกิดโลภ

                     ทิฏฐิคตสัมปยุตต์  ๔  ดวง

๔. อวิชชาสวะ  เครื่องหมักดวงคือความไม่รู้  ได้แก่  โมหเจตสิกที่เกิดกับอกุศล

                     จิตทั้ง  ๑๒  ดวง

   อาสวะกิเลส จึงเป็นส่วนหนึ่งของกิเลส ในกิเลส 10 ประการ เพราะ อาสวะ คือ

โลภะ และ ทิฏฐิ ที่เป็นความเห็นผิด

  อวิชชา คือ ความไม่รู้ เรียกว่า โมหะ เป็นเจตสิก คือ โมหะเจตสิก เป็นนามธรรม

ครับ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของกิเลส ด้วย ครับ

   อนุสัยกิเลส  หมายถึง  กิเลสอย่างละเอียดที่ตามนอนเนื่องอยู่ในจิตไม่ปรากฏตัว

ออกมา  หรือเป็นกิเลสที่มีกำลังที่ยังละไม่ได้   จะละได้ด้วยปัญญระดับมรรคจิตครับ

อนุสัย มี 7 ประการคือ

๑.  กามราคานุสัย  หมายถึง โลภะ ความติดข้องในกาม

๒.  ปฏิฆานุสัย  หมายถึง โทสะ ความโกรธ

๓.  ทิฏฐานุสัย    หมายถึง ความเห็นผิด             

๔.  วิจิกิจฉานุสัย  หมายถึง ความสงสัย

๕.  มานานุสัย หมายถึง ความถือตัว ความสำคัญตัว               

๖.  ภวราคานุสัย หมายถึง โลภะ  ความติดข้องในภพ

๗.  อวิชชานุสัย. หมายถึง โมหะ ความไม่รู้

  แม้ อนุสัย ก็เป็นการแสดงลักษณะของกิเลสที่สะสมไว้นอนเนื่องยังไม่ได้ดับ แต่

ก็ไม่พ้นจากสภาพธรรมที่เป็นกิเลส ใน 10 ประการ ครับ

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
paderm
วันที่ 13 ก.พ. 2556 20:37 น.
 

อุปธิ  แปลว่า  สภาพซึ่งทรงไว้ซึ่งทุกข์  คือ ทุกอย่างที่เกิดแล้วดับ เป็นสภาพทรง

ไว้ซึ่งทุกข์ เป็นอุปธิได้แก่

กามูปธิ  กามเป็นอุปธิ เพราะเมื่อพอใจในกาม จึงแสวงหา ก็นำมาซึ่งทุกข์

ขันธูปธิ  ขันธ์เป็นอุปธิ เพราะจิต เจตสิก รูป เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ เช่น เจ็บ ป่วย

แก่ ตาย เป็นต้น

กิเลสูปธิ กิเลสเป็นอุปธิ เพราะมีกิเลส จึงทำอกุศลกรรมได้ เมื่อผลเกิดก็นำมา

ซึ่งทุกข์ คือ ภพภูมิไม่ดี และ ความเดือดร้อน

อภิสังขารูปธิ   อภิสังขารเป็นอุปธิ   หมายถึง   เจตนาที่เกิดร่วมกับกุศลและ

อกุศลจิตทั้งหลายที่นำไปสู่ทุกข์ คือ วัฏฏทุกข์.

   สำหรับอุปธิ จะกินความกว้างขวาง ไม่ได้หมายเฉพาะ กิเลส สภาพธรรมที่ไม่ดี

เท่านั้นที่เป็นอุปธิ แม้แต่ สภาพธรรมที่เกิดขึ้นและดับไปทั้งหมด ทั้งรูป ทั้งกุศลจิต

ทั้ง เจตสิกที่ดี ที่เกิดขึ้นและดับไป เป็นทกุข์ทั้งหมด เป็นอุปธิ จึงกินความกว้าง

ขวางกว่ากิเลส และ อื่นๆ ครับ

สังโยชน์ คือ สภาพธรรมที่ผูก ผูกสัตว์ไว้ในวัฏฏะ คือ ไม่ให้ออกไปจากวัฏฏะ คือ

การเกิดไปได้ เพราะฉะนั้น สภาพธรรมที่เป็นสังโยชน์ จึงเป็นเครื่องกั้นที่จะทำให้

ออกไปจากสังสารวัฏฏ์

 สังโยชน์  มี  ๑๐  อย่าง  คือ

 ๑. กามราคสังโยชน์   ได้แก่   โลภเจตสิกที่เกิดกับโลภมูลจิต ๘  ดวง เช่น ขณะที่

ยินดีพอใจ ในอาหารที่ทาน ขณะนั้นก็เป็นกามราคะสังโยชน์ สรุปได้ว่า เป็นความยินดี

พอใจ ในรูป เสียง กลิ่น รสสิ่งที่กระทบสัมผัส ครับ

๒. รูปราคสังโยชน์  ได้แก่  โลภเจตสิกที่เกิดกับทิฏฐิคตวิปปยุตจิต ๔ ดวง คือ ความ

ยินดีพอใจ ในการกิดในรูปพรหม ครับ

๓. อรูปราคสังโยชน์ ได้แก่ โลภเจตสิกที่เกิดกับทิฏฐิคตวิปปยุตจิต ๔ ดวง คือ ความ

ยินดีพอใจในการเกิดในอรูปพหรม

 ๔. ปฏิฆสังโยชน์  ได้แก่  โทสเจตสิกที่เกิดกับโทสมูลจิต ๒ ดวง คือ ความโกรธที่

เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ครับ

 ๕. มานสังโยชน์  ได้แก่  มานเจตสิกที่เกิดกับทิฏฐิคตวิปปยุตจิต ๔ ดวง  คือ ขณะที่

เปรียบเทียบว่า เราเก่งกว่า ด้อยกว่า เป็นมานะในขณะนั้น ครับ เป็นมานะสังโยชน์

 ๖. ทิฎฐิสังโยชน์  ได้แก่  ทิฏฐฺเจตสิกที่เกิดกับทิฏฐิคตสัมปยุตจิต ๔ ดวง คือ ขณะที่

เห็นผิด เช่นเกิดควาเมห็นผิดว่า ตายแล้วไม่เกิด ตายแล้วไปอยู่ในสถานที่ที่เที่ยง กรรม

ไม่มี ผลของกรรมไม่มี เป็น ความเห็นผิดในขณะนั้น เป็น ทิฏฐิสังโยชน์ ครับ

๗. สีลัพพตปรามาสสังโยชน์ ได้แก่  ทิฎฐิเจตสิกที่เกิดกับทิฏฐิคตสัมปยุตจิต ๔ ดวง

คือ ความเห็นผิดเช่นกัน ครับ แต่ เป็นความเห็นผิดในข้อวัตรปฏิบัติ  เช่น เข้าใจว่าการ

ทรมานตนเองจะทำให้หลุดพ้น เป็นต้น

 ๘. วิจิกิจฉาสังโยชน์ ได้แก่  วิจิกิจฉาเจตสิกที่เกิดกับโมหวิจิกิฉา  สัมปยุตจิต ๑ ดวง

คือ ความลังเลสงสัย เช่น ขณะที่คิดว่า พระพุทธเจ้ามีจริงหรือ สงสัยในพระรัตนตรัยนั่น

เอง สงสัยว่า ข้อปฏิบัติที่จะถึงการดับทุกข์มีจริงหรือ เป็นต้น ครับ

 ๙. อุทธัจจสังโยชน์  ได้แก่  อุทธัจจเจตสิกที่เกิดกับอกุศลจิตทั้ง  ๑๒  ดวง คือ ความ

ฟุ้งซ่าน ขณะที่คิดด้วยอกุศล ขณะนั้น ก็ฟุ้งซ่านไป มีการคิดเรื่องการงาน เป็นต้น ครับ

 ๑๐. อวิชชาสังโยชน์  ได้แก่  โมหเจตสิกที่เกิดกับอกุศลจิตทั้ง  ๑๒  ดวง คือ ความ

ไม่รู้ เช่น ขณะที่คิดไม่ออก หลงลืมสติ ขณะนั้น ก็เป็นโมหะ

  สำหรับ สังโยชน์ ก็รวมในกิเลส เพียงแต่แสดงลักษณะของกิเลส โดยการเป็น

เครื่องผูกสัตว์ไว้ ไม่ให้ออกไปจากวัฏฏะ ที่เป็นลักษณะของกิเลสประการหนึ่ง ครับ


กาม ความหมาย คือ อันสัตว์ใคร่  กามมี ๒ อย่างคือ  กิเลสกาม ๑   วัตถุกาม ๑

      กิเลสกาม ได้แก่ ฉันทราคะ คือ โลภเจตสิก   ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่ยินดี พอใจติด

ข้องในอารมณ์

    วัตถุกาม  คือ  สภาพธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของความยินดี    ความพอใจความปรารถนา

ฉะนั้น วัตถุกาม ได้แก่ วัฏฏะ  ซึ่งเป็นไปในภูมิทั้ง ๓ คือ  ทั้งกามภูมิ รูปภูมิ และ อรูปภูมิ

เพราะไม่พ้นจากการเป็นวัตถุที่ยินดีพอใจของกิเลสกามตราบใดที่ยังดับโลภะไม่ได้ 

ก็ยังมีวัตถุกาม คือ สภาพธรรมซึ่งเป็นที่ยินดี พอใจของกิเลสกาม

ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับสภาพธรรมอื่นๆ กาม กินความหมายกว้าง เพราะ กิเลสกาม

คือ โลภะ ส่วน วัตถุกามที่เป็นที่ตั้งให้โลภะ รวมถึงรูปและนามทั้งหมดเลย เว้นแต่

พระนิพพานเท่านั้น ครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
paderm
วันที่ 13 ก.พ. 2556 20:48 น.
 

  โยคะในที่นี้ หมายถึง กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในวัฏฏะ  หรือ ผูกตรึงไว้ประกอบสัตว์

ไว้ไม่ให้ผละไปหรือไม่ให้หลุดไปจากวัฏฏะได้.มีด้วยกัน
 ๔ ประเภทคือ

๑. กามโยคะ คือ โลภะที่มีความยินดีพอใจ ติดข้อง ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ 

    อันเป็นกิเลสที่ผูกตรึงไว้ ไม่ให้พ้นจากสังสารวัฏฏ์

๒. ภวโยคะ   คือ โลภะที่มีความยินดีพอใจ ในภพในขันธ์

๓. ทิฏฐิโยคะ (ทิฎฐิ) คือ ความเห็นผิด อันเป็นกิเลสที่ตรึงไว้ ไม่ให้พ้นจากสังสารวัฏฏ์

๔. อวิชชาโยคะ (อวิชชา) คือ ความไม่รู้  อันเป็นกิเลสที่ตรึงไว้ ไม่ให้พ้นจากสังสารวัฏฏ์

     อุปาทาน   คือ   ความยึดมั่น      มี    ๔    ได้แก่ 

      กามุปาทาน ๑    ทิฏฐุปาทาน ๑    สีลัพพตุปาทาน ๑   อัตตวาทุปาทาน ๑  

     โดยสภาพธรรม ได้แก่  โลภะเจตสิกอย่างเดียวก็ได้  โดยไม่มีความเห็นผิด เช่น ติด

ข้องมากๆ ในรูป เสียง  กลิ่น  รส  สิ่งที่กระทบสัมผัส เป็นกามุปาทาน  ส่วน ทิฏฐุปาทาน

๑  สีลัพพตุปาทาน ๑  อัตตวาทุปาทาน ๑  เป็นทิฏฐิเจตสิก คือ มีความเห็นผิดด้วย ครับ

     เพราะฉะนั้น อุปาทานมีความหมายกว้างกว่า โลภะเจตเสิก แต่ อุปทานทั้ง 4 เป็น

จิตที่เป็นประเภทโลภะ คือ เป็นโลภะทั้งหมด คือ เป็นโลภะมูลจิต ครับ แล้วแต่ว่า จะมี

ความเห็นผิด หรือ ไม่มีความเห็นผิด ครับ เพียงแต่ว่า โลภะที่มีกำลังอ่อน ไม่ได้ติดข้อง

มาก ก็ไมได้เป็นถึงอุปาทาน ที่มีความยึดมั่นที่มีกำลัง ครับ

   ดังนั้น อุปาทาน มีความหมายแคบกว่ากิเลส เพราะ อุปาทานเป็น โลภะ กับ ทิฏฐิ

ที่เป็นความเห็นผิด ครับ

เชิญคลิกอ่านข้อความในพระไตรปิฎกที่นี่ ครับ

ตัณหา

ชื่อว่าอาสวะ

ชื่อว่าอนุสัยด้วยอรรถว่าอะไร

อุปธิ ๔

อวิชชาเป็นสมุทัยกิเลสต่างๆจึงมี

กาม และ กิเลส เป็นเครื่องผูก [คาถาธรรมบท] 

สังโยชน์ ๑๐ ประการ [สังโยชนสูตร] 

โยคสูตร .. โยคะ ๔ อย่าง  

พระพุทธพจน์ ..กามโยคะเป็นดังนี้  

พระพุทธพจน์ ..ภวโยคะเป็นดังนี้ 

พระพุทธพจน์ ..ทิฏฐิโยคะเป็นอย่างนี้ 

พระพุทธพจน์ ..อวิชชาโยคะเป็นดังนี้

อุปาทาน ๔ เป็นไฉน [วิภังค์]

ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
khampan.a
วันที่ 13 ก.พ. 2556 23:32 น.
 

                ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 กิเลส เป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต ทำให้จิตใจเศร้าหมอง

ไม่ผ่องใส       เป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย ตราบใดที่ยังไม่สามารถดับกิเลส มี

โลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ก็ยังมีเหตุที่ทำให้กิเลสเกิดขึ้นเป็นไปตามการสะสมของ

แต่ละบุคคล

 ตัณหา ก็เป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นความอยาก ความติดข้องต้องการ เป็นอีกชื่อ

หนึ่งของโลภะ

อาสวะ เป็นกิเลสที่หมักดอง หมักหมม ไหลไปได้ทุกภพภูมิ ไหลไปทั้งทางตา ทางหู

ทางจมูก   ทางลิ้น   ทางกาย และทางใจ ว่าโดยสภาพธรรมแล้ว ได้แก่ โลภะ มิจฉา

ทิฏฐิและอวิชชา บุคคลผู้สิ้นอาสวะได้อย่างสิ้นเชิง คือ พระอรหันต์

อวิชชา เป็นความหลง ความไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง เกิดร่วมกับอกุศลจิต

ทุกขณะ ตราบใดที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ก็ยังมีอวิชชาอยู่

อนุสัย เป็นกิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องสะสมสืบต่ออยู่ในจิตทุกขณะ ซึ่งจะถูกดับ

ด้วยอริยมรรค

อุปธิ หมายถึงสภาพธรรมที่เข้าไปทรงไว้ซึ่งทุกข์ กล่าวโดยรวมแล้ว ไม่พ้นไปจาก

สภาพธรรมที่มีจริงในขณะซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป   ไม่ว่าจะทรงแสดง

โดยนัยใด

ก็คือสภาพธรรมที่มีจริงในขณะ ทรงไว้ซึ่งทุกข์จริงๆ เพราะเกิดดับ

สังโยชน์ หมายถึงกิเลสที่ผูกมัดเหล่าสัตว์ไว้ในวัฏฏะ ทำให้อยู่ในวัฏฏะ ไม่พ้นไป

จากโลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น

กาม เป็นสภาพธรรมที่มีจริงๆ หมายถึง สิ่งที่น่าใคร่น่าพอใจ มุ่งหมายถึงทั้งตัววัตถุ

กาม   อันเป็นที่ติดข้องของโลภะ และหมายถึงตัวติดข้อง คือ โลภะ ซึ่งเป็นกิเลสกาม

ด้วย

โยคะ หมายถึง กิเลสที่ประกอบหรือตรึงสัตว์ไว้ในวัฏฏะ ตรึงไว้ไม่ให้เป็นกุศล ไม่

พ้นไปจาก โลภะ มิจฉาทิฏฐิ และอวิชชา  หนทางแห่งการอบรมเจริญปัญญาย่อม

เป็นไปเพื่อความปลอดโปร่งจากโยคะและกิเลสทั้งปวง

   ทั้งหมดนั้นแสดงถึงสภาพธรรมที่มีจริงโดยนัยต่างเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกตาม

ความเป็นจริง ครับ

                            ... ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
wannee.s
วันที่ 13 ก.พ. 2556 23:35 น.
 

กิเลส ตัณหา อุปธิ สังโยชน์ เหล่านี้ทั้งหมด เพราะ มาจาก อวิชชา ความไม่รู้ทั้งหมด ค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
นิรมิต
วันที่ 14 ก.พ. 2556 00:01 น.
 

ขออนุโมทนา กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
Boonyavee
วันที่ 14 ก.พ. 2556 08:40 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 15 ก.พ. 2556 12:30 น.
 

ขอบพระคุณและขออนุโมทนา อ.เผดิม อ.คำปั่น และทุก ๆ ท่านครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
nong
วันที่ 16 ก.พ. 2556 18:11 น.
 

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
ผู้ยังไม่พ้น
วันที่ 17 ก.พ. 2556 22:13 น.
 

ขอบพระคุณมากๆครับ __/][__

ขอโอกาสถามให้ยิ่งๆขึ้นไปอีกดังนี้ครับ

1 ฉันทะ ต่างจาก ราคะ / โลภะ อย่างไร ?

2 นันทิ ต่างจาก ราคะ / โลภะ / ฉันทะ อย่างไร ?

3 คำกล่าวที่ว่าอาศัยกิเลสดับกิเลส

อาศัยฉันทะดับฉันทะ

อาศัยมานะดับมานะ

อาศัยโทสะดับโทสะ

นั้นมีจริงหรือไม่ ?

ทำได้อย่างไร ?

พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้หรือไม่ ?

ขอบคุณครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 12  
เพียงดิน
วันที่ 19 ก.พ. 2556 20:23 น.
 

ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 13  
khampan.a
วันที่ 20 ก.พ. 2556 18:32 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เรียนความคิดเห็นที่ ๑๑ ครับ 

   1 ฉันทะ ต่างจาก ราคะ / โลภะ อย่างไร ?

    -ฉันทะ เป็นความพอใจ  เป็นปกิณณกเจตสิก เกิดร่วมกับจิตได้ทุกชาติ ตามควรแก่

จิตประเภทนั้น ๆ  ฉันทะ ไม่ใช่โลภะ   แต่เกิดร่วมกับโลภะ ได้    แต่ โลภะ เป็น อกุศล

อย่างเดียว  ส่วนฉันทะ เป็นอกุศลก็ได้  เป็นกุศลก็ได้ เป็นวิบากก็ได้ เป็นกิริยาก็ได้

ตามควรแก่จิตที่ตนเองเกิดร่วมด้วย   

    2 นันทิ ต่างจาก ราคะ / โลภะ / ฉันทะ อย่างไร ?

    ราคะ  (ความใคร่)  โลภะ (ความติดข้อง)   นันทิ (ความเพลิดเพลิน)    เป็นสภาพ

ธรรมที่มีจริง เป็นอกุศลธรรม  ว่าโดยสภาพธรรมแล้ว ก็ได้แก่  โลภเจตสิก  ส่วนฉันทะ

ก็โดยนัยที่กล่าวแล้วในคำตอบข้อที่ ๑

   3   คำกล่าวที่ว่าอาศัยกิเลสดับกิเลส

    ควรที่จะได้เข้าใจว่า  กิเลส  ไม่สามารถดับหรือละกิเลสได้  เพราะเป็นอกุศลเป็น

สภาพธรรมที่ไม่ดี   สิ่งที่ไม่ดีจะมาดับสิ่งที่ไม่ดี ย่อมเป็นไปไม่ได้   แต่สภาพธรรมที่

จะดับกิเลส ต้องเป็นธรรมฝ่ายดีเท่านั้น    จากข้อความที่กล่าวถึงอาศัยกิเลสละกิเลส  

ก็คือ  เพราะยังมีกิเลสอยู่  ยังมากไปด้วยกิเลส  จึงเห็นโทษของกิเลส   มีการอบรม

เจริญปัญญาเพื่่อที่จะดับกิเลสได้ในที่สุด  ไม่ใช่ว่าจะต้องมีกิเลสมาก ๆ ถึงจะดับกิเลส

ได้    ซึ่งในประเด็นนี้  ท่่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์  ก็ได้กล่าวไว้ด้วยคำที่

เข้าใจง่าย คือ

    -มีตัณหา(โลภะ) จึงมีการอบรมเจริญปัญญาเพื่อดับตัณหา         ถ้ามีข้อความใดที่

แสดงว่า อาศัยตัณหาละตัณหา  ให้เข้าใจได้ว่า หมายความว่า อาศัยตัณหา คือ ตัณหา

มี  จึงอบรมเจริญปัญญาเพื่อละตัณหา   ไม่ใช่ใครก็ตามได้ยินอย่างนี้แล้ว ก็เจริญตัณหา

ให้มาก ๆ    เพื่อที่จะไปละตัณหา    ซึ่งไม่มีทางจะเป็นไปได้เลย 

อ้างอิงจาก ... ปันธรรม-ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๒๘

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 14  
boonpoj
วันที่ 24 เม.ย. 2556 11:53 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top