Loading...
  022185  ปรึกษาเรื่องการตายในทางพระพุทธศาสนา
pheejad
วันที่ 16 ธ.ค. 2555 21:45 น.
อ่าน 991
 
 

     ผมเป็นแพทย์ครับ! มีปัญหาอยากจะปรึกษาดังนี้ครับ!

     ปัจจุบันในวงการแพทย์  มีการปลูกถ่ายอวัยวะหลายอวัยวะได้  เช่น  หัวใจ  ปอด ตับ

ตับอ่อน ทำให้ผู้ป่วยอายุยืนขึ้น แต่การได้อวัยวะจากผู้บริจาค ไม่เพียงพอ  หรือบางกรณี

หากได้อวัยวะจากผู้บริจาคที่หัวใจหยุดเต้นไปแล้ว หรือหยุดหายใจไปแล้ว  ได้แก่ หัวใจ

ปอด ก็ให้ผลการรักษาไม่ดี

     จึงได้มีการคิดจะนำอวัยวะจากผู้ป่วยก้านสมองตายมาใช้    เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต้อง

เสียชีวิตไปในเวลาไม่นานนัก    ต้องหายใจโดยใช้เครื่องหายใจ   ต้องใช้ยากระตุ้นหัวใจ

ให้หัวใจเต้น

     แต่การเอาอวัยวะบางอย่างเช่น กระจกตา ตับบางส่วน ตับอ่อน อาจไม่ได้เป็นสาเหตุ

ให้ผู้ป่วยเสียชีวิตทันทีหลังผ่าตัด

     ปัญหาของผมก็คือ การเอาอวัยวะบางอย่าง เช่น หัวใจ ปอด จะทำให้ผู้บริจาคก้าน

สมองตายทันทีหลังจากนั้น ซึ่งแพทย์อาจมีความผิดทางกฎหมาย

     จึงได้มีการร่างกฎหมายให้  ก้านสมองตาย  คือตาย    เพื่อให้สามารถนำอวัยวะจากผู้

บริจาคก้านสมองตายมาใช้โดยไม่ต้องมีความผิดทางกฎหมาย

     ที่ผมสงสัยคือ   การเอาอวัยวะสำคัญของผู้บริจาคก้านสมองตายมา   แล้วทำให้ผู้นั้น

เสียชีวิตทันที แม้จะนำไปช่วยชีวิตคนอื่น เป็นการฆ่าหรือไม่

     ในทางวิทยาศาสตร์  ผู้บริจาคก้านสมองตาย  ทางการแพทย์เริ่มพิจารณาให้เป็นการ

ตายแล้ว แต่ก็มีแพทย์บางท่านไม่เห็นด้วย เพราะเซลล์และอวัยวะต่างๆ ยังทำงานได้อยู่

แม้จะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือต้องใช้ยากระตุ้นหัวใจ

     ในทางศาสนาพุทธผู้ป่วยน่าจะยังมีจิตอยู่กับร่างหรือไม่    คือถ้ายังมีจิตอยู่กับร่างก็น่า

จะยังไม่ตายในทางศาสนาพุทธ หากทำให้เขาเสียชีวิตก็น่าจะเป็นบาป

     จึงอยากทราบความเห็นว่าในทางศาสนาสมองตาย คือตายหรือไม่ครับ! และการตาย

ทางศาสนาหากจะดูจากร่างกายต้องดูจากอะไรครับ     คือหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้น

ใช่หรือไม่ครับ!

   ขอบพระคุณครับ!

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
วันที่ 18 ธ.ค. 2555 07:45 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเ้จ้าพระองค์นั้น

     ความตายในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องใกล้ตัว แต่ไม่รู้   เพราะ

ในความเป็นจริงของชีวิตที่เกิดมา      เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เป็นจิต   เจตสิก   รูปที่

เกิดขึ้น   สำหรับ   ขณะที่เกิดในพระพุทธศาสนา  คือ ขณะที่จิต เจตสิกเกิดขึ้น  ในขณะ

ที่ปฏิสนธิจิตซึ่งเป็นผลของกรรม  สำหรับการเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นผลของกรรมดี    ขณะ

ที่ปฏิสนธิจิตเกิด ขณะนั้นเกิดแล้ว ในภพภูมิมนุษย์   อยู่ในครรภ์ เล็กมาก     และ กรรมก็

จัดสรรให้เป็นไป    จนในที่สุด เมื่อถึงคราวที่ตาย  ไม่ใช่สัตว์ บุคคลตาย      แต่เป็นจิต

เจตสิกที่เกิดขึ้น  คือ ขณะที่จุติจิตเกิด ขณะนั้นชื่อว่า ตาย   โดยสมมติว่า ตายจากความ

เป็นมนุษย์     เพราะฉะนั้น การตายในพระพุทธศาสนาที่เป็น  สมมติมรณะ  คือ ตายจาก

โลกนี้ไป  เป็นในขณะที่จุติจิตเกิดขึ้น  ทำกิจเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้   เพราะหมด

กรรมที่จะทำให้เป็นบุคคลนี้อีก ซึ่งไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้เลย     เพราะฉะนั้น การสังเกต

เพียงภายนอก หรือ เพียงวิทยาศาสตร์บัญญัติว่า หัวใจหยุดเต้น หรือ สมองตาย  ไมได้

หมายความว่า บุคคลนั้นตาย   ตราบใดที่จุติจิตยังไม่เกิด ก็อาจมีจิตที่คิดนึกในเรื่องราว

ต่างๆ แม้ในขณะนั้น จะดูภายนอก ไม่รู้สึกตัวเลย หรือ อาจจะเกิดภวังคจิต  ซึ่งเป็นจิตที่

ดำรงภพชาติ   ขณะนั้นก็หลับสนิทอยู่   ไม่รู้สึกตัวเลยในขณะนั้น    แต่ก็ชื่อว่ายังไม่ตาย

เพราะ จุติจิตยังไม่เกิด ครับ

     เพราะฉะนั้น   สมองตาย สมองก็เป็นเพียงรูปที่ประชุมรวมกันเท่านั้นในทางพระพุทธ

ศาสนา   แต่สามารถมีจิตเกิดขึ้นโดยที่ไม่ต้องอาศัยสมองก็ได้   เพราะจิตเกิดที่  ตา   หู

จมูก  ลิ้น  กาย  และเกิดที่หทยวัตถุ คือ เกิดทางใจก็ได้   ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเขาตายหรือยัง

เพียงอาการภายนอก     หรือ สมมติว่าสมองตาย ครับ ซึ่ง ร่างกายก็ยังมีไออุ่น และ ก็ยัง

มีการขยับเพียงเล็กน้อยก็ชื่อว่า    มีจิตเกิดขึ้นก็ได้    แสดงถึงความไม่ตาย แม้ สมองจะ

ตายตามสมมติของวิทยาศาสตร์ ครับ      ดังนั้น การตายในพระพุทธศาสนา ก็คือ จุติจิต

เกิด  ซึ่งไม่มีใครรู้ได้  ครับ        ไม่ใช่หัวใจหยุดเต้น   หรือ เพียงสมองตายเท่านั้น ครับ

ส่วนคำถามที่ว่า

     ที่ผมสงสัยคือ   การเอาอวัยวะสำคัญของผู้บริจาคก้านสมองตายมา  แล้วทำให้ผู้นั้น

เสียชีวิตทันที แม้จะนำไปช่วยชีวิตคนอื่น เป็นการฆ่าหรือไม่

     จะเป็นการฆ่าที่เป็นปาณาติบาต       สำคัญที่เจตนาเป็นสำคัญ         ซึ่งจะบาปเป็น

ปาณาติบาต  เป็นการฆ่าก็ต้องพิจารณาองค์ของปาณาติบาต คือ

          องค์ของปาณาติบาตนั้น มี ๕ อย่าง  คือ

                ๑.  ปาโณ                สัตว์มีชีวิต

                ๒.  ปาณสัญิตา      รู้ว่าสัตว์มีชีวิต

                ๓.  วธกจิตตัง           มีจิตคิดฆ่า

                ๔.  อุปักกโม             มีความพยายาม

                ๕.  เตนมรณัง           สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น

     ดังนั้น  ถ้าแพทย์สำคัญรู้อยู่ว่า ผู้ที่กำลังผ่าตัดไม่ได้ตาย ยังมีชีวิต และ  ผู้นั้นก็ไม่ได้

ตาย ยังมีชีวิตอยู่     ซึ่ง สมองตาย ไม่ได้หมายถึง ตาย ตามที่อธิบายแล้ว  และ  มีจิตคิด

จะฆ่า จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม คือ ฆ่าเพื่อเอาอวัยวะให้ผู้อื่น   และ ผู้ที่สมองตายก็ตาย

เพราะ การผ่าครั้งนั้น ก็ชื่อว่า เป็นการฆ่า และเป็นปาณาติบาต เป็นบาป ครับ     แต่หาก

ว่าแพทย์ไม่ได้มีเจตนาฆ่า   แต่เจตนาต้องการเปลี่ยนอวัยวะให้ผู้อื่น   ก็ไม่บาป   เพราะ

ไม่มีเจตนาฆ่า     หรือ หากว่า สำคัญว่าผู้นั้นตายแล้วจริงๆ แม้ผู้นั้นจะมีชีวิตอยู่ ก็ไม่เป็น

ปาณาติบาต เพราะ ไม่มีเจตนาฆ่า    เพราะ สำคัญว่าตายแล้ว ครับ

     เพราะฉะนั้น สำคัญที่เจตนาของหมอเป็นสำคัญว่ามีเจตนาอย่างไร และ มีเจตนาฆ่า

หรือไม่     ซึ่งจิตเกิดดับ สลับกันเร็วมาก      และ ยากที่จะรู้ใจของผู้อื่น นอกจากตัวของ

แพทย์ผู้นั้นเองเป็นสำคัญ ครับ ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
natural
วันที่ 18 ธ.ค. 2555 20:20 น.
 

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
kinder
วันที่ 19 ธ.ค. 2555 01:05 น.
 

ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
ธนัตถ์กานต์
วันที่ 19 ธ.ค. 2555 01:23 น.
 

การศึกษาพระธรรมต้องเป็นผู้ละเอียด

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
nopwong
วันที่ 19 ธ.ค. 2555 14:29 น.
 

ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
khampan.a
วันที่ 20 ธ.ค. 2555 10:48 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


     ชีวิตต้องเป็นไป   ดำเนินต่อไป  ยังตายไม่ได้ตราบใดที่จุติจิตซึ่งเป็นจิตขณะ

สุดท้ายของภพนี้ชาตินี้ยัง
ไม่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่  ความจริงเป็นอย่างไรก็เป็นจริง

อย่างนั้นใครๆก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ซึ่งเป็นสัจจ
ธรรมความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธ

เจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง ครับ


...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่าน ครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
wannee.s
วันที่ 20 ธ.ค. 2555 11:17 น.
 

ความตายในพระพุทธศาสนา คือ ขณิกมรณะ สมมติมรณะ และ สมุทเฉทมรณะ ค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
pheejad
วันที่ 21 ธ.ค. 2555 00:26 น.
 

     ขอขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ!

     ผมเป็นผู้มีความรู้ด้านศาสนาพุทธน้อย! ขอความกรุณาช่วยอธิบาย ขณิกมรณะ สมมติ

มรณะ และสมุทเฉทมรณะ ให้ผมด้วยครับ!

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
paderm
วันที่ 21 ธ.ค. 2555 08:35 น.
 

เรียนความเห็นที่ 8 ครับ

ขณิกมรณะ  คือ ความตาย ของจิต เจตสิกที่เกิดขึ้นและดับไป   ยกตัวอย่างเช่น การเห็น

ความจริงเป็นจิตที่เห็น จิตเห็น เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องดับไป     การดับไปของจิตนั้น เป็น

ขณิกมรณะ ความตายเพียงชั่วขณะจิต

สมมติมรณะ   คือ   ความตายโดยสมมติ   เช่น  การที่เราเห็นคนตายจากไป  นั่นเรียกว่า

สมมติมรณะ

สมุทเฉทมรณะ  ความตายของกิเลส คือ การละกิเลสได้ไม่กลับมาเกิดอีก ครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
pheejad
วันที่ 27 ธ.ค. 2555 01:23 น.
 

   ขออนุโมทนา และขอบพระคุณครับ!

 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
เซจาน้อย
วันที่ 28 ธ.ค. 2555 20:04 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่าน ครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 12  
pheejad
วันที่ 3 พ.ค. 2556 01:24 น.
 

ผ่านไปนานแล้ว แต่ก็กลับมาคิดถึงเรื่องเดิมที่ถามอีกครั้งครับ

กรณีไข้หวัดนกระบาด มีการฆ่าไก่จำนวนมาก

ถ้าผู้ฆ่าไม่ได้ต้องการฆ่าไก่ แต่ต้องการป้องกันโรคระบาด กรณีนี้บาปหรือไม่ครับ

   ขอขอบพระคุณอย่างสูงครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 13  
khampan.a
วันที่ 3 พ.ค. 2556 07:25 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เรียน ความคิดเห็นที่ ๑๒ ครับ 

   ไม่ว่าจะฆ่า ด้วยวัตถุประสงค์ใด   ขณะนั้น มีเจตนาฆ่า  ย่อมเป็นบาป  เป็นปาณาติบาต

อย่างแน่นอน ครับ

    ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 14  
pheejad
วันที่ 3 พ.ค. 2556 22:56 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 15  
nopwong
วันที่ 30 ก.ค. 2556 06:18 น.
 

ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 16  
peem
วันที่ 20 ต.ค. 2556 19:30 น.
 

ขออนุโมทนาคะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 17  
pheejad
วันที่ 14 ธ.ค. 2556 02:15 น.
 

    ขอสอบถามเพิ่มเติมครับ กรณีผู้ป่วยไม่ได้อนุญาติให้เอาอวัยวะไปได้ก่อนหมดสติ

แพทย์ประเมินว่า  ผู้ป่วยจะเสียชีวิตในเวลาไม่นาน  แต่คุยกับญาติแล้วญาติอนุญาติ

ให้เอาอวัยวะไปปลูกถ่ายให้ผู้อื่นได้

    โดยที่เมื่อเอาอวัยวะนั้นออกไปปลูกถ่่ายให้คนอื่นแล้ว  ผู้ป่วยจะต้องเสียชีวิตทันที

    กรณีนี้แพทย์หรือญาติจะบาปมั้ยครับ เพราะตัวผู้ป่วยเองไม่ได้อนุญาติไว้ก่อน

    ขอบพระคุณครับ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top