loading...
 18442   กฎเกณฑ์การบวชเป็นภิกษุณี
นาวาเอกทองย้อย
วันที่ 28 พ.ค. 2554
อ่าน 10,690

      กฎเกณฑ์ข้อหนึ่งในการบวชเป็นภิกษุณีที่ทราบกัน คือ สตรีที่จะบวชจะต้องถือศีล ๖ ข้อ (คือเว้นปาณาติบาต อทินนาทาน อพรหมจรรย์ มุสาวาท สุราปาน และวิกาลโภชน์) เป็นเวลาติดต่อกัน ๒ ปี ถ้าละเมิดข้อใดข้อหนึ่ง ต้องเริ่มนับเวลาใหม่ เมื่อถือครบกำหนดแล้วจึงบวชเป็นภิกษุณีได้

     ขอทราบเป็นความรู้ว่า กฎเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นนั้นกำหนดไว้ตั้งแต่มีภิกษุณีองค์แรก หรือว่าเพิ่งกำหนดขึ้นในภายหลังเมื่อมีภิกษุณีสงฆ์แพร่หลายแล้ว

     ที่ตั้งคำถามนี้เพราะสงสัยกรณีมารดาของพระกุมารกัสสปเถระที่ตามเรื่องระบุว่าคลอดบุตร (คือพระกุมารกัสสปเถระ) ในระหว่างที่เป็นภิกษุณีเนื่องจากตั้งครรภ์มาแล้วก่อนบวช

     ถ้ากฎเกณฑ์ข้อนั้นกำหนดไว้ตั้งแต่แรก กรณีมารดาของพระกุมารกัสสปเถระจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

     แต่ถ้ากำหนดขึ้นในภายหลัง มีหลักฐานระบุไว้บ้างหรือไม่ว่ากำหนดขึ้นในระยะไหนในช่วงเวลา ๔๕ พรรษาของพระพุทธองค์ และด้วยเหตุผลอะไร

     ขอได้โปรดให้ความรู้เป็นวิทยาทาน ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

 

  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
paderm
วันที่ 28 พ.ค. 2554 22:11 น.

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

กฏเกณฑ์ฬนการบวชเป็นพระภิกษุณี มีหลายประการดังนี้ครับ

- ต้องบวชกับคณะสงฆ์ ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายภิกษุสงฆ์ ๑    ฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ ๑  

- ต้องถือครุธรรม 8 ประการตลอดชีวิต

- สำหรับสตรีที่จะไปขอบวช ต้องเป็นนางสิกขมานา รักษาศีล ๖ ข้อ  ไม่ขาดเลย ๒ ปี จึงจะบวชเป็นพระภิกษุณีได้  ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งต้องเริ่มนับใหม่ให้ได้ 2 ปี  จึงจะบวชได้ครับ

ศีล 6 ข้อที่ต้องถือห้ามขาด ตลอด 2 ปี คือ

1.งดเว้นจากปาณาติบาต

2.งดเว้นจากอทินนาทาน

3.งดเว้นจากอพรหมจรรย์ อันมีการเสพเมถุน เป็นต้น

4.งดเว้นจากมุสาวาท

5.งดเว้นจากการดื่มสุราเมรัย

6.งดเว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาลคือหลังเที่ยง

     ซึ่งหลักเกณฑ์การบวชภิกษุณี ตามที่กล่าวมา มีเรื่องให้ถือศีล 6 ข้อ ตลอด 2 ปีนั้นก็ มีพระบัญญัติตั้งแต่ต้นแล้วครับ  ตั้งแต่ครั้งพระนางมหาปชาบดีขอบวช  พระองค์ก็ทรงให้ภิกษุณีถือครุธรรม 8 ประการ ซึ่งข้อหนึ่งก็คือ ผู้หญิงที่จะบวชจะต้องถือศีล 6 ข้อ ตลอด 2 ปี ห้ามขาด ถึงจะบวชเป็นภิกษุณีได้ครับ ดังนั้นพระบัญญัติแสดงไว้ตั้งแต่ครั้งแรก ตั้งแต่ต้นแล้วครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
paderm
paderm
วันที่ 28 พ.ค. 2554 22:11 น.

     ประเด็นที่สงสัยคือ ศีล ข้อ 3 คือ   การงดเว้นจากการเสพเมถุน ซึ่งเรื่องที่ได้ยกตัวอย่างที่ทำให้สงสัยคือ  เรื่องมารดาของพระกุมารกัสสปะ  ซึ่งเรื่องราวขอเล่าโดยย่อเพื่อประโยชน์กับผู้อ่านท่านอื่นครับ เรื่องก็เป็นดังนี้ 

     มีธิดาเศรษฐีผู้หนึ่งมีศรัทธา ได้ฟังพระธรรม  อยากจะบวชตั้งแต่ยังเด็กแต่ไม่ได้บวช เมื่อโตขึ้นก็ไปสู่เรือนสามี  ต่อมานางตั้งครรภ์โดยไม่รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ ตั้งครรภ์ตอนเป็นคฤหัสถ์  นางขออนุญาตสามีบวช สามีก็ให้บวช นางไปบวชในสำนักภิกษุณีที่เป็นฝักฝ่ายพระเทวทัต ต่อมาไม่นานอาการของคนท้องก็ปรากฎ พวกภิกษุณีก็รีบไปบอกพระเทวทัต พระเทวทัตก็กลัวเสียชื่อเสียง จึงบอกให้นางสึก  แต่นางกล่าวว่าเราไม่ได้ล่วงศีล ขอให้เราได้พบพระศาสดา พระพุทธเจ้าจึงให้ตั้งการวินิจฉัยเรื่องนี้  โดยมีนางวิสาขามหาอุบาสิกา  ตรวจดูระยะเวลาตั้งครรภ์และให้พระอุบาลีวินิจฉัยคดีผลปรากฎว่า นางตั้งครรภ์ก่อนเป็นบวช คือ  ตั้งครรภ์ตอนเป็นคฤหัสถ์ ไม่ใช่ล่วงศีลข้อ 3 ตอนที่บวชแล้วครับ ดังนั้นจึงไม่ต้องสึก ต่อมานางก็คลอดบุตรเป็นพระกุมารกัสปปะเถระนั่นเองครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
paderm
paderm
วันที่ 28 พ.ค. 2554 22:59 น.

     ประเด็นที่สงสัยคือในเมื่อบวชแล้ว และศีลนี้ต้องรักษาอย่างน้อย 2 ปีจึงจะบวชได้แต่ขอเรียนครับว่า   ที่นางบวชได้เพราะตอนบวชเข้าไปยังเป็นนางสิกขมานา คือยังรักษาศีล 6 ประการ ยังไม่ได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีครับ  เพียงแต่เป็นนางสิกขมานารักษา ศีล 6 อยู่ในขณะนั้นครับ ดังนั้นนางประพฤติกรรมที่เป็นการเสพเมถุนที่เป็นของชาวบ้านเมื่อคราวเป็นคฤหัสถ์ แต่เมื่อบวชในที่นี้คือให้มารักษาศีล 6 ข้  เมื่อท่านคลอดแล้ว ท่านก็รักษาศีลจนครบ 2 ปีแล้วจึงได้บวชเป็นภิกษุณีครับ   ไม่ใช่ว่าพอได้บวชก็เป็นภิกษุณีเลย ทำให้สงสัยว่าถ้าเป็นภิกษุณีเลย ต้องนับเวลาถอยหลังไป 2 ปีที่รักษาศีล มีข้อ 3 ที่งดเว้นจากการเสพเมถุน   ในเมื่อท่านท้องท่านก็ต้องล่วงศีล แต่ประเด็นคือเมื่อให้บวช ไม่ใช่เป็นพระภิกษุณีทันที แต่เมื่อบวชก็รักษาศีล 6 ข้ออยู่ครับ

     ดังนั้นเมื่อท่านตั้งครรภ์ก่อนคือยังเป็นคฤหัสถ์ท่านจึงรักษาศีล 6 ต่อไปได้  เพราะท่านไม่ล่วงศีลตอนเป็นนางสิกขมานาและรักษาครบ 2 ปี  ก็ได้อุปสมบทครับ

     ส่วนหลักฐานในพระบัญญัติเรื่องสิกขาบท 6 ข้อ ของการจะบวชเป็นพระภิกษุณีที่บัญญัติตั้งแต่ต้นแล้ว   เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ... ครุธรรม ๘ ประการ

 อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
khampan.a
วันที่ 29 พ.ค. 2554 07:27 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  

     การศึกษาพระธรรมวินัย ความเป็นผู้ละเอียด เป็นสิ่งที่สำคัญ  เพราะว่าต้องมีการไตร่ตรองพิจารณาตามข้อความหรือพยัญชนะที่ปรากฏให้ละเอียดจริง ๆ พร้อมกับศึกษาจากหลักฐานที่ปรากฏในส่วนอื่น ๆ ประกอบกัน ก็จะทำให้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น  และความสงสัยก็จะลดน้อยลง  ประโยชน์จริง ๆ  ก็เพื่อเข้าใจ  พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพิจารณาเห็นว่าธรรมดาแล้วสตรี       เป็นเพศที่โลเล  จะบำเพ็ญสิกขาบทให้บริบูรณ์ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก    
     เพราะฉะนั้น  ก่อนที่จะได้เป็น
พระภิกษุณี  จะต้องเป็นสิกขมานา  ศึกษาและำดำรงมั่นอยู่ใน ธรรม ๖ ประการ (ตามที่กล่าวถึง) เป็นเวลา ๒ ปี ก่อน ซึ่งเมื่อได้ศึกษาแล้ว จักไม่ลำบากในภายหลัง  คือ จักสามารถรักษาสิกขาบทข้อต่าง ๆ ให้บริบูรณ์ยิ่งขึ้นได้  เมื่อครบ ๒ ปี  จึงจะสามารถบวชเป็นภิกษุณี  จากสงฆ์ ๒ ฝ่ายได้  และจะมีสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ได้ว่า "ภิกษุณีใด ยังสิกขมานาผู้ยังมิได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการ ตลอดสองฝน (สองปี) ให้บวช  เป็นปาจิตตีย์"  ดังนั้น  ก่อนที่จะได้เป็นพระภิกษุณี จึงต้องศึกษาและตั้งมั่นอยู่ในธรรม ๖  ประการ  เป็นเวลา ๒ ปี  ก่อนครับ      

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของ อ. ทองย้อย, คุณผเดิมและทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
นาวาเอกทองย้อย
วันที่ 29 พ.ค. 2554 16:38 น.

ขอขอบพระคุณท่านที่มีเมตตาให้ความรู้ เป็นอย่างสูง

     ขอย้ำประเด็น เพื่อจะได้ถามและตอบด้วยความเข้าใจตรงกัน ดังนี้ครับ

     ๑ สตรีจะบวชเป็นภิกษุณีต้องรักษาศีล ๖ ข้อ (เข้าใจตรงกันนะครับว่าข้อไหนบ้าง) อย่างเคร่งครัด เป็นเวลา ๒ ปี ประเด็นนี้กระผมสงสัยว่าเป็นกฎเกณฑที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรกมีภิกษุณี หรือเพิ่งมากำหนดขึ้นในภายหลังเมื่อมีภิกษุณีแพร่หลายแล้ว

     ท่าน paderm กรุณาตอบว่า เป็นกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น เป็นอันว่าตอบตรงกับที่ถาม

     ๒ กระผมสงสัยว่า ถ้าเป็นกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น กรณีมารดาของพระกุมารกัสสปเถระจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะในระยะ ๒ ปี ก่อนที่จะบวชเป็นภิกษุณีนางย่อมจะไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับสามี ตามศีลข้อ ๓ แต่ตามเรื่องราวปรากฏว่า นางตั้งท้องมาก่อนที่จะบวช กระผมจึงสงสัยว่าจะตั้งท้องได้อย่างไรในเมื่อกำลังอยู่ในระยะรักษาศีล ๖ ข้อก่อนบวช สมมุติว่าตั้งท้องวันนี้ แล้วพรุ่งนี้เข้าไปเริ่มรักษาศีล นางก็จะต้องคลอดบุตรภายในระยะเวลา ๒ ปีที่กำลังเป็น สิกขมานา อยู่นั่นเอง

     ท่าน paderm ตอบว่า ภายใน ๒ ปีนั้นนางยังไม่ได้บวชเป็นภิกษุณี เป็นอันได้คำตอบที่กระผมไม่ได้ถาม คือกระผมไม่ได้ถามว่าในระยะที่เป็นสิกขมานานั้นถือว่า "บวช"แล้วหรือยัง แต่ก็เป็นอันได้ความรู้ว่า อาจมีสตรีตั้งท้องและคลอดบุตรในระหว่างถือศีลเป็นนางสิกขมานาได้ ไม่ใช่เรื่องที่ควรสงสัย เพราะสตรีผู้นั้นอาจตั้งท้องมาก่อนที่จะเข้ามาเป็นสิกขมานา แต่คำตอบที่สำคัญก็คือ ในระหว่างเป็นสิกขมานานั้นถือว่า "ยังไม่ได้บวช" คือยังไม่ได้เป็นภิกษุณี

     เมื่อท่านได้กรุณาให้คำตอบอันเป็นความรู้มาดังนี้ ก็เลยเป็นเหตุให้สงสัยต่อไปว่า

     ๑. ถ้า "ยังไม่ได้บวช" ทำไมพระเทวทัตจึง "บอกให้นางสึก" (ตามคำของท่าน paderm) ถ้าไม่ได้บวช แล้วจะสึกกันอย่างไร หรือว่าเป็นคำพูดที่ละไว้ฐานเข้าใจ หมายความเพียงแค่ว่าบอกให้พ้นไปจากสถานภาพสิกขมานา (ตอนนั้นนางยังเป็นสิกขมานาอยู่) แต่ใช้ภาษาคลุมๆ ไปว่า "สึก"

     ๒ ตามเรื่องในคัมภีร์ ทุกแห่งที่เล่า "เหตุการณ์ตอนนี้" ไว้  ท่านใช้คำว่า "ภิกษุณี" สำหรับมารดาของพระกุมารกัสสปเถระ  ไม่ได้เรียกว่า "สิกขมานา" เลย และไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าตอนนั้นนางยังเป็นสิกขมานาอยู่ ใจความของเรื่องระบุชัดว่าขณะนั้นนางเป็นภิกษุณีอยู่แล้ว    ประเด็นนี้ขอได้โปรดตรวจสอบด้วยครับ กระผมอาจเข้าใจสำนวนภาษาในคัมภีร์ผิดไปก็ได้

     ถ้ามีหลักฐานว่า กฎเกณฑ์ที่ต้องเป็นสิกขมานา ๒ ปีก่อน นี้ เป็นข้อที่กำหนดขึ้นในภายหลัง กระผมก็จะไม่สงสัย เพราะอาจมีคำตอบว่ากรณีมารดาของพระกุมารกัสสป-เถระนี้  เกิดขึ้นก่อนที่จะมีหลักเกณฑ์ข้อนี้ หมายความว่าก่อนหน้านี้สตรีที่จะบวชเป็นภิกษุณี  สามารถบวชเป็นภิกษุณีได้ทันที  จึงย่อมเป็นไปได้ที่จะมีภิกษุณีที่ตั้งท้องก่อนบวช แต่ท่านผู้รู้ก็ยืนยันแล้วว่า กฎเกณฑ์ข้อนี้มีมาตั้งแต่แรกมีภิกษุณี

     จึงยังคงเหลือข้อสงสัยที่ว่า มารดาของพระกุมารกัสสปเถระคลอดบุตรในระหว่างที่ยังเป็นนางสิกขมานา หรือว่าตอนนั้นนางเป็นภิกษุณีโดยสมบูรณ์แล้ว

     ท่าน paderm ยืนยันว่า ตอนนั้นนางยังไม่ได้เป็นภิกษุณี แต่คัมภีร์ระบุว่านางเป็นภิกษุณีอยู่แล้ว กระผมขอความกระจ่างในเรื่องนี้ด้วยครับ

     ขออนุโมทนาต่อทุกท่านที่มีเมตตาให้ปัญญาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
paderm
paderm
วันที่ 29 พ.ค. 2554 17:35 น.

เรียนความเห็นที่ 5 ครับ

      จริงอย่างที่ท่านกล่าวครับ เมื่อกลับไปอ่านแล้ว ก็ใช้คำว่าภิกษุณี เป็นอันว่ามารดาของท่านพระกุมารกัสสปะ ท่านตั้งครรภ์ก่อนบวชเป็นภิกษุณี ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าสมัยนั้นยังไม่มีพระบัญญัติเรื่องการให้ถือศีล 6 ข้อก่อนบวชครับ  แต่อย่างไรก็ตาม ต้องไปอ่านเพิ่มเติมในส่วนต่างๆของพระไตรปิฎกอีกครั้งครับ ว่าเป็นอย่างนั้นหรือไม่ครับ ยังไงต้อง

ขอบคุณ นาวาเอกทองย้อยครับ ที่ร่วมสนทนาในประเด็นนี้  ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
สัมภเวสี
วันที่ 30 พ.ค. 2554 01:54 น.

     น่าสงสัยครับว่า ทำไมสิกขมานาต้องถือสิกขาบทเพียง 6 ข้อ หมายถึงยังสามารถตกแต่ง ประดับทัดทรงได้ ยังนอนที่นอนสูงได้หรือ

     อีกประการหนึ่ง คือ สตรีที่บรรลุพระอรหัตแล้วประสงค์จะบวช เช่น พระนางเขมาเถรี เป็นต้น จะต้องประพฤติเป็นสิกขมานาสองปีก่อนแล้วจึงอุปสมบทอย่างนั้นหรือไม่ ซึ่งไม่มีแสดงตรงจุดนี้  ครุธรรม 8 ประการมีแสดงไว้ในพระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่มที่ 9 ฉบับมหามกุฏฯ ซึ่งคิดว่า ผมคงจะต้องค้นคว้าในอัฏฐกถาสมันตปาสาทิกาและสารัตถทีปนีฎีกา ต่อไปครับ

     คำถามนี้ ยากทีเดียวเพราะเราเกิดกันในยุคที่ภิกษุณีหมดไปจากพระศาสนาแล้ว แต่ก็ต้องอนุโมทนาสาธุกับทุกท่านด้วยครับ เนื่องจากทำให้พระปริยัติสัทธรรมในส่วนของพระวินัยยังดำรงอยู่

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
paderm
paderm
วันที่ 30 พ.ค. 2554 09:50 น.

เรียนความเห็นที่ 5  และ 7 อีกครั้งครับ

     เมื่อกลับไปอ่านหลายพระสูตรในพระวินัยและพระสูตร รวมทั้งเรียนปรึกษาอาจารย์ประเชิญผู้สอนพระวินัยแล้ว ก็ทำให้เข้าใจขึ้นครับ ขอเรียนอธิบายใหม่อีกครั้งครับ

     ประเด็นที่ 1  ซึ่งหลักเกณฑ์การบวชภิกษุณี ตามที่กล่าวมา มีเรื่องให้ถือศีล 6 ข้อ ตลอด 2 ปีนั้นก็ มีพระบัญญัติตั้งแต่ต้นแล้วครับ  เมื่อตรวจสอบหลักฐานแล้ว ตามครุธรรม 8 ประการ ก็ยืนยันครับว่า เป็นพระบัญญัติตั้งแต่ต้นแล้วครับ ซึ่งพระมหาปชาบดีโคตมีท่านเป็น ต้นพระบัญญัติ ท่านจึงไม่ต้องรักษาศีล 6 ข้อ แล้วจึงอุปสมบทครับ  ซึ่่งท่านอุปสมบทเมื่อรับครุธรรม 8 ประการนั้น  แต่เว้นพระมหาปชาบดีโคตมีแล้ว ต้องรักษาศีล 6 เป็นสิกขมานาก่อน 2 ปี จึงจะบวชเป็นภิกษุณีได้  ตามครุธรรม 8 ประการครับ ซึ่งคำว่าบวช ใช้กับการบวชเป็นสิขมานาก็ได้ครับ และการบรรลุธรรมก็สามารถบรรลุตอนเป็นนางสิกขมานาได้ครับเพราะปัญญาสามารถเกิดได้ ไม่ว่าเพศใด  ซึ่งผมจะแสดงหลักฐานในพระไตรปิฎกที่แสดงว่าผู้ที่จะบวชเป็นภิกษุณี เว้นพระมหาปชาบดีที่เป็นต้นพระบัญญัติแล้วต้องรักษาศีล 6 เป็นสิกขมานา  ในความเห็นตอนท้ายครับ

     ประเด็นที่ 2 ที่กล่าวเรื่องมารดาพระกุมารกัสสปะ ท่านตั้งครรภ์ก่อนบวชเป็นพระภิกษุณี โดยนัยนี้เมื่อต้องรักษาศีล 6 เป็นนางสิกขมานา(รักษา ศีล 6)ทุกรูปแล้ว แม้มารดาพระกุมารกัสสปะท่านก็ต้องรักษาศีล 6 ด้วยเช่นกัน  ดังนั้น ท่านจะมีการเสพเมถุนตอนเป็นางสิกขมานาไม่ไ่ด้ เพราะจะทำให้ท่านผิดศีล ข้อ 3 คือการงดเว้นจากอพรหมจรรย์นั่นเอง  ดังนั้น ท่านตั้งครรภ์ตอนเป็นคฤหัสถ์ ก่อนที่ท่านจะบวชเป็นนางสิกขมานาครับ

     ส่วนประเด็นเรื่องใช้คำว่าภิกษุณี ไม่ใช้คำว่านางสิกขมานานั้น ในมารดาของพระกุมารกัสสปะ เมื่อสอบถามจากอาจารย์ประเชิญ และได้พิจารณาแล้ว เป็นการแสดงโดยนัยพระสูตรที่ท่านกล่าวรวมโดยใช้คำว่าภิกษุณี  แต่อย่างไรก็ดี มารดาของท่านพระกุมารกัสสปะ  จะต้องรักษาศีล 6 ก่อนบวชเป็นนางสิกขมานาก่อนครับ เพราะพระบัญญัติมีตั้งแต่ต้นที่พระมหาปชาบดีขอบวชที่เป็นครุธรรมแล้วครับ

     ส่วนพระเถรีรูปอื่น ไม่ว่าใครยกเว้นพระนางมหาปชาบดีโคตมีก็ต้องรักษาศีล 6 เป็นนางสิกขมานา เพียงแต่ท่านไมไ่ด้กล่าวไว้ในพระเถรีบางรูปเท่านั้นเองครับ

     ส่วนในความเห็นที่ 7 ที่กล่าวมาทำไมรักษาศีล แค่ 6 ข้อ แต่ยังทัดทรงดอกไม้ นอนที่นอนสูงอะไรได้ นั่นเป็นพระปัญญาของพระพุทธเจ้าครับที่ทรงรู้ว่าเหมาะควรอย่างไรที่จะให้รักษาศีลกี่ข้อ ที่สำคัญ หากเป็นผู้ขัดเกลาแล้ว ผู้เป็นนางสิกขมานาท่านก็รักษาศีล 6 แต่ก็ไม่ได้ความว่าท่านจะต้องมาประดับตกแต่ง ของหอมให้เหมือนคฤหัสถ์ แม้จะไม่ได้รักษาศีล ข้อนั้นเพราะท่านถือเพศเพื่อขัดเกลา เพื่อจะอุปสมบทเป็นพระภิกษุณีครับ

     ซึ่งจะขอแสดงหลักฐานที่แสดงว่าต้องมีการรักษาศีล 6 เป็นางสิกขมานาตั้งแต่ต้นแล้วครับ ในความเห็นที่ 9 ครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
paderm
paderm
วันที่ 30 พ.ค. 2554 09:52 น.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 17

๔. ติสสาเถรีคาถา

     [๔๐๕]   ดูก่อนติสสา  เธอจงศึกษาในไตรสิกขา โยคะกิเลสเครื่องประกอบทั้งหลายอย่าได้ครอบงำเธอ เธอจงพรากจากโยคะทั้งหมด  เป็นผู้ไม่มีอาสวะเที่ยวไปในโลก.

๔. อรรถกถาติสสาเถรีคาถา

     คาถาว่า   ติสฺเส  สิกฺขสฺสุ  สิกฺขาย  เป็นต้น  เป็นคาถาสำหรับนางสิกขมานาชื่อติสสา.

     นางสิกขมานาชื่อติสสาแม้นี้   ก็สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ  สั่งสมกุศลที่เป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ  เพราะกุศลที่ได้รวบรวมไว้เป็นปัจจัย จึงบังเกิดในศากยราชตระกูล กรุงกบิลพัสดุ์ในพุทธุปปาทกาลนี้ เจริญวัยแล้วเป็นสนมของพระโพธิสัตว์  ภายหลังได้ออกบวชพร้อมกับพระมหาปชาบดีโคตมี  เจริญวิปัสสนา  พระศาสดาทรงเปล่งพระรัศมีตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง  ได้ภาษิตพระคาถาแก่พระเถรีนั้นว่า

     ดูก่อนติสสา   เธอจงศึกษาในไตรสิขา  โยคะ  กิเลสเครื่องประกอบทั้งหลายอย่าได้ครอบงำ  เธอจงพรากจากโยคะทั้งหมด   เป็นผู้ไม่มีอาสวะเที่ยวไปในโลก

     นัยมีอาทิว่า  พระเถรีนั้นฟังคาถานั้นแล้วเจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต  ดังนี้ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.

จบ  อรรถกถาติสสาเถรีคาถา 

 

     จากพระสูตร ของพระเถรีรูปนี้นะครับ จะเห็นว่าท่านบวชพร้อมกับพระนางมหาปชาบดีโคตมี แม้บวชพร้อมกันแต่พระมหาปชาบดีโคตมี ท่านเป็นต้นพระบัญญัติ ท่านจึงไม่ต้องรักษาศีล 6 เป็นสิกชมานา แต่ พระติสสาเถรี แม้บวชพร้อมกัน ในเมื่อไม่ใช่ต้นพระบัญญัติ และต้องรับครุธรรม 8 ประการซึ่งในครุธรรมจะต้องรักษาศีล 6 ดังนั้นท่านจึงต้องรักษาศีล 6 เป็นางสิกขมานา 2 ปีครับถึงจะบวชเป็นภิกษุณีได้ครับ   จะเห็นได้ว่าแม้ตั้งแต่สมัยแรก คือบวชพร้อมกับพระนางมหาปชาบดีโคตมี แต่ก็ต้องรักษาศีล 6  เป็นางสิกขมานาแล้ว  ไม่ต้องกล่าวถึงพระเถรีรูปหลังๆ มีพระเขมาเถรี   มารดาของพระกุมารกัสสปะ และพระเถรีรูปอื่นๆที่ไม่ใช่พระมหาปชาบดีโคตมี ท่านก็ต้องรักษาศีล 6 เป็นนางสิกขมานาครับ  เพียงแต่ว่าจะกล่าวไว้ในพระสูตรไหน ในพระเถรีรูปใดว่าท่านเป็นนางสิกขมานาครับ ดังความเห็นที่ 1 2 และ 3 ที่กล่าวไปแล้วครับ  ดังนั้น พระวินัยที่พระุพุทธเจ้าทรงบัญญัติแล้วย่อมเป็นสัจจะ เป็นไปตามนั้นครับ    
     ขอขอบพระคุณอาจารย์ประเชิญที่ช่วยให้ความรู้ และผู้ร่วมสนทนาทุกท่านที่ช่วยกันทำให้มีความเข้าใจให้ถูกต้องครับ ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
นาวาเอกทองย้อย
วันที่ 30 พ.ค. 2554 17:03 น.

      ขอบพระคุณอย่างจริงใจต่อทุกท่านที่ช่วยกันให้ความรู้แก่กันและกันครับ

      ประเด็นที่ว่า สตรีที่จะบวชเป็นภิกษุณีต้องรักษาศีล ๖ ข้อ (เป็นสิกขมานา) เป็นเวลา ๒ ปี เป็นข้อกำหนดที่มีมาตั้งแต่แรกมีภิกษุณี เป็นอันว่าชัดเจนแน่นอนแล้วตามหลักฐาน และประเด็นที่ว่า มารดาของพระกุมารกัสสปเถระก็ต้องรักษาศีล ๖ ข้อ เป็นสิกขมานาอยู่ ๒ ปีเหมือนภิกษุณีทั่วไป นี่ก็ไม่สงสัย เป็นอันยุติได้

      แต่ประเด็นที่ว่า มารดาของพระกุมารกัสสปเถระคลอดบุตรในระหว่างที่เป็นภิกษุณีเพราะมีครรภ์มาก่อนบวช ยังมีข้อขัดแย้งอยู่ ประเด็นขัดแย้งคือ ถ้ามีครรภ์มาก่อนบวช ก็ควรจะคลอดในระหว่างที่เป็นสิกขมานา เพราะคงไม่มีสตรีธรรมดาคนไหนตั้งครรภ์อยู่ได้ถึง ๒ ปี (ยกเว้นกรณีมารดาของพระสีวลี ซึ่งต้องถือว่าไม่ใช่สตรีธรรมดา) แต่นี่ท่านระบุชัดเจนว่าคลอดในระหว่างที่เป็นภิกษุณีแล้ว จึงจะต้องมีคำตอบว่า แล้วนางตั้งครรภ์ตอนไหน ?

      แน่นอน นางจะต้องตั้งครรภ์ก่อนบวช แต่ถามว่า ก่อนบวชเป็นภิกษุณีก็กำลังเป็นสิกขมานาอยู่ ระหว่างเป็นสิกขมานาจะมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ เมื่อมีไม่ได้ก็ไม่สารมารถจะ "เริ่ม" ตั้งครรภ์ตอนเป็นสิกขมานาได้ แต่ถ้าตั้งครรภ์มาก่อนที่จะเข้ามาเป็นสิกขมานา ก็จะต้องคลอดบุตรในระหว่างที่เป็นสิกขมานานั่นเอง จะตั้งครรภ์อยูถึง ๒ ปีเพื่อไปคลอดตอนเป็นภิกษุณีได้อย่างไร

      ต้องแก้ประเด็นนี้ให้หลุด ประเด็นอื่นไม่ต้องพูดถึงเพราะชัดเจนหมดแล้ว คงเหลือแต่ประเด็นนี้ที่จะต้องรอท่านผู้รู้มาช่วยไข

      คำอธิบายที่ว่า การระบุว่าคลอดบุตรขณะเป็นภิกษุณี "เป็นการแสดงโดยนัยพระสูตร" นั้นสำคัญมาก เพราะถ้าอธิบายอย่างนี้จะเกิดเป็นปัญหาใหม่ขึ้นมาทันที คือ จะต้องอธิบายอีกว่า ที่ท่านยืนยันกันว่า "พระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม ทั้ง ๓ ปิฎก จะต้องลงกันสมกัน" นั้นจะว่าประการใด?

      เพราะฉะนั้น ต้องมีคำอธิบายที่ "ลงกันสมกัน" ครับ

      อาจจะมีบางท่านรำคาญ และบอกว่า ถึงจะได้คำอธิบายที่ลงกันสมกันมาแล้ว ก็ไม่ได้ช่วยให้ใครบรรลุมรรคผลเร็วขึ้นหรือช่วยขัดเกลากิเลสให้เบาบางลงไปได้ จะมาเสียเวลาคิดเรื่องแบบนี้ทำไมกัน

      เหตุผลของกระผมคือ ทุกเรื่องทุกประเด็นที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องสำคัญทั้งสิ้น บรรพบุรุษของเราท่านจึงอุตส่าห์ทรงจำและนำส่งจนมาถึงมือเรา พวกรุ่นเราจึงจำต้องศึกษาตรวจสอบให้กระจ่างแจ้งเท่าที่สติปัญญาของเราจะพึงมี ก่อนที่จะส่งมอบให้ลูกหลานรุ่นต่อไป และภารกิจนี้ควรต้องทำพร้อมๆ ไปกับการอบรมเจริญสติปัญญาจนกว่าบรรลุถึงความพ้นทุกข์ คือพระนิพพาน

      ขอให้เรามีกำลังใจที่จะทำความดีในท่ามกลางกระแสสังคมและบุคคลรอบข้างที่ล้วนแต่คอยบั่นทอนกำลังใจอยู่ตลอดเวลา ขออนุโมทนาครับ

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
wannee.s
wannee.s
วันที่ 31 พ.ค. 2554 13:58 น.

ขอเชิญคลิกอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่่ค่ะ   ผู้หญิงสามารถบวชเป็นภิกษุณีได้หรือไม่

 
  

  ความคิดเห็นที่ 12  
paderm
paderm
วันที่ 31 พ.ค. 2554 14:05 น.

เรียนความเห็นที่ 10 ครับ

     พระธรรมวินัยของพรพุทธเจ้าไม่เปลี่ยน รวมทั้งพระวินัย ไม่มีใครที่จะบัญญัติพระวินัยได้นอกจากพระพุทธองค์ ดังนั้นก็ยึดในพระวินัยเป็นหลักว่า  เว้นพระนางมาหปชาบดีโคตมีแล้วจะต้องรักษาศีล 6 เป็นนางสิกขมานา ซึ่งในพระไตรปิฎก ในส่วนเรื่องมารดาพระกุมารกัสสปะ ในคาถาธรรมบท ก็แสดงว่า เมื่อมารดาท่านบวช ในสำนักภิกษุณีของพระเทวทัต  ก็ใช้คำว่านางภิกษุณี แม้ความจริงจะเป็นสิกขมานาอยู่ แต่ผู้อ่านก็ต้องเข้าใจแล้วว่าเป็นางสิกขมานาเพราะจะต้องรักษาศีล 6 เป็นเวลา  2 ปี  พระวินัยเปลี่ยนแปลงไมได้ เพียงแต่พระสูตรท่านกล่าวเรื่องราวโดยรวมครับ

     ซึ่งข้อความพระไตรปิฎกก็แสดงไว้ในเรื่องตั้งครรภ์ตอนเป็นคฤหัสถ์  นางวิสาขานั้นให้คนล้อมเครื่องล้อมคือม่าน ตรวจดูมือ เท้า สะดือ  และที่สุดแห่งท้องของนางภิกษุณีนั้นภายในม่าน แล้วนับเดือนและวันดู  ทราบว่า " นางได้มีครรภ์ในเวลาเป็นคฤหัสถ์

     จากพระบัญญัติที่เปลี่ยนแปลงไมไ่ด้คือต้องรักษาศีล 6  เป็นเวลา 2 ปี เป็นนางสิกขมานา รวมท้งข้อความก็กล่าวว่า นางตั้งครรภ์ตอนเป็นคฤหัสถ์ เป็นอันสรุปได้ว่า มารดาของพระกุมารกัสสปะ ท่านตั้งท้องตอนเป็นคฤหัสถ์และคลอดบุตรเมื่อคราวเป็นนางสิกขมานา หากจะคลอดบุตรตอนเป็นภิกษุณีก็เป็นไปไมไ่ด้ เพราะเหตุว่าก็จะต้องตั้งท้องตอนเป็นนางสิกขมานา เพราะต้องรักษาศีล 6 เป็นเวลา 2 ปี   และทำให้ต้องล่วงศีลข้อ 3 คิดงดเว้นจากการเสพเมถุนธรรม นั่นก็เป็นไปไม่ไ่ด้เลย  ดังนั้น ข้อความจากพระไตรปิฎกจึงแสดงชัดเจนว่านางตั้งครรภ์ตอนเป็นคฤหัสถ์ มีนางวิสาขาตรวจดูไมไ่ด้แสดงเลยว่านางตั้งครรภ์เมือนางบวชแล้วเป็นนางสิกขมานาอยู่ครับ เพราะฉะนั้น เมื่อนางคลอดก็คลอดตอนเป็นนางสิกขมานา แต่ที่ใช้คำว่าภิกษุณี เพราะท่านกล่าวโดยรวมเพราะท่านกำลังบวชเป็นภิกษุณีนั่นเองครับ ดังนั้นจึงไม่ใช่ติดที่คำ แต่นำพระวินัยที่เป็นพระบัญญัติเปลี่ยนแปลงไมไ่่ด้มีการต้องรักษาศีล 6 เวลา 2 ปีและเทียบกับเรื่องในพระสูตรที่นางวิสาขาตรวจแล้ว นางตั้งครรภ์ตอนเป็นคฤหัสถ์ไม่ใช่ตอนบวช ก็เป็นอันว่านางคลอดบุตรตอนเป็นางสิกขมานาครับ  ซึ่งคำที่ใช้ในคำว่าภิกษุณี แม้ตอนเป็นนางสิกขมานาในเรื่องมารดาพระกุมารกัสสปะ ท่านก็ใช้คำว่าภิกษุณี แม้ขณะนั้นเป็นนางสิกขมานา เพราะท่านกล่าวโดยรวมเพราะกำลังจะเป็นเพศภิกษุณี   บวชเพื่อความเป็นพระภิกษุณีนั่นเองครับ จึงใช้คำว่าภิกษุณี   แต่เมื่อเราศึกษาหลายๆส่วนก็เข้าใจตรงกันครับ แม้คำว่าสามาเณรจุนทะ ท่านก็ไม่ใช่ว่าท่านจะเป็นสามเณร แต่เพราะเรียกติดปากกัน ก็เป็นอันเข้าใจว่าท่านเป็นพระ   ไม่ใช่สามเณร แม้กล่าวว่าเป็นภิกษุณี เพราะท่านมุ่งหมายที่จะบวชเพื่อความเป็นพระภิกษุณี ไม่ใช่เป็นอย่างอื่นครับ

     ดังนั้นเมือมีเหตุการณ์ที่มีคนถามในเรื่องนี้ เราก็สามารถอธิบายได้ จากเทียบเคียงพระวินัย ในพระบัญญัติและเรื่องราวในพระสูตรที่ตั้งครรภ์ตอนเป็นคฤหัสถ์ครับ ก็สามารถอธิบายได้ตรงตามพระธรรมวินัย

ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 13  
นาวาเอกทองย้อย
วันที่ 31 พ.ค. 2554 19:52 น.

       คำอธิบายของความเห็นที่ 12 อย่างนี้แหละครับที่เราต้องการ เพื่อยืนยันในกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยในปัญหาต่างๆ ขอขอบพระคุณ และขออนุโมทนาอย่างสูงยิ่ง

       ขอให้เรามาช่วยกันอุดช่องโหว่ในลักษณะนี้ซึ่งมีอีกมาก เหตุผลที่เราควรจะต้องช่วยกันก็คือ "ต้องมีคำตอบที่สมเหตุสมผลในทุกเรื่องที่เราศรัทธา"

       เมื่อเป็นเด็ก กระผมเคยอ่านหนังสือที่มีผู้พิมพ์เผยแพร่ พบข้อความตอนหนึ่งว่า โลกหรือจักรวาลเรานี้ผู้วิเศษเป็นผู้สร้างขึ้น ท่านสร้างแสงสว่างก่อน แล้วจึงสร้างดวงอาทิตย์ขึ้นที่หลัง

       ตอนนั้นไม่ได้สงสัยอะไรเพราะยังเด็ก แต่ตอนนี้ถ้าจะให้กระผมศรัทธาเรื่องนี้ ก็จะต้องมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล ถ้าไม่มี หรือมี แต่ไม่สมเหตุสมผล เราก็ควรจะไปแสวงหาความจริงจากที่อื่น ที่มีเหตุผลดีกว่า คือสมเหตุสมผลมากกว่า

        ในพระพุทธศาสนาของเรา ถ้าใครสงสัยเรื่องอะไร แล้วหาคำตอบที่สมเหตุสมผลไม่ได้ ก็ย่อมจะถูกมองเหมือนเรื่องสร้างแสงสว่างก่อนสร้างดวงอาทิตย์นั่นเอง

        กระผมเชื่อมั่นว่า พระพุทธศาสนานั้นยิ่งถูกตั้งข้อสงสัยมากเท่าไร โอกาสที่จะได้พบคำตอบที่เป็นสัจธรรมก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

        ขอให้ทุกท่านมีกำลังใจที่จะศึกษาและอบรมเจริญสติปัญญาให้ยิ่งๆ ขึ้น - ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 14  
aditap
วันที่ 31 พ.ค. 2554 20:16 น.
ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 15  
kitt3535
วันที่ 25 ก.ย. 2557 05:57 น.

สาธุ...อนุโมทนาบุญด้วยนะครับ

 
  

แสดงความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ
  

  keyword :  -
loading...