Loading...
  018442  กฎเกณฑ์การบวชเป็นภิกษุณี
นาวาเอกทองย้อย
วันที่ 28 พ.ค. 2554 21:36 น.
อ่าน 5,840
 
 

      กฎเกณฑ์ข้อหนึ่งในการบวชเป็นภิกษุณีที่ทราบกัน คือ สตรีที่จะบวชจะต้องถือศีล

๖ ข้อ (คือเว้นปาณาติบาต อทินนาทาน อพรหมจรรย์ มุสาวาท สุราปาน และ

วิกาลโภชน์) เป็นเวลาติดต่อกัน ๒ ปี ถ้าละเมิดข้อใดข้อหนึ่ง ต้องเริ่มนับเวลาใหม่ เมื่อ

ถือครบกำหนดแล้วจึงบวชเป็นภิกษุณีได้

      ขอทราบเป็นความรู้ว่า กฎเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นนั้นกำหนดไว้ตั้งแต่มีภิกษุณีองค์

แรก หรือว่าเพิ่งกำหนดขึ้นในภายหลังเมื่อมีภิกษุณีสงฆ์แพร่หลายแล้ว

      ที่ตั้งคำถามนี้เพราะสงสัยกรณีมารดาของพระกุมารกัสสปเถระที่ตามเรื่องระบุว่า

คลอดบุตร (คือพระกุมารกัสสปเถระ) ในระหว่างที่เป็นภิกษุณีเนื่องจากตั้งครรภ์มาแล้ว

ก่อนบวช

      ถ้ากฎเกณฑ์ข้อนั้นกำหนดไว้ตั้งแต่แรก กรณีมารดาของพระกุมารกัสสปเถระจะเกิด

ขึ้นได้อย่างไร

      แต่ถ้ากำหนดขึ้นในภายหลัง มีหลักฐานระบุไว้บ้างหรือไม่ว่ากำหนดขึ้นในระยะไหน

ในช่วงเวลา ๔๕ พรรษาของพระพุทธองค์ และด้วยเหตุผลอะไร

      ขอได้โปรดให้ความรู้เป็นวิทยาทาน ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
วันที่ 28 พ.ค. 2554 22:11 น.
 

                   ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

ฏเกณฑ์ฬนการบวชเป็นพระภิกษุณี มีหลายประการดังนี้ครับ

- ต้องบวชกับคณะสงฆ์   ๒  ฝ่าย   คือ   ฝ่ายภิกษุสงฆ์ ๑    ฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ ๑  

- ต้องถือครุธรรม 8 ประการตลอดชีวิต

- สำหรับสตรีที่จะไปขอบวช ต้องเป็นนางสิกขมานา  รักษาศีล ๖ ข้อ  ไม่ขาดเลย  ๒ ปี 

จึงจะบวชเป็นพระภิกษุณีได้  ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งต้องเริ่มนับใหม่ให้ได้ 2 ปี  จึงจะบวช

ได้ครับ

ศีล 6 ข้อที่ต้องถือห้ามขาด ตลอด 2 ปี คือ

1.งดเว้นจากปาณาติบาต

2.งดเว้นจากอทินนาทาน

3.งดเว้นจากอพรหมจรรย์ อันมีการเสพเมถุน เป็นต้น

4.งดเว้นจากมุสาวาท

5.งดเว้นจากการดื่มสุราเมรัย

6.งดเว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาลคือหลังเที่ยง

     ซึ่งหลักเกณฑ์การบวชภิกษุณี ตามที่กล่าวมา มีเรื่องให้ถือศีล 6 ข้อ ตลอด 2 ปีนั้นก็

มีพระบัญญัติตั้งแต่ต้นแล้วครับ  ตั้งแต่ครั้งพระนางมหาปชาบดีขอบวช  พระองค์ก็ทรงให้

ภิกษุณีถือครุธรรม 8 ประการ ซึ่งข้อหนึ่งก็คือ ผู้หญิงที่จะบวชจะต้องถือศีล 6 ข้อ ตลอด

2ปี ห้ามขาด ถึงจะบวชเป็นภิกษุณีได้ครับ ดังนั้นพระบัญญัติแสดงไว้ตั้งแต่ครั้งแรก ตั้งแต่

ต้นแล้วครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
paderm
วันที่ 28 พ.ค. 2554 22:11 น.
 

        ประเด็นที่สงสัยคือ ศีล ข้อ 3 คือ   การงดเว้นจากการเสพเมถุน ซึ่งเรื่องที่ได้ยก

ตัวอย่างที่ทำให้สงสัยคือ  เรื่องมารดาของพระกุมารกัสสปะ    ซึ่งเรื่องราวขอเล่าโดย

ย่อเพื่อประโยชน์กับผู้อ่านท่านอื่นครับ เรื่องก็เป็นดังนี้ 

       มีธิดาเศรษฐีผู้หนึ่งมีศรัทธา ได้ฟังพระธรรม  อยากจะบวชตั้งแต่ยังเด็กแต่ไม่ได้

บวช เมื่อโตขึ้นก็ไปสู่เรือนสามี  ต่อมานางตั้งครรภ์โดยไม่รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ ตั้งครรภ์

ตอนเป็นคฤหัสถ์  นางขออนุญาตสามีบวช สามีก็ให้บวช นางไปบวชในสำนักภิกษุณี

ที่เป็นฝักฝ่ายพระเทวทัต ต่อมาไม่นานอาการของคนท้องก็ปรากฎ พวกภิกษุณีก็รีบไป

บอกพระเทวทัต พระเทวทัตก็กลัวเสียชื่อเสียง จึงบอกให้นางสึก    แต่นางกล่าวว่าเรา

ไม่ได้ล่วงศีล ขอให้เราได้พบพระศาสดา พระพุทธเจ้าจึงให้ตั้งการวินิจฉัยเรื่องนี้  โดย

มีนางวิสาขามหาอุบาสิกา         ตรวจดูระยะเวลาตั้งครรภ์และให้พระอุบาลีวินิจฉัยคดี

ผลปรากฎว่า นางตั้งครรภ์ก่อนเป็นบวช คือ     ตั้งครรภ์ตอนเป็นคฤหัสถ์ ไม่ใช่ล่วงศีล

ข้อ 3 ตอนที่บวชแล้วครับ ดังนั้นจึงไม่ต้องสึก ต่อมานางก็คลอดบุตร    เป็นพระกุมาร

กัสปปะเถระนั่นเองครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
paderm
วันที่ 28 พ.ค. 2554 22:59 น.
 

    ประเด็นที่สงสัยคือในเมื่อบวชแล้ว และศีลนี้ต้องรักษาอย่างน้อย 2 ปีจึงจะบวชได้

แต่ขอเรียนครับว่า   ที่นางบวชได้เพราะตอนบวชเข้าไปยังเป็นนางสิกขมานา คือยัง

รักษาศีล 6 ประการ ยังไม่ได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีครับ    เพียงแต่เป็นนางสิกขมานา

รักษา ศีล 6 อยู่ในขณะนั้นครับ ดังนั้นนางประพฤติกรรมที่เป็นการเสพเมถุนที่เป็นของ

ชาวบ้านเมื่อคราวเป็นคฤหัสถ์ แต่เมื่อบวชในที่นี้คือให้มารักษาศีล 6 ข้       เมื่อท่าน

คลอดแล้ว ท่านก็รักษาศีลจนครบ 2 ปีแล้วจึงได้บวชเป็นภิกษุณีครับ   ไม่ใช่ว่าพอได้

บวชก็เป็นภิกษุณีเลย ทำให้สงสัยว่าถ้าเป็นภิกษุณีเลย ต้องนับเวลาถอยหลังไป 2 ปี

ที่รักษาศีล มีข้อ 3 ที่งดเว้นจากการเสพเมถุน   ในเมื่อท่านท้องท่านก็ต้องล่วงศีล แต่

ประเด็นคือเมื่อให้บวช ไม่ใช่เป็นพระภิกษุณีทันที แต่เมื่อบวชก็รักษาศีล 6 ข้ออยู่ครับ

ดังนั้นเมื่อท่านตั้งครรภ์ก่อนคือยังเป็นคฤหัสถ์ท่านจึงรักษาศีล 6 ต่อไปได้  เพราะท่าน

ไม่ล่วงศีลตอนเป็นนางสิกขมานาและรักษาครบ 2 ปี  ก็ได้อุปสมบทครับ

    ส่วนหลักฐานในพระบัญญัติเรื่องสิกขาบท 6 ข้อ ของการจะบวชเป็นพระภิกษุณีที่

บัญญัติตั้งแต่ต้นแล้ว   เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ... ครุธรรม ๘ ประการ

 อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
khampan.a
วันที่ 29 พ.ค. 2554 07:27 น.
 

          ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   การศึกษาพระธรรมวินัย     ความเป็นผู้ละเอียด   เป็นสิ่งที่สำคัญ  เพราะว่าต้องมีการ

ไตร่ตรองพิจารณาตามข้อความหรือพยัญชนะที่ปรากฏให้ละเอียดจริง ๆ  พร้อมกับศึกษา

จากหลักฐานที่ปรากฏในส่วนอื่น ๆ ประกอบกัน ก็จะทำให้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น  และ

ความสงสัยก็จะลดน้อยลง  ประโยชน์จริง ๆ  ก็เพื่อเข้าใจ

     พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพิจารณาเห็นว่าธรรมดาแล้วสตรี       เป็นเพศที่โลเล  จะ

บำเพ็ญสิกขาบทให้บริบูรณ์ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก     เพราะฉะนั้น  ก่อนที่จะได้เป็น

พระภิกษุณี  จะต้องเป็นสิกขมานา  ศึกษาและำดำรงมั่นอยู่ใน ธรรม  ๖ ประการ   (ตามที่

กล่าวถึง) เป็นเวลา  ๒ ปี ก่อน   ซึ่งเมื่อได้ศึกษาแล้ว จักไม่ลำบากในภายหลัง  คือ จัก

สามารถรักษาสิกขาบทข้อต่าง ๆ  ให้บริบูรณ์ยิ่งขึ้นได้     เมื่อครบ  ๒ ปี  จึงจะสามารถ

บวชเป็นภิกษุณี  จากสงฆ์ ๒ ฝ่ายได้     และ    จะมีสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

บัญญัติไว้ได้ว่า   "ภิกษุณีใด     ยังสิกขมานาผู้ยังมิได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการ 

ตลอดสองฝน(สองปี)  ให้บวช   เป็นปาจิตตีย์"  ดังนั้น  ก่อนที่จะได้เป็นพระภิกษุณี 

จึงต้องศึกษาและตั้งมั่นอยู่ในธรรม ๖  ประการ  เป็นเวลา ๒ ปี  ก่อนครับ


       ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของ อ. ทองย้อย, คุณผเดิมและทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
นาวาเอกทองย้อย
วันที่ 29 พ.ค. 2554 16:38 น.
 

      ขอขอบพระคุณท่านที่มีเมตตาให้ความรู้ เป็นอย่างสูง

      ขอย้ำประเด็น เพื่อจะได้ถามและตอบด้วยความเข้าใจตรงกัน ดังนี้ครับ

      ๑ สตรีจะบวชเป็นภิกษุณีต้องรักษาศีล ๖ ข้อ (เข้าใจตรงกันนะครับว่าข้อไหนบ้าง)

อย่างเคร่งครัด เป็นเวลา ๒ ปี ประเด็นนี้กระผมสงสัยว่าเป็นกฎเกณฑที่กำหนดไว้ตั้งแต่

แรกมีภิกษุณี หรือเพิ่งมากำหนดขึ้นในภายหลังเมื่อมีภิกษุณีแพร่หลายแล้ว

      ท่าน paderm กรุณาตอบว่า เป็นกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น เป็นอันว่าตอบตรง

กับที่ถาม

      ๒ กระผมสงสัยว่า ถ้าเป็นกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น กรณีมารดาของพระกุมาร

กัสสปเถระจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะในระยะ ๒ ปี ก่อนที่จะบวชเป็นภิกษุณีนางย่อมจะ

ไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับสามี ตามศีลข้อ ๓ แต่ตามเรื่องราวปรากฏว่า นางตั้งท้อง

มาก่อนที่จะบวช กระผมจึงสงสัยว่าจะตั้งท้องได้อย่างไรในเมื่อกำลังอยู่ในระยะรักษาศีล

๖ ข้อก่อนบวช สมมุติว่าตั้งท้องวันนี้  แล้วพรุ่งนี้เข้าไปเริ่มรักษาศีล นางก็จะต้องคลอด

บุตรภายในระยะเวลา ๒ ปีที่กำลังเป็น สิกขมานา อยู่นั่นเอง

      ท่าน paderm ตอบว่า ภายใน ๒ ปีนั้นนางยังไม่ได้บวชเป็นภิกษุณี เป็นอันได้คำ

ตอบที่กระผมไม่ได้ถาม คือกระผมไม่ได้ถามว่าในระยะที่เป็นสิกขมานานั้นถือว่า "บวช"

แล้วหรือยัง แต่ก็เป็นอันได้ความรู้ว่า อาจมีสตรีตั้งท้องและคลอดบุตรในระหว่างถือศีล

เป็นนางสิกขมานาได้ ไม่ใช่เรื่องที่ควรสงสัย เพราะสตรีผู้นั้นอาจตั้งท้องมาก่อนที่จะเข้า

มาเป็นสิกขมานา แต่คำตอบที่สำคัญก็คือ ในระหว่างเป็นสิกขมานานั้นถือว่า "ยังไม่ได้

บวช" คือยังไม่ได้เป็นภิกษุณี

      เมื่อท่านได้กรุณาให้คำตอบอันเป็นความรู้มาดังนี้ ก็เลยเป็นเหตุให้สงสัยต่อไปว่า

      ๑. ถ้า "ยังไม่ได้บวช"  ทำไมพระเทวทัตจึง  "บอกให้นางสึก"  (ตามคำของท่าน

paderm) ถ้าไม่ได้บวช แล้วจะสึกกันอย่างไร หรือว่าเป็นคำพูดที่ละไว้ฐานเข้าใจ หมาย

ความเพียงแค่ว่าบอกให้พ้นไปจากสถานภาพสิกขมานา (ตอนนั้นนางยังเป็นสิกขมานา

อยู่) แต่ใช้ภาษาคลุมๆ ไปว่า "สึก"

      ๒ ตามเรื่องในคัมภีร์ ทุกแห่งที่เล่า "เหตุการณ์ตอนนี้" ไว้  ท่านใช้คำว่า "ภิกษุณี"

สำหรับมารดาของพระกุมารกัสสปเถระ  ไม่ได้เรียกว่า "สิกขมานา" เลย   และไม่มีข้อ

ความใดที่ระบุว่าตอนนั้นนางยังเป็นสิกขมานาอยู่   ใจความของเรื่องระบุชัดว่าขณะนั้น

นางเป็นภิกษุณีอยู่แล้ว    ประเด็นนี้ขอได้โปรดตรวจสอบด้วยครับ   กระผมอาจเข้าใจ

สำนวนภาษาในคัมภีร์ผิดไปก็ได้

      ถ้ามีหลักฐานว่า กฎเกณฑ์ที่ต้องเป็นสิกขมานา ๒ ปีก่อน นี้ เป็นข้อที่กำหนดขึ้นใน

ภายหลัง กระผมก็จะไม่สงสัย เพราะอาจมีคำตอบว่ากรณีมารดาของพระกุมารกัสสป-

เถระนี้  เกิดขึ้นก่อนที่จะมีหลักเกณฑ์ข้อนี้    หมายความว่าก่อนหน้านี้สตรีที่จะบวชเป็น

ภิกษุณี  สามารถบวชเป็นภิกษุณีได้ทันที  จึงย่อมเป็นไปได้ที่จะมีภิกษุณีที่ตั้งท้องก่อน

บวช แต่ท่านผู้รู้ก็ยืนยันแล้วว่า กฎเกณฑ์ข้อนี้มีมาตั้งแต่แรกมีภิกษุณี

      จึงยังคงเหลือข้อสงสัยที่ว่า มารดาของพระกุมารกัสสปเถระคลอดบุตรในระหว่างที่

ยังเป็นนางสิกขมานา หรือว่าตอนนั้นนางเป็นภิกษุณีโดยสมบูรณ์แล้ว

      ท่าน paderm ยืนยันว่า ตอนนั้นนางยังไม่ได้เป็นภิกษุณี แต่คัมภีร์ระบุว่านางเป็น

ภิกษุณีอยู่แล้ว กระผมขอความกระจ่างในเรื่องนี้ด้วยครับ

     ขออนุโมทนาต่อทุกท่านที่มีเมตตาให้ปัญญาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
paderm
วันที่ 29 พ.ค. 2554 17:35 น.
 

เรียนความเห็นที่ 5 ครับ

จริงอย่างที่ท่านกล่าวครับ เมื่อกลับไปอ่านแล้ว ก็ใช้คำว่าภิกษุณี เป็นอันว่ามารดาของ

ท่านพระกุมารกัสสปะ ท่านตั้งครรภ์ก่อนบวชเป็นภิกษุณี ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าสมัยนั้น

ยังไม่มีพระบัญญัติเรื่องการให้ถือศีล 6 ข้อก่อนบวชครับ  แต่อย่างไรก็ตาม ต้องไปอ่าน

เพิ่มเติมในส่วนต่างๆของพระไตรปิฎกอีกครั้งครับ ว่าเป็นอย่างนั้นหรือไม่ครับ  ยังไงต้อง

ขอบคุณ นาวาเอกทองย้อยครับ ที่ร่วมสนทนาในประเด็นนี้  ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
สัมภเวสี
วันที่ 30 พ.ค. 2554 01:54 น.
 

น่าสงสัยครับว่า ทำไมสิกขมานาต้องถือสิกขาบทเพียง 6 ข้อ หมายถึงยังสามารถ

ตกแต่ง ประดับทัดทรงได้ ยังนอนที่นอนสูงได้หรือ

อีกประการหนึ่ง   คือ สตรีที่บรรลุพระอรหัตแล้วประสงค์จะบวช    เช่น พระนางเขมาเถรี

เป็นต้น จะต้องประพฤติเป็นสิกขมานาสองปีก่อนแล้วจึงอุปสมบทอย่างนั้นหรือไม่ ซึ่งไม่

มีแสดงตรงจุดนี้ 

ครุธรรม 8 ประการมีแสดงไว้ในพระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่มที่ 9 ฉบับมหามกุฏฯ ซึ่งคิดว่า

ผมคงจะต้องค้นคว้าในอัฏฐกถาสมันตปาสาทิกาและสารัตถทีปนีฎีกา ต่อไปครับ

คำถามนี้ ยากทีเดียวเพราะเราเกิดกันในยุคที่ภิกษุณีหมดไปจากพระศาสนาแล้ว   แต่ก็

ต้องอนุโมทนาสาธุกับทุกท่านด้วยครับ เนื่องจากทำให้พระปริยัติสัทธรรมในส่วนของ

พระวินัยยังดำรงอยู่

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
paderm
วันที่ 30 พ.ค. 2554 09:50 น.
 

เรียนความเห็นที่ 5  และ 7 อีกครั้งครับ

  เมื่อกลับไปอ่านหลายพระสูตรในพระวินัยและพระสูตร รวมทั้งเรียนปรึกษาอาจารย์ป

ระเชิญผู้สอนพระวินัยแล้ว ก็ทำให้เข้าใจขึ้นครับ ขอเรียนอธิบายใหม่อีกครั้งครับ

     ประเด็นที่ 1  ซึ่งหลักเกณฑ์การบวชภิกษุณี ตามที่กล่าวมา มีเรื่องให้ถือศีล 6 ข้อ

ตลอด 2 ปีนั้นก็ มีพระบัญญัติตั้งแต่ต้นแล้วครับ  เมื่อตรวจสอบหลักฐานแล้ว    ตาม

ครุธรรม 8 ประการ ก็ยืนยันครับว่า เป็นพระบัญญัติตั้งแต่ต้นแล้วครับ ซึ่งพระมหาปชา

บดีโคตมีท่านเป็น ต้นพระบัญญัติ ท่านจึงไม่ต้องรักษาศีล 6 ข้อ แล้วจึงอุปสมบทครับ

ซึ่้่งท่านอุปสมบทเมื่อรับครุธรรม 8 ประการนั้น  แต่เว้นพระมหาปชาบดีโคตมีแล้ว ต้อง

รักษาศีล 6 เป็นสิกขมานาก่อน 2 ปี จึงจะบวชเป็นภิกษุณีได้    ตามครุธรรม 8 ประการ

ครับ ซึ่งคำว่าบวช ใช้กับการบวชเป็นสิขมานาก็ได้ครับ   และการบรรลุธรรมก็สามารถ

บรรลุตอนเป็นนางสิกขมานาได้ครับเพราะปัญญาสามารถเกิดได้ ไม่ว่าเพศใด   ซึ่งผม

จะแสดงหลักฐานในพระไตรปิฎกที่แสดงว่าผู้ที่จะบวชเป็นภิกษุณี เว้นพระมหาปชาบดี

ที่เป็นต้นพระบัญญัติแล้วต้องรักษาศีล 6 เป็นสิกขมานา  ในความเห็นตอนท้ายครับ

      ประเด็นที่ 2 ที่กล่าวเรื่องมารดาพระกุมารกัสสปะ ท่านตั้งครรภ์ก่อนบวชเป็นพระ

ภิกษุณี โดยนัยนี้เมื่อต้องรักษาศีล 6 เป็นนางสิกขมานา(รักษา ศีล 6)ทุกรูปแล้ว แม้

มารดาพระกุมารกัสสปะท่านก็ต้องรักษาศีล 6 ด้วยเช่นกัน    ดังนั้นท่านจะมีการเสพ

เมถุนตอนเป็นางสิกขมานาไม่ไ่ด้ เพราะจะทำให้ท่านผิดศีล ข้อ 3 คือการงดเว้นจาก

อพรหมจรรย์นั่นเอง        ดังนั้นท่านตั้งครรภ์ตอนเป็นคฤหัสถ์ ก่อนที่ท่านจะบวชเป็น

นางสิกขมานาครับ

       ส่วนประเด็นเรื่องใช้คำว่าภิกษุณี ไม่ใช้คำว่านางสิกขมานานั้น    ในมารดาของ

พระกุมารกัสสปะ เมื่อสอบถามจากอาจารย์ประเชิญ และได้พิจารณาแล้ว    เป็นการ

แสดงโดยนัยพระสูตรที่ท่านกล่าวรวมโดยใช้คำว่าภิกษุณี      แต่อย่างไรก็ดี มารดา

ของท่านพระกุมารกัสสปะ    จะต้องรักษาศีล 6 ก่อนบวชเป็นนางสิกขมานาก่อนครับ

เพราะพระบัญญัติมีตั้งแต่ต้นที่พระมหาปชาบดีขอบวชที่เป็นครุธรรมแล้วครับ

    ส่วนพระเถรีรูปอื่น ไม่ว่าใครยกเว้นพระนางมหาปชาบดีโคตมีก็ต้องรักษาศีล 6 เป็น

นางสิกขมานา เพียงแต่ท่านไมไ่ด้กล่าวไว้ในพระเถรีบางรูปเท่านั้นเองครับ

       ส่วนในความเห็นที่ 7 ที่กล่าวมาทำไมรักษาศีล แค่ 6 ข้อ แต่ยังทัดทรงดอกไม้

นอนที่นอนสูงอะไรได้ นั่นเป็นพระปัญญาของพระพุทธเจ้าครับที่ทรงรู้ว่าเหมาะควร

อย่างไรที่จะให้รักษาศีลกี่ข้อ ที่สำคัญ หากเป็นผู้ขัดเกลาแล้ว ผู้เป็นนางสิกขมานา

ท่านก็รักษาศีล 6 แต่ก็ไม่ได้ความว่าท่านจะต้องมาประดับตกแต่ง ของหอมให้เหมือน

คฤหัสถ์ แม้จะไม่ได้รักษาศีล ข้อนั้นเพราะท่านถือเพศเพื่อขัดเกลา เพื่อจะอุปสมบท

เป็นพระภิกษุณีครับ

    ซึ่งจะขอแสดงหลักฐานที่แสดงว่าต้องมีการรักษาศีล 6 เป็นางสิกขมานาตั้งแต่ต้น

แล้วครับ ในความเห็นที่ 9 ครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
paderm
วันที่ 30 พ.ค. 2554 09:52 น.
 

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 17

                                         ๔. ติสสาเถรีคาถา

                 [๔๐๕]   ดูก่อนติสสา    เธอจงศึกษาในไตรสิกขา

                 โยคะกิเลสเครื่องประกอบทั้งหลายอย่าได้ครอบงำเธอ

                 เธอจงพรากจากโยคะทั้งหมด  เป็นผู้ไม่มีอาสวะเที่ยวไป

                ในโลก.                                

                                   ๔. อรรถกถาติสสาเถรีคาถา

            คาถาว่า   ติสฺเส  สิกฺขสฺสุ  สิกฺขาย  เป็นต้น  เป็นคาถาสำหรับ

นางสิกขมานาชื่อติสสา.

            นางสิกขมานาชื่อติสสาแม้นี้      ก็สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้า

องค์ก่อน ๆ    สั่งสมกุศลที่เป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ    เพราะ

กุศลที่ได้รวบรวมไว้เป็นปัจจัย    จึงบังเกิดในศากยราชตระกูล    กรุงกบิลพัสดุ์

ในพุทธุปปาทกาลนี้   เจริญวัยแล้วเป็นสนมของพระโพธิสัตว์   ภายหลังได้ออก

บวชพร้อมกับพระมหาปชาบดีโคตมี     เจริญวิปัสสนา    พระศาสดาทรงเปล่ง

พระรัศมีตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง   ได้ภาษิตพระคาถาแก่พระเถรีนั้นว่า

                ดูก่อนติสสา    เธอจงศึกษาในไตรสิขา      โยคะ     

          กิเลสเครื่องประกอบทั้งหลายอย่าได้ครอบงำ     เธอ

          จงพรากจากโยคะทั้งหมด   เป็นผู้ไม่มีอาสวะเที่ยวไป

          ในโลก                         

            นัยมีอาทิว่า      พระเถรีนั้นฟังคาถานั้นแล้วเจริญวิปัสสนาบรรลุพระ-

อรหัต  ดังนี้   พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.

                               จบ  อรรถกถาติสสาเถรีคาถา 

-------------------------------------------------------------------------------------

    จากพระสูตร ของพระเถรีรูปนี้นะครับ จะเห็นว่าท่านบวชพร้อมกับพระนางมหาปชา

บดีโคตมี แม้บวชพร้อมกันแต่พระมหาปชาบดีโคตมี ท่านเป็นต้นพระบัญญัติ ท่านจึง

ไม่ต้องรักษาศีล 6 เป็นสิกชมานา แต่ พระติสสาเถรี แม้บวชพร้อมกัน ในเมื่อไม่ใช่ต้น

พระบัญญัติ และต้องรับครุธรรม 8 ประการซึ่งในครุธรรมจะต้องรักษาศีล 6 ดังนั้นท่าน

จึงต้องรักษาศีล 6 เป็นางสิกขมานา 2 ปีครับถึงจะบวชเป็นภิกษุณีได้ครับ   จะเห็นได้

ว่าแม้ตั้งแต่สมัยแรก คือบวชพร้อมกับพระนางมหาปชาบดีโคตมี แต่ก็ต้องรักษาศีล 6

เป็นางสิกขมานาแล้ว   ไม่ต้องกล่าวถึงพระเถรีรูปหลังๆ มี พระเขมาเถรี   มารดาของ

พระกุมารกัสสปะ และพระเถรีรูปอื่นๆที่ไม่ใช่พระมหาปชาบดีโคตมี    ท่านก็ต้องรักษา

ศีล 6 เป็นนางสิกขมานาครับ  เพียงแต่ว่าจะกล่าวไว้ในพระสูตรไหน ในพระเถรีรูปใด

ว่าท่านเป็นนางสิกขมานาครับ ดังความเห็นที่ 1 2 และ 3 ที่กล่าวไปแล้วครับ  ดังนั้น

พระวินัยที่พระุพุทธเจ้าทรงบัญญัติแล้วย่อมเป็นสัจจะ เป็นไปตามนั้นครับ     ขอขอบ

พระคุณอาจารย์ประเชิญที่ช่วยให้ความรู้    และผู้ร่วมสนทนาทุกท่านที่ช่วยกันทำให้มี

ความเข้าใจให้ถูกต้องครับ ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
นาวาเอกทองย้อย
วันที่ 30 พ.ค. 2554 17:03 น.
 

      ขอบพระคุณอย่างจริงใจต่อทุกท่านที่ช่วยกันให้ความรู้แก่กันและกันครับ

      ประเด็นที่ว่า สตรีที่จะบวชเป็นภิกษุณีต้องรักษาศีล ๖ ข้อ (เป็นสิกขมานา) เป็นเวลา ๒ ปี เป็นข้อกำหนดที่มีมาตั้งแต่แรกมีภิกษุณี เป็นอันว่าชัดเจนแน่นอนแล้วตามหลักฐาน และประเด็นที่ว่า มารดาของพระกุมารกัสสปเถระก็ต้องรักษาศีล ๖ ข้อ เป็นสิกขมานาอยู่ ๒ ปีเหมือนภิกษุณีทั่วไป นี่ก็ไม่สงสัย เป็นอันยุติได้

      แต่ประเด็นที่ว่า มารดาของพระกุมารกัสสปเถระคลอดบุตรในระหว่างที่เป็นภิกษุณีเพราะมีครรภ์มาก่อนบวช ยังมีข้อขัดแย้งอยู่ ประเด็นขัดแย้งคือ ถ้ามีครรภ์มาก่อนบวช ก็ควรจะคลอดในระหว่างที่เป็นสิกขมานา เพราะคงไม่มีสตรีธรรมดาคนไหนตั้งครรภ์อยู่ได้ถึง ๒ ปี (ยกเว้นกรณีมารดาของพระสีวลี ซึ่งต้องถือว่าไม่ใช่สตรีธรรมดา) แต่นี่ท่านระบุชัดเจนว่าคลอดในระหว่างที่เป็นภิกษุณีแล้ว จึงจะต้องมีคำตอบว่า แล้วนางตั้งครรภ์ตอนไหน ?

      แน่นอน นางจะต้องตั้งครรภ์ก่อนบวช แต่ถามว่า ก่อนบวชเป็นภิกษุณีก็กำลังเป็นสิกขมานาอยู่ ระหว่างเป็นสิกขมานาจะมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ เมื่อมีไม่ได้ก็ไม่สารมารถจะ "เริ่ม" ตั้งครรภ์ตอนเป็นสิกขมานาได้ แต่ถ้าตั้งครรภ์มาก่อนที่จะเข้ามาเป็นสิกขมานา ก็จะต้องคลอดบุตรในระหว่างที่เป็นสิกขมานานั่นเอง จะตั้งครรภ์อยูถึง ๒ ปีเพื่อไปคลอดตอนเป็นภิกษุณีได้อย่างไร

      ต้องแก้ประเด็นนี้ให้หลุด ประเด็นอื่นไม่ต้องพูดถึงเพราะชัดเจนหมดแล้ว คงเหลือแต่ประเด็นนี้ที่จะต้องรอท่านผู้รู้มาช่วยไข

      คำอธิบายที่ว่า การระบุว่าคลอดบุตรขณะเป็นภิกษุณี "เป็นการแสดงโดยนัยพระสูตร" นั้นสำคัญมาก เพราะถ้าอธิบายอย่างนี้จะเกิดเป็นปัญหาใหม่ขึ้นมาทันที คือ จะต้องอธิบายอีกว่า ที่ท่านยืนยันกันว่า "พระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม ทั้ง ๓ ปิฎก จะต้องลงกันสมกัน" นั้นจะว่าประการใด?

      เพราะฉะนั้น ต้องมีคำอธิบายที่ "ลงกันสมกัน" ครับ

      อาจจะมีบางท่านรำคาญ และบอกว่า ถึงจะได้คำอธิบายที่ลงกันสมกันมาแล้ว ก็ไม่ได้ช่วยให้ใครบรรลุมรรคผลเร็วขึ้นหรือช่วยขัดเกลากิเลสให้เบาบางลงไปได้ จะมาเสียเวลาคิดเรื่องแบบนี้ทำไมกัน

      เหตุผลของกระผมคือ ทุกเรื่องทุกประเด็นที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องสำคัญทั้งสิ้น บรรพบุรุษของเราท่านจึงอุตส่าห์ทรงจำและนำส่งจนมาถึงมือเรา พวกรุ่นเราจึงจำต้องศึกษาตรวจสอบให้กระจ่างแจ้งเท่าที่สติปัญญาของเราจะพึงมี ก่อนที่จะส่งมอบให้ลูกหลานรุ่นต่อไป และภารกิจนี้ควรต้องทำพร้อมๆ ไปกับการอบรมเจริญสติปัญญาจนกว่าบรรลุถึงความพ้นทุกข์ คือพระนิพพาน

      ขอให้เรามีกำลังใจที่จะทำความดีในท่ามกลางกระแสสังคมและบุคคลรอบข้างที่ล้วนแต่คอยบั่นทอนกำลังใจอยู่ตลอดเวลา ขออนุโมทนาครับ

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
wannee.s
วันที่ 31 พ.ค. 2554 13:58 น.
 

ขอเชิญคลิกอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่่ค่ะ   ผู้หญิงสามารถบวชเป็นภิกษุณีได้หรือไม่

 
  

  ความคิดเห็นที่ 12  
paderm
วันที่ 31 พ.ค. 2554 14:05 น.
 

เรียนความเห็นที่ 10 ครับ

    พระธรรมวินัยของพรพุทธเจ้าไม่เปลี่ยน รวมทั้งพระวินัย ไม่มีใครที่จะบัญญัติพระวินัย

ได้นอกจากพระพุทธองค์ ดังนั้นก็ยึดในพระวินัยเป็นหลักว่า    เว้นพระนางมาหปชาบดี

โคตมีแล้วจะต้องรักษาศีล 6 เป็นนางสิกขมานา ซึ่งในพระไตรปิฎก ในส่วนเรื่องมารดา

พระกุมารกัสสปะ ในคาถาธรรมบท ก็แสดงว่า เมื่อมารดาท่านบวช ในสำนักภิกษุณีของ

พระเทวทัต  ก็ใช้คำว่านางภิกษุณี แม้ความจริงจะเป็นสิกขมานาอยู่ แต่ผู้อ่านก็ต้องเข้า

ใจแล้วว่าเป็นางสิกขมานาเพราะจะต้องรักษาศีล 6 เป็นเวลา  2 ปี      พระวินัยเปลี่ยน

แปลงไมได้ เพียงแต่พระสูตรท่านกล่าวเรื่องราวโดยรวมครับ

            ซึ่งข้อความพระไตรปิฎกก็แสดงไว้ในเรื่องตั้งครรภ์ตอนเป็นคฤหัสถ์

   นางวิสาขานั้นให้คนล้อมเครื่องล้อมคือม่าน   ตรวจดูมือ   เท้า   สะดือ     และที่สุด

แห่งท้องของนางภิกษุณีนั้นภายในม่าน   แล้วนับเดือนและวันดู  ทราบว่า " นางได้มี

ครรภ์ในเวลาเป็นคฤหัสถ์

     จากพระบัญญัติที่เปลี่ยนแปลงไมไ่ด้คือต้องรักษาศีล 6  เป็นเวลา 2 ปี เป็นนาง

สิกขมานา รวมท้งข้อความก็กล่าวว่า นางตั้งครรภ์ตอนเป็นคฤหัสถ์ เป็นอันสรุปได้ว่า

มารดาของพระกุมารกัสสปะ ท่านตั้งท้องตอนเป็นคฤหัสถ์และคลอดบุตรเมื่อคราวเป็น

นางสิกขมานา หากจะคลอดบุตรตอนเป็นภิกษุณีก็เป็นไปไมไ่ด้ เพราะเหตุว่าก็จะต้อง

ตั้งท้องตอนเป็นนางสิกขมานา เพราะต้องรักษาศีล 6 เป็นเวลา 2 ปี   และทำให้ต้อง

ล่วงศีลข้อ 3 คิดงดเว้นจากการเสพเมถุนธรรม นั่นก็เป็นไปไม่ไ่ด้เลย   ดังนั้นข้อความ

จากพระไตรปิฎกจึงแสดงชัดเจนว่านางตั้งครรภ์ตอนเป็นคฤหัสถ์ มีนางวิสาขาตรวจดู

ไมไ่ด้แสดงเลยว่านางตั้งครรภ์เมือนางบวชแล้วเป็นนางสิกขมานาอยู่ครับ เพราะฉะนั้น

เมื่อนางคลอดก็คลอดตอนเป็นนางสิกขมานา   แต่ที่ใช้คำว่าภิกษุณี เพราะท่านกล่าว

โดยรวมเพราะท่านกำลังบวชเป็นภิกษุณีนั่นเองครับ ดังนั้นจึงไม่ใช่ติดที่คำ แต่นำพระ

วินัยที่เป็นพระบัญญัติเปลี่ยนแปลงไมไ่่ด้มีการต้องรักษาศีล 6 เวลา 2 ปีและเทียบกับ

เรื่องในพระสูตรที่นางวิสาขาตรวจแล้ว นางตั้งครรภ์ตอนเป็นคฤหัสถ์ไม่ใช่ตอนบวช ก็

เป็นอันว่านางคลอดบุตรตอนเป็นางสิกขมานาครับ   ซึ่งคำที่ใช้ในคำว่าภิกษุณี    แม้

ตอนเป็นนางสิกขมานาในเรื่องมารดาพระกุมารกัสสปะ ท่านก็ใช้คำว่าภิกษุณี แม้ขณะ

นั้นเป็นนางสิกขมานา เพราะท่านกล่าวโดยรวมเพราะกำลังจะเป็นเพศภิกษุณี   บวช

เพื่อความเป็นพระภิกษุณีนั่นเองครับ จึงใช้คำว่าภิกษุณี   แต่เมื่อเราศึกษาหลายๆส่วน

ก็เข้าใจตรงกันครับ แม้คำว่าสามาเณรจุนทะ ท่านก็ไม่ใช่ว่าท่านจะเป็นสามเณร แต่

เพราะเรียกติดปากกัน ก็เป็นอันเข้าใจว่าท่านเป็นพระ   ไม่ใช่สามเณร แม้กล่าวว่าเป็น

ภิกษุณี เพราะท่านมุ่งหมายที่จะบวชเพื่อความเป็นพระภิกษุณี ไม่ใช่เป็นอย่างอื่นครับ

ดังนั้นเมือ่มีเหตุการณที่มีคนถามในเรื่องนี้ เราก็สามารถอธิบายได้ จากเทียบเคียงพระ

วินัย ในพระบัญญัติและเรื่องราวในพระสูตรที่ตั้งครรภ์ตอนเป็นคฤหัสถ์ครับ ก็สามารถ

อธิบายได้ตรงตามพระธรรมวินัย  ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 13  
นาวาเอกทองย้อย
วันที่ 31 พ.ค. 2554 19:52 น.
 

       คำอธิบายของความเห็นที่ 12 อย่างนี้แหละครับที่เราต้องการ เพื่อยืนยันในกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยในปัญหาต่างๆ ขอขอบพระคุณ และขออนุโมทนาอย่างสูงยิ่ง

       ขอให้เรามาช่วยกันอุดช่องโหว่ในลักษณะนี้ซึ่งมีอีกมาก เหตุผลที่เราควรจะต้องช่วยกันก็คือ "ต้องมีคำตอบที่สมเหตุสมผลในทุกเรื่องที่เราศรัทธา"

       เมื่อเป็นเด็ก กระผมเคยอ่านหนังสือที่มีผู้พิมพ์เผยแพร่ พบข้อความตอนหนึ่งว่า โลกหรือจักรวาลเรานี้ผู้วิเศษเป็นผู้สร้างขึ้น ท่านสร้างแสงสว่างก่อน แล้วจึงสร้างดวงอาทิตย์ขึ้นที่หลัง

       ตอนนั้นไม่ได้สงสัยอะไรเพราะยังเด็ก แต่ตอนนี้ถ้าจะให้กระผมศรัทธาเรื่องนี้ ก็จะต้องมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล ถ้าไม่มี หรือมี แต่ไม่สมเหตุสมผล เราก็ควรจะไปแสวงหาความจริงจากที่อื่น ที่มีเหตุผลดีกว่า คือสมเหตุสมผลมากกว่า

        ในพระพุทธศาสนาของเรา ถ้าใครสงสัยเรื่องอะไร แล้วหาคำตอบที่สมเหตุสมผลไม่ได้ ก็ย่อมจะถูกมองเหมือนเรื่องสร้างแสงสว่างก่อนสร้างดวงอาทิตย์นั่นเอง

        กระผมเชื่อมั่นว่า พระพุทธศาสนานั้นยิ่งถูกตั้งข้อสงสัยมากเท่าไร โอกาสที่จะได้พบคำตอบที่เป็นสัจธรรมก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

        ขอให้ทุกท่านมีกำลังใจที่จะศึกษาและอบรมเจริญสติปัญญาให้ยิ่งๆ ขึ้น - ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 14  
aditap
วันที่ 31 พ.ค. 2554 20:16 น.
 
ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ
 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่
keyword keyword : -

Back to Top