Loading...
  018141  มาร ๕ [กิเลสมาร...ตอนที่ ๒]
เมตตา
วันที่ 5 เม.ย. 2554 02:40 น.
อ่าน 1,456
 
 

        กิเลสมาร คือ   กิเลสต่างๆ โลภะ  โทสะ  โมหะ...อย่างหยาบจนถึงอย่างละเอียด

กิเลสเกิดมากมายในชีวิตประจำวัน  ขณะเห็น  ขณะได้ยิน...เพราะความไม่รู้มีมาก เมื่อ

เห็นแล้วก็ติดข้องทันทีในสิ่งที่น่ารักน่าปราถนา  จะเห็นได้ว่าอกุศลนั้นเกิดมากเกือบจะ

ตลอดทั้งวัน และอกุศลเหล่านี้เมื่อเกิดแล้วก็สะสมสืบต่อเป็นอุปนิสัย    เมื่อมีเหตุปัจจัย

พร้อมก็จะเกิดอีก  ขณะอกุศลเกิดกุศลก็เกิดไม่ได้เลย  เพราะฉะนั้น ตัวกิเลสนั้นเองเป็น

สิ่งขัดขวางไม่ให้ความดีได้เกิดขึ้นเลย  

        กิเลสนั้นเป็นสภาพธรรมที่เลว  ไม่พ้นชีวิตประจำวัน ขณะนี้มีความติดข้อง  ขณะ

นี้มีความขุ่นเคืองใจ  ขณะนี้มีความไม่รู้  ขณะนี้ยังมีมารอยู่ ยังต้องเกิดอีกเพราะยังต้อง

มีการอุบัติของขันธ์ ซึ่งเป็นขันธมารซึ่งจะกล่าวในตอนต่อไปค่ะ

ขอเชิญคลิกอ่านได้ที่...

เรื่อง...มาร

  ....ขออนุโมทนาค่ะ...  

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
orawan.c
วันที่ 5 เม.ย. 2554 04:51 น.
 

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
chaiyut
วันที่ 5 เม.ย. 2554 11:06 น.
 

กิเลสมาร เป็นมารที่ขัดขวางกุศล    กิเลสมารมีหลายประการ เช่น โลภะเป็นกิเลสมาร

ขัดขวางไม่ให้มีการสละสิ่งที่โลภะกำลังติดข้องพอใจอยู่   ขณะที่มีโลภะ ขณะนั้นเห็น-

แก่ตัว   ทำทุกอย่างทั้งทางสุจริตและทุจริตเพื่อแสวงหาสิ่งที่จะสนองความสุขของตน

โลภะเป็นเหตุให้วนเวียนไปในวัฏฏะไม่สิ้นสุด       โทสะเป็นกิเลสมาร  ขณะที่มีโทสะ

ขณะนั้นประทุษร้ายใจของตนก่อน    มีสภาพหยาบกระด้าง ขัดเคือง ไม่แช่มชื่น   เมื่อ

สั่งสมมากขึ้นก็จะเป็นปัจจัยให้กระทำทุจริตกรรมร้ายแรงได้   โทสะขัดขวางการเจริญ

กุศล   เวลาที่ไม่พอใจ ใจของผู้โกรธย่อมไม่น้อมไปในการเจริญความดี      โมหะเป็น

กิเลสมาร   ขณะที่มีโมหะ ขณะนั้นมืดมิด   ไม่รู้สภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริง

หลง  ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี   โมหะเป็นปัจจัยให้โลภะ และ โทสะเกิด  โมหะขัดขวางไม่ให้

เห็นถูกในสภาพธรรมที่ปรากฏได้โดยง่าย       อุปมาเหมือนภูเขาใหญ่ที่บังเมล็ดพันธุ์

ผักกาดอันเล็กไว้  เมื่อโมหะทำให้ไม่เห็นสภาพธรรม สัตว์โลกจึงไม่พ้นไปจากสังสาร-

วัฏฏ์    การจะดับกิเลสมารได้ เป็นเรื่องยาก เพราะเราสะสมกิเลสมามาก    แต่เริ่มต้น

ได้ด้วยการฟังพระธรรมให้เข้าใจ    ขณะที่เข้าใจ  ขณะนั้นสั่งสมอุปนิสัยที่จะน้อมไปรู้

สิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ  เพื่อละคลายความไม่รู้ และ การยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัว-

ตน    จนกว่าจะถึงระดับที่สามารถดับกิเลสมารตามลำดับขั้นได้เป็นสมุจเฉท   สาวก

ต้องฟังพระธรรมเพื่ออบรมปัญญาและเจริญบารมีทั้งหลายต่อไป ..เป็นจิรกาลภาวนา 

                     ขอขอบพระคุณและขออนุโมทนาพี่เมตตาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
khampan.a
วันที่ 5 เม.ย. 2554 17:31 น.
 

       ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

  กิเลสประการต่าง ๆ เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต   เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ก็เป็นเครื่องตัด

หรือทำลายซึ่งความดี    และประการที่สำคัญ  เพราะยังมีกิเลสอยู่นี้เอง  จึงยังต้องมีการ

เกิดและตายอย่างไม่มีวันจบสิ้น    จนกว่าจะได้มีการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม อบรม

เจริญปัญญา จึงจะค่อย ๆ ละคลายมาร คือ กิเลส ได้     โดยเฉพาะอวิชชา   ความไม่รู้

สภาพธรรมตามความเป็นจริง ครับ

                        ...ขอบพระคุณและขออนุโมทนาพี่เมตตา ครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
wannee.s
วันที่ 5 เม.ย. 2554 20:34 น.
 

อุปมาเหมือนภูเขาใหญ่ที่บังเมล็ดพันธุ์ ผักกาดอันเล็กไว้ เมื่อโมหะทำให้ไม่เห็นสภาพธรรม

สัตว์โลกจึงไม่พ้นไปจากสังสารวัฏฏ์ (ขออนุโมทนาในกุศลจิตด้วยค่ะ)

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
จักรกฤษณ์
วันที่ 6 เม.ย. 2554 11:10 น.
 

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
bsomsuda
วันที่ 9 เม.ย. 2554 20:35 น.
 

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
pamali
วันที่ 12 เม.ย. 2554 14:56 น.
 
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านค่ะ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
เซจาน้อย
วันที่ 23 ม.ค. 2555 10:37 น.
 

     ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
ใหญ่ราชบุรี
วันที่ 6 ม.ค. 2557 23:08 น.
 

สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top