Print 
เข็ดกันหรือยัง ๒
 
คุณย่า
วันที่  24 ส.ค. 2552
หมายเลข  13332
อ่าน  1,882

สนทนาธรรมที่มูลนิธิ ฯ

พื้นฐานพระอภิธรรม   ครั้งที่  ๙๒

วันอาทิตย์ที่  ๗  มิถุนายน  ๒๕๕๒

 

คุณอรวรรณ...

จริง ๆ ในคำสอนของพระพุทธองค์   ก็มีการกล่าวถึง  ขันธ์ ๕ 

 เปรียบเสมือนอสรพิษ  คือ  เลี้ยงไม่เชื่อง  แต่สำหรับผู้ฟังถ้าปัญญายังไม่

มากพอ  ก็ดูเหมือนจะไม่เข้าใจ   คำว่า " เข็ด " ท่านอาจารย์ก็บอกว่ายัง

พอใจในการเห็น   การได้ยิน   ในสิ่งที่น่าพอใจและพยายามที่จะหลีกเลี่ยง

สิ่งที่ไม่พอใจ   และพยายามหาสิ่งที่น่าพอใจ   จะต้องเข้าใจพระธรรมตามที่

เราศึกษากันอยู่นี้หรืออย่างไร  ขอให้ท่านอาจารย์ขยายความด้วย

 

ท่านอาจารย์... 

ถ้ามีความเข้าใจจริง ๆ คือเกิดมานี้  ไม่ใช่เราเกิด   ธรรมเท่านั้นเอง 

ซึ่งเป็นธาตุที่มีปัจจัยก็เกิดขึ้น   เมื่อเกิดแล้วก็เป็นไปตลอด  

แล้วจะต้องเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ก็ไม่เข็ด  ใช่ไหมค่ะ   เห็นแล้วก็เห็นอีก ๆๆไปเรื่อย ๆ  แล้วสิ่งที่ปรากฎทางตาก็เพียงปรากฏให้เห็นเท่านั้นให้ติดข้องเห็นแล้ว   ทั้งเห็นก็ดับ   ทั้งสิ่งที่ปรากฏให้เห็นทางตาก็ดับ  

ไม่มีอะไรเหลือเลย   แต่ก็มีปัจจัยที่จะให้สภาพธรรมอื่นเกิดสืบต่อ 

 ไม่สิ้นสุด   ตราบใดที่ยังมีความพอใจในสิ่งที่ปรากฏ  

ในการยึดถือว่าเป็นเรา   ทั้ง ๆ ที่เราอยู่ที่ไหน   เห็นขณะนี้เกิดแล้วดับแล้ว

สิ่งที่ปรากฏทางตาก็เกิดแล้วดับแล้ว   เพราะฉะนั้นก็มีแต่ความไม่รู้

กับความติดข้อง   และยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา  

 ซึ่งเป็นความเห็นผิดค่ะ   ไม่มีเราแต่เข้าใจว่าเป็นเรา 

 

คุณอรวรรณ...

ก็แสดงว่า   ต้องเป็นปัญญาที่เข้าใจพระธรรม   และรู้จักลักษณะ

ของพระธรรมจริง ๆ จึงจะเข็ด   เพราะว่าเมื่อรู้จริง ๆ แล้ว

ธรรมก็ คือ แค่ประจักษ์   ดับไปแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย

เพราะฉะนั้น  ผู้ที่จะเข็ดได้ก็ต้องเป็นปัญญาที่รู้ความจริงเท่านั้น

 

ท่านอาจารย์...

กำลังฟังนี้  ไม่เข็ดหรอกใช่ไหม   ฟังตั้งนานก็ไม่เข็ด 

 ปัญญาไม่ถึงระดับที่จะเห็นความจริงว่าเป็นเพียงสภาพธรรมแต่ละลักษณะ

ทั้ง ๆ ที่ขณะนี้ก็เป็นธรรมทั้งหมด   ก็ยังไม่เห็นตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรม

จนกว่าจะฟังแล้วมีความเข้าใจมั่นคง  

 เพราะฉะนั้นไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น   ฟังแล้วมีความเข้าใจขึ้น  

 ว่าสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏขณะนี้เกิดแล้วเป็นอย่างนี้   ตามเหตุตามปัจจัย

แล้วก็ไม่มีใครสามารถจะบังคับบัญชาได้   เพียงให้ระลึกได้ไม่ว่าสิ่งหนึ่ง

สิ่งใดจะปรากฏทางตา  ทางหูก็ปรากฏแล้วก็หมดไปเลย  

ไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้น   แต่มีปัจจัยที่ทำให้มีสิ่งนั้นเกิดแล้วก็ดับไป

ตลอดหมดทุกขณะเป็นอย่างนี้ " ฟัง " ไม่ได้ให้ทำอะไรนี่ค่ะ

แต่ให้รู้ความจริงของสิ่งที่มีปัจจัยเกิดแล้ว   กำลังปรากฏเป็นอย่างนี้ 

 มิฉะนั้นก็ยังคงมีตัวตน   ที่คิด  ที่จะทำ   หรือว่าอยากที่จะทำ 

ให้รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ  

 แต่ไม่มีความเข้าใจ   ในสิ่งที่เกิดแล้วในขณะนี้ที่กำลังปรากฏ

 


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
วิริยะ
วันที่ 25 ส.ค. 2552 10:50 น.

ขออนุโมทนาค่ะุ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
suwit02
วันที่ 25 ส.ค. 2552 12:52 น.

สิ่งใดจะปรากฏทางตา  ทางหูก็ปรากฏแล้วก็หมดไปเลย  

ไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้น   แต่มีปัจจัยที่ทำให้มีสิ่งนั้นเกิดแล้วก็ดับไป

ตลอดหมดทุกขณะเป็นอย่างนี้

 

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
arin
วันที่ 25 ส.ค. 2552 23:49 น.

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 26 ส.ค. 2552 23:52 น.


  ปัญญาไม่ถึงระดับที่จะเห็นความจริงว่าเป็นเพียงสภาพธรรมแต่ละลักษณะ

ทั้ง ๆ ที่ขณะนี้ก็เป็นธรรมทั้งหมด   ก็ยังไม่เห็นตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรม

จนกว่าจะฟังแล้วมีความเข้าใจมั่นคง 

ขออนุโมทนาค่ะ  

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
คุณ
วันที่ 27 ส.ค. 2552 13:20 น.

ขออนุโมทนาค่ะุ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
aurasa
aurasa
วันที่ 4 เม.ย. 2554 11:11 น.

่อนุโมทนาใจกุศลวิริยะของคุณย่า และกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
เคียงจันทร์
วันที่ 20 พ.ย. 2555 02:05 น.

ขออนุโมทนากับคุณย่าครับ

ว่าจะกดlikeให้คุณเมตตาแล้วแต่ไม่มีประชานิยม ชื่นชมครับ

"ธรรมนี่ช้าไปหลายปีถึงได้อ่าน แต่ไม่เคยล้าสมัย สัจจะยังคงเป็นสัจจะวันยังค่ำ"

ขอบคุณครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
peem
วันที่ 28 ก.ค. 2556 12:14 น.

 

 

           ขออนุโม นาคะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ