ทำยังไงดี...ถึงจะเลิกดูหนังลามกได้เด็ดขาดครับ
 
kaewin
วันที่  13 ส.ค. 2551
หมายเลข  9567
อ่าน  4,508
ทั้งๆ ที่เรา พยายาม ระลึกสติ ให้ รู้  บางครัง ก็  ระงับ ได้ แต่ บางครั้ง พอ จะระงับกลับคิดอีก ทั้งๆ ที่เรา  ไม่ได้ คิด ไม่รู้เป็น  เพราะ ฮอร์โมน เพศชาย หรือ ว่าจิตที่ติดข้อง มากๆ    พยายามพิจารณา อสุภะแล้วเห็นว่ายากครับ เพราะเป็นแค่จิตนึกคิดเท่านั้น เหมือนเราจินตนาการ ซะ.งั้น...   ผู้รู้ วิธี ช่วยด้วยนะครับ

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
prachern.s
วันที่ 14 ส.ค. 2551
ถ้าตั้งใจจริงๆ ที่จะเลิกก็ไม่น่าจะอยาก คือเพียงไม่เปิดไม่ดูเพียงอย่างเดียวก็จบ แต่ถ้าตราบใดที่ยังมีสื่อพวกนี้อยู่ก็อดดูไม่ได้อีก ทางที่ดีคือไม่ควรมีอย่างว่านี้ไว้ครอบครองควรทิ้งไปเสียให้ไกลๆ ควรใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ อย่าปล่อยให้ว่างงาน ไม่ควรอยู่ตามลำพัง ควรมีกิจกรรมกับผู้อื่น ควรฟังพระธรรมให้มากๆ   ในพระไตรปิฎกแสดงข้าศึกของกามราคะโดยตรงคืออสุภะ หรือกายคตาสติ การพิจารณาร่างกายอาการ ๓๒โดยความเป็นของไม่งาม ซึ่งถ้าพิจารณาอย่างแยบคายตามนัยที่ท่านแสดงไว้ย่อมข่มกามราคะได้ แต่จะละได้เด็ดขาดต้องอบรมเจริญปัญญาจนถึงอนาคามิมรรค จึงจะดับกามราคะได้เป็นสมุจเฉท..
 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 14 ส.ค. 2551
     
แต่ละบุคคลที่เกิดมา    มีอกุศลมากด้วยกันทั้งนั้น   มีมากจนกระทั่งไม่สามารถที่จะนับได้เลย      คงไม่ต้องกล่าวถึงในอดีตชาติที่ผ่านๆ  มา   เพียงแค่พิจารณาดูในชาติปัจจุบันนี้  แม้ในวันนี้  ก็จะเห็นได้ว่า  กุศลจิตเกิดน้อยมาก   แต่สำหรับ อกุศล กลับเกิดบ่อย และรวดเร็ว  ทั้งติดข้อง  ยินดี  พอใจ  หรือ หงุดหงิด ไม่พอใจ  โกรธ  เป็นต้น      สำหรับความติดข้องยินดีพอใจ  (โลภะ หรือ ตัณหา) นั้น     มีมากในชีวิตประจำวันและหลากหลายไปตามการสั่งสมมาของแต่ละบุคคล แผ่ซ่านไหลไป ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ (มีข้อความหนึ่งที่ควรพิจารณา คือ ตัณหาเป็นเครื่องบริโภคสิ่งที่เป็นพิษ   แม้แต่สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์   ก่อให้เกิดโทษ  ยังติดข้อง  ยังยินดีพอใจได้)     การที่จะดับอกุศลที่สั่งสมมาอย่างเนิ่นนานในสังสารวัฏฏ์ให้หมดสิ้นไปในทันทีทันใดนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จึงต้องอาศัยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมพิจารณาพระธรรม  บ่อยๆ เนืองๆ  (ฟังวันเดียว  หรือ  ครั้งเดียว  ไม่พอ) เพื่อเป็นเครื่องปรุงแต่งให้สติเกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ  ตามความเป็นจริงการฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง นั้น  เป็นประโยชน์เกื้อกูลในชีวิตประจำวัน
 
ที่จะทำให้เป็นผู้ปราศจากความมัวเมาด้วยอกุศลประการต่างๆ   
ทั้งทางตา ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น    ทางกาย  ทางใจ   ได้ในที่สุด   ครับ   ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านและขออุทิศกุศลให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง...
 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
happyindy
วันที่ 14 ส.ค. 2551

คุณก็คงสะสมมาที่จะชอบคิดเรื่องนี้บ่อยๆ

เหมือนคนอื่นๆ ที่ชอบคิดเรื่องอื่นๆ บ่อยๆ แหละมั้งคะ

ความคิด ห้ามไม่ได้ด้วยสิ มีเหตุปัจจัยสะสมมา มันก็ย่อมคิด

แต่เหมือนเคยได้ยินทางการแพทย์พูดว่า ถ้าเป็นเรื่องฮอร์โมน

คุณก็น่าไปออกกำลังกายมากๆ แบบเป็นเวลาที่แน่นอนทุกวันดีมั้ย

หากิจกรรมอะไรทำ เช่น หากลุ่มเพื่อนสนทนาธรรม แทนการฟังธรรมคนเดียว

(เพราะเดี๋ยวคุณก็คิดอะไรต่อมิอะไรบ่อยๆ อีก)

และพยายามอย่าเข้าใกล้สิ่งที่คุณรู้อยู่แล้วว่าเป็นโทษ

ถ้ายังไม่ใช่คนใจแข็ง ก็ควรอยู่ห่างไว้ดีกว่า

หรือถ้ามีเก็บไว้ ก็แค่ใส่ถุงดำทิ้งลงถังขยะเทศบาลไป (อย่าไปหาซื้อมาเก็บไว้อีกล่ะ)

หาสิ่งที่ชอบอย่างอื่นที่เป็นโทษน้อยกว่าการคิดเรื่องนี้ มาไว้คิดบ่อยๆ แทน

เช่น คิดเรื่องโทษของการติดข้อง......

สะสมการคิดอย่างอื่น เรื่องอื่นที่เป็นกุศลบ่อยๆ เท่าที่ทำได้ (อาจคิดน้อย แต่บ่อยๆ ไง)

การคิดทางอกุศล คงค่อยๆ เบาบางลงได้บ้าง นิดนึงก็ยังดี

ขออนุโมทนาที่คุณเป็นผู้ตรงต่อตัวเองนะคะ

ขออนุโมทนาคุณ prachern.s และคุณ khampan.a

และผู้ที่เจริญกุศลทุกท่านด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 14 ส.ค. 2551

กามคุณมีสุขน้อย มีโทษมาก  ต้องตั้งใจพยายามสำรวมระวังทางกาย ทางวาจา 

เปลี่ยนจากอกุศลให้เป็นกุศล เช่น การฟังธรรม การตั้งใจรักษาศีล การให้ทานค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ปริศนา
วันที่ 14 ส.ค. 2551

ขอเล่าเรื่องของท่านที่เคารพท่านหนึ่งท่านชอบทานเหล้าฝรั่งและฟังธรรมมะไปด้วยวันหนึ่งท่านบอกว่า...เลิกทานเหล้าได้เองด้วยความสมัครใจ.
แต่ว่า...ตัวข้าพเจ้านั้นยังเลิกกาแฟไม่ได้เลยค่ะ!ฟังไปดื่มไป...ติดในรสเสียมากมาย.
ขอแนะนำว่า...ไม่ว่าคุณจะติดอะไรควรแบ่งเวลาให้กับการฟังพระธรรมบ้างอย่างน้อย ให้รู้ลักษณะของกุศลและอกุศลว่าต่างกัน...ปัญญาเท่านั้นละโลภะความติดข้องได้ด้วยการฟังธรรมให้เข้าใจแล้วน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติตามเท่าที่เหตุปัจจัยจะอำนวย.


แล้วธรรมคือสติ ปํญญา จะทำหน้าที่ของเขาเองตามเหตุ ตามปัจจัย...ไม่มีตัวตนไปบังคับ

และต้องไม่ลืมว่า

ธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงคือ ศีล ๕ นั้นพึงระลึกสำรวมระวังให้มากเพราะตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนยังไม่บรรลุมรรคผลเป็นพระโสดาบันแล้วยังมีโอกาสล่วงศีลได้ทุกข้อและการล่วงศีล ๕ นอกจากสร้างปัญหาให้ตัวเองและสังคมแล้วยังนำเกิดในอบายภูมิได้อีกด้วย.

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
ปริศนา
วันที่ 14 ส.ค. 2551


พระผู้มีพระภาคไม่ได้ทรงห้ามใคร ไม่ให้ติดอะไร เพราะห้ามไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ เป็นอนัตตาถ้าพระองค์ทรงบังคับได้...ห้ามได้ธรรมะก็ไม่ใช่อนัตตา และทุกคนคงเป็นพระอรหันต์ไปหมดแล้วแต่พระองค์ก็ไม่ทรงสนับสนุนให้ใครเกิดอกุศลจิตเลยและพระองค์ทรงแสดงทางแห่งปัญญาแสดงอริยสัจจ์และสติปัฏฐาน ๔อันเป็นมรรค คือการดับทุกข์เป็นสมุจเฉทหน้าที่ของสาวก คือให้เข้าใจ แล้วน้อมมาประพฤติปฏิบัติตาม เป็นทางเดียวที่จะละคลายความติดข้องได้เพราะโลภะ (ตัณหา ราคะ)ต้องละด้วยปัญญาเท่านั้น.

...............................................
อันที่จริง ทุกคนก็ติดในสิ่งต่างๆ ตามการสั่งสมทั้งนั้นไม่ติดสี เช่นหน้ง... ก็ติดกลิ่น ติดรส ติดเพลง ติดความสะดวกสบายต่างๆ เป็นต้น.
แม้แต่ติดความสงบ...ซึ่งดูเหมือนจะดีแต่ก็ไม่ดีจริง...เพราะขึ้นชื่อว่าติดอยู่ดี.
จึงไม่ควรขาดการฟังธรรมให้เข้าใจชีวิตประจำวัน หากไม่เป็นไปในทาน  ศีล  ภาวนาก็เป็นอุศลจิตที่ติดข้องในสิ่งต่างไม่มีใครบังคับสภาพธรรมได้แต่ระลึกรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงได้

ด้วยการศึกษาพระธรรมวินัยให้เข้าใจอย่างน้อยก็ทราบว่าสภาพธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลนั้นต่างกัน........................................ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนก็ต่อเมื่ออบรมเจริญปัญญามีพระธรรมเป็นที่พึ่ง

คือไม่ขาดการศึกษาพระธรรมให้เข้าใจความเข้าใจคือปัจจัยแก่การปฏิบัติการปฏิบัติคือปัจจัยให้เกิดปัญญาปัญญาเท่านั้นที่จะกำจัดกิเลสได้........................................

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
swl
วันที่ 14 ส.ค. 2551

    พยายามฟังธรรมไปเรื่อยๆ นะคะ   และต้องตั้งใจอย่างจริงๆ กับตัวเองด้วยว่าอยากขัดกิเลสตัวนี้ออกไปจากใจเรา   หากฟังธรรมจนเข้าถึงใจแล้ว   ความละอายจะเกิดขึ้นเองเมื่อคิดจะทำอกุศลกรรมใดๆ เราต้องใส่ใจในธรรมะเหมือนเลี้ยงดูนกเล็กๆ  (กุศลจิต) ในใจเราให้เติบโตแข็งแรง
 
เพื่อไว้ต่อสู้กับเจ้าผีร้าย(อกุศลจิต)ที่ชอบออกอาละวาดค่ะ      ขออนุโมทนาในความเป็นผู้ตรง และตั้งใจดีด้วยค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
suwit02
วันที่ 14 ส.ค. 2551

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
paderm
paderm
วันที่ 15 ส.ค. 2551

    ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

มีคำที่น่าคิดในพระไตรปิฎกที่กล่าวว่า

   " ลมแรงยังพัดเขาสิเนรุได้ ทำไมจะไม่พัดใบไม้เก่าๆ ให้กระจัดกระจายไม่ได้"

ผู้มีปัญญาแม้กิเลสมีราคะ เป้นต้นเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมมีกำลัง ปัญญาก็ย่อมไม่เกิด แม้

ผู้ทีได้ฌานก็ยังเสื่อมจากฌาน จะกล่าวไปใยถึงใบไม้เก่าๆ ที่ไมได้มีปัญญามากมายอะไร

ที่จะไม่หวั่นไหว เมือ่กิเลสเกิดขึ้น   ดังนั้นจึงไม่ใช่เมื่อบอกให้ทำแล้วจะทำได้ ต้องมั่นคงว่าสะสมอะไรมามาก และก็ไม่ใช่

หมายถึงบอกให้ปล่อย เพียงแต่ให้รู้ความจริงว่าธรรมมีเหตุปัจจัยก็เกิดขึ้น ทุกอย่างเป็น

ธรรม ต้องไม่ลืมตรงนี้ ไม่งั้นก็จะเดือดร้อนกับสิ่งที่เกิดขึ้น    เพราะมีเราก็ต้องเดือดร้อน

สะสมอะไรมากมายในอดีตที่ผ่านมา เมื่อมีเหตุ จิตก็น้อมไปในทางที่สะสมมา สะสมเหตุ

ใหม่โดยการฟังพระธรรม แล้วเข้าใจความจริงที่เกิดขึ้น โดยมั่นคงว่าเป็นธรรมและเป็น

อนัตตา

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
paderm
paderm
วันที่ 15 ส.ค. 2551

   บทว่า สพฺพตฺเถสุ น รชฺชติ ได้แก่ ย่อมไม่กำหนัดในสักกายธรรมทั้งปวงอันมีประเภทต่างกันไม่น้อยโดยมีในอดีตเป็นต้น คือ ไม่ให้ราคะเกิดด้วยการบรรลุอริยมรรค. มลทินนั้น จะนำออกไปได้ก็ด้วยน้ำ (แต่) สังกิเลสหาเป็นเช่นนั้นไม่ แต่ (เพราะ) สังกิเลสมีราคะเป็นต้น ที่เป็นมลทินของจิตจะนำออกไปได้ด้วยพระอริยมรรคเท่านั้น. แสดงให้เห็นว่าการจะไม่ให้โลภะเกิดเมื่อเหตุปัจจัยพร้อมจริงๆ นั้นต้องดับกิเลสด้วยการเจริญอริยมรรคมีองค์  8 ซึ่งปัญญาขั้นแรก ด้วยการรู้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา
 
           ขออนุโมทนาครับ
อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
kaewin
วันที่ 15 ส.ค. 2551
ขออนุโมทนา สำหรับทุกแนวความคิด ครับ  ขอบคุณ  สาธุ...
 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 16 ส.ค. 2551

สภาพธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชีวิตปัจจุบันไม่ว่าความโกรธ  ความติดข้อง  ความไม่รู้

ซึ่งเกิดขึ้นมานั้น ล้วนสั่งสมมาแต่อดีต เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมก็เกิดขึ้น ไม่สามารถบังคับ

บัญชาได้  เมื่อได้มาศึกษาพระธรรมจึงรู้ว่าในชีวิตปัจจุบันความติดข้องเกิดขึ้นบ่อยมาก

ซึ่งก็คือ โลภเจตสิก  แม้ว่าจะเป็นอกุศลจิตยังไม่เป็นอกุศลกรรมบถ  ก็ไม่ควรประมาท

แม้ในอกุศลจิตเล็กๆ น้อยๆ เพราะถ้าสั่งสมไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นอกุศลจิตที่มีกำลังจน

สามารถล่วงเป็นอกุศลกรรมบถได้   เห็นด้วยกับหลายๆ ความคิดเห็นน่ะค่ะ โดยเฉพาะ

คำแนะนำคุณ prachern.s ค่ะ

ถ้าตั้งใจจริงๆ ที่จะเลิกก็ไม่น่าจะอยาก คือเพียงไม่เปิดไม่ดูเพียงอย่างเดียวก็จบ แต่ถ้าตราบใดที่ยังมีสื่อพวกนี้อยู่ก็อดดูไม่ได้อีก ทางที่ดีคือไม่ควรมีอย่างว่านี้ไว้ครอบครองควรทิ้งไปเสียให้ไกลๆ ควรใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ อย่าปล่อยให้ว่างงาน ไม่ควรอยู่ตามลำพัง ควรมีกิจกรรมกับผู้อื่น

การฟังพระธรรมบ่อยๆ ก็จะช่วยได้เพราะสั่งสมความเข้าใจถูกเห็นถูกในสภาพธรรมตาม

ความเป็นจริงเป็นไปเพื่อการออกจากวัฎฎะ  และเห็นโทษของการสั่งสมกิเลส ซึ่งต้อง

วนเวียนอยู่ในวัฎฎะจึงควรอบรมเจริญปัญญาเพื่อลดละกิเลส  ขออนุโมทนาทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
wirat.k
wirat.k
วันที่ 21 ส.ค. 2551

การกระทำของเราก็เป็นไปตามการสะสมจริงๆ ครับ

เมื่อฟังพระธรรมแล้วเริ่มเข้าใจบ้างก็จะพอรู้ว่าเป็นสภาพธรรมฝ่ายไม่ดี

ที่ได้สะสมมา มีจริงใช่ไหมครับ  เมื่อได้พิจารณาว่ามีประโยชน์หรือมีโทษ

ก็คงจะค่อยๆ ลดการกระทำที่ไม่เป็นประโยชน์ได้ แต่คงจะไม่ทันทีทันใด

เมื่อเข้าใจพระธรรมมากขึ้น น้อมนำมาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันมากขึ้น

การกระทำที่ไม่เป็นไปในสิ่งที่ถูกที่ควรก็จะค่อยๆ ลดลงบ้างตามกำลังของสติปัญญา

จะละความติดข้องพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสกายได้เด็ดขาด

ก็ต้องเจริญปัญญาเป็นพระอริยบุคคลขั้นพระอนาคามี ซึ่งห่างไกลกับปุถุชน

อย่างเรามาก ซึ่งหนทางที่จะเป็นไปอย่างนั้นก็ต้องเริ่มจากการฟังพระธรรม

....คำแนะนำของทุกๆ ท่านมีประโยชน์มาก นำไปพิจารณาดูนะครับ....

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
Komsan
วันที่ 21 ส.ค. 2551
ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
เจริญในธรรม
วันที่ 25 ส.ค. 2551
ขออนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
kaewin
วันที่ 25 พ.ย. 2551
ขออนุโมทนา  ครับ
 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ