ทำยังไงดี...ถึงจะเลิกดูหนังลามกได้เด็ดขาดครับ
 
kaewin
วันที่  13 ส.ค. 2551
หมายเลข  9567
อ่าน  4,344
ทั้งๆ ที่เรา พยายาม ระลึกสติ ให้ รู้  บางครัง ก็  ระงับ ได้ แต่ บางครั้ง พอ จะระงับกลับคิดอีก ทั้ง ๆ ที่เรา  ไม่ได้ คิด ไม่รู้เป็น  เพราะ ฮอร์โมน เพศชาย หรือ ว่าจิตที่ติดข้อง มากๆ   พยายามพิจารณา อสุภะแล้วเห็นว่ายากครับ เพราะเป็นแค่จิตนึกคิดเท่านั้น เหมือนเราจินตนาการ ซะ.งั้น...   ผู้รู้ วิธี ช่วยด้วยนะครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
prachern.s
วันที่ 14 ส.ค. 2551
ถ้าตั้งใจจริงๆที่จะเลิกก็ไม่น่าจะอยาก คือเพียงไม่เปิดไม่ดูเพียงอย่างเดียวก็จบ แต่ถ้าตราบใดที่ยังมีสื่อพวกนี้อยู่ก็อดดูไม่ได้อีก ทางที่ดีคือไม่ควรมีอย่างว่านี้ไว้ครอบครองควรทิ้งไปเสียให้ไกลๆ ควรใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ อย่าปล่อยให้ว่างงาน ไม่ควรอยู่ตามลำพัง ควรมีกิจกรรมกับผู้อื่น ควรฟังพระธรรมให้มากๆ  ในพระไตรปิฎกแสดงข้าศึกของกามราคะโดยตรงคืออสุภะ หรือกายคตาสติ การพิจารณาร่างกายอาการ ๓๒โดยความเป็นของไม่งาม ซึ่งถ้าพิจารณาอย่างแยบคายตามนัยที่ท่านแสดงไว้ย่อมข่มกามราคะได้ แต่จะละได้เด็ดขาดต้องอบรมเจริญปัญญาจนถึงอนาคามิมรรค จึงจะดับกามราคะได้เป็นสมุจเฉท..
 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 14 ส.ค. 2551
     
      แต่ละบุคคลที่เกิดมา    มีอกุศลมากด้วยกันทั้งนั้น   มีมากจนกระทั่งไม่สามารถที่จะนับได้เลย       คงไม่ต้องกล่าวถึงในอดีตชาติที่ผ่าน ๆ มา    เพียงแค่พิจารณาดูในชาติปัจจุบันนี้  แม้ในวันนี้  ก็จะเห็นได้ว่า  กุศลจิตเกิดน้อยมาก   แต่สำหรับ อกุศล กลับเกิดบ่อย และรวดเร็ว  ทั้งติดข้อง  ยินดี  พอใจ  หรือ หงุดหงิด ไม่พอใจ  โกรธ  เป็นต้น      สำหรับความติดข้องยินดีพอใจ  (โลภะ หรือ ตัณหา) นั้น     มีมากในชีวิตประจำวันและหลากหลายไปตามการสั่งสมมาของแต่ละบุคคล แผ่ซ่านไหลไป ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ (มีข้อความหนึ่งที่ควรพิจารณา คือ ตัณหาเป็นเครื่องบริโภคสิ่งที่เป็นพิษ   แม้แต่สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์   ก่อให้เกิดโทษ  ยังติดข้อง  ยังยินดีพอใจได้)      การที่จะดับอกุศลที่สั่งสมมาอย่างเนิ่นนานในสังสารวัฏฏ์ให้หมดสิ้นไปในทันทีทันใดนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จึงต้องอาศัยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมพิจารณาพระธรรม  บ่อย ๆ เนือง ๆ (ฟังวันเดียว  หรือ  ครั้งเดียว  ไม่พอ) เพื่อเป็นเครื่องปรุงแต่งให้สติเกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ  ตามความเป็นจริงการฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง นั้น  เป็นประโยชน์เกื้อกูลในชีวิตประจำวัน
 
ที่จะทำให้เป็นผู้ปราศจากความมัวเมาด้วยอกุศลประการต่าง ๆ  
ทั้งทางตา       ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น    ทางกาย  ทางใจ   ได้ในที่สุด   ครับ    ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านและขออุทิศกุศลให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง...
 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
happyindy
วันที่ 14 ส.ค. 2551

คุณก็คงสะสมมาที่จะชอบคิดเรื่องนี้บ่อยๆ

เหมือนคนอื่นๆ ที่ชอบคิดเรื่องอื่นๆ บ่อยๆ แหละมั้งคะ

ความคิด ห้ามไม่ได้ด้วยสิ มีเหตุปัจจัยสะสมมา มันก็ย่อมคิด

แต่เหมือนเคยได้ยินทางการแพทย์พูดว่า ถ้าเป็นเรื่องฮอร์โมน

คุณก็น่าไปออกกำลังกายมากๆ แบบเป็นเวลาที่แน่นอนทุกวันดีมั้ย

หากิจกรรมอะไรทำ เช่น หากลุ่มเพื่อนสนทนาธรรม แทนการฟังธรรมคนเดียว

(เพราะเดี๋ยวคุณก็คิดอะไรต่อมิอะไรบ่อยๆ อีก)

และพยายามอย่าเข้าใกล้สิ่งที่คุณรู้อยู่แล้วว่าเป็นโทษ

ถ้ายังไม่ใช่คนใจแข็ง ก็ควรอยู่ห่างไว้ดีกว่า

หรือถ้ามีเก็บไว้ ก็แค่ใส่ถุงดำทิ้งลงถังขยะเทศบาลไป (อย่าไปหาซื้อมาเก็บไว้อีกล่ะ)

หาสิ่งที่ชอบอย่างอื่นที่เป็นโทษน้อยกว่าการคิดเรื่องนี้ มาไว้คิดบ่อยๆ แทน

เช่น คิดเรื่องโทษของการติดข้อง......

สะสมการคิดอย่างอื่น เรื่องอื่นที่เป็นกุศลบ่อยๆ เท่าที่ทำได้ (อาจคิดน้อย แต่บ่อยๆ ไง)

การคิดทางอกุศล คงค่อยๆ เบาบางลงได้บ้าง นิดนึงก็ยังดี

ขออนุโมทนาที่คุณเป็นผู้ตรงต่อตัวเองนะคะ

ขออนุโมทนาคุณ prachern.s และคุณ khampan.a

และผู้ที่เจริญกุศลทุกท่านด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 14 ส.ค. 2551

กามคุณมีสุขน้อย มีโทษมาก  ต้องตั้งใจพยายามสำรวมระวังทางกาย ทางวาจา 

เปลี่ยนจากอกุศลให้เป็นกุศล เช่น การฟังธรรม การตั้งใจรักษาศีล การให้ทานค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ปริศนา
วันที่ 14 ส.ค. 2551


ขอเล่าเรื่องของท่านที่เคารพท่านหนึ่งท่านชอบทานเหล้าฝรั่งและฟังธรรมมะไปด้วยวันหนึ่งท่านบอกว่า...เลิกทานเหล้าได้เองด้วยความสมัครใจ.
แต่ว่า...ตัวข้าพเจ้านั้นยังเลิกกาแฟไม่ได้เลยค่ะ!ฟังไปดื่มไป...ติดในรสเสียมากมาย.
ขอแนะนำว่า...ไม่ว่าคุณจะติดอะไรควรแบ่งเวลาให้กับการฟังพระธรรมบ้างอย่างน้อย ให้รู้ลักษณะของกุศลและอกุศลว่าต่างกัน...ปัญญาเท่านั้นละโลภะความติดข้องได้ด้วยการฟังธรรมให้เข้าใจแล้วน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติตามเท่าที่เหตุปัจจัยจะอำนวย.


แล้วธรรมคือสติ ปํญญา จะทำหน้าที่ของเขาเองตามเหตุ ตามปัจจัย...ไม่มีตัวตนไปบังคับ

และต้องไม่ลืมว่า

ธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงคือ ศีล ๕ นั้นพึงระลึกสำรวมระวังให้มากเพราะตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนยังไม่บรรลุมรรคผลเป็นพระโสดาบันแล้วยังมีโอกาสล่วงศีลได้ทุกข้อและการล่วงศีล ๕ นอกจากสร้างปัญหาให้ตัวเองและสังคมแล้วยังนำเกิดในอบายภูมิได้อีกด้วย.

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
ปริศนา
วันที่ 14 ส.ค. 2551


พระผู้มีพระภาคไม่ได้ทรงห้ามใคร ไม่ให้ติดอะไร เพราะห้ามไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ เป็นอนัตตาถ้าพระองค์ทรงบังคับได้...ห้ามได้ธรรมะก็ไม่ใช่อนัตตา และทุกคนคงเป็นพระอรหันต์ไปหมดแล้วแต่พระองค์ก็ไม่ทรงสนับสนุนให้ใครเกิดอกุศลจิตเลยและพระองค์ทรงแสดงทางแห่งปัญญาแสดงอริยสัจจ์และสติปัฏฐาน ๔อันเป็นมรรค คือการดับทุกข์เป็นสมุจเฉทหน้าที่ของสาวก คือให้เข้าใจ แล้วน้อมมาประพฤติปฏิบัติตาม เป็นทางเดียวที่จะละคลายความติดข้องได้เพราะโลภะ (ตัณหา ราคะ)ต้องละด้วยปัญญาเท่านั้น.

...............................................
อันที่จริง ทุกคนก็ติดในสิ่งต่างๆตามการสั่งสมทั้งนั้นไม่ติดสี เช่นหน้ง... ก็ติดกลิ่น ติดรส ติดเพลง ติดความสะดวกสบายต่างๆ เป็นต้น.
แม้แต่ติดความสงบ...ซึ่งดูเหมือนจะดีแต่ก็ไม่ดีจริง...เพราะขึ้นชื่อว่าติดอยู่ดี.
จึงไม่ควรขาดการฟังธรรมให้เข้าใจชีวิตประจำวัน หากไม่เป็นไปในทาน  ศีล  ภาวนาก็เป็นอุศลจิตที่ติดข้องในสิ่งต่างไม่มีใครบังคับสภาพธรรมได้แต่ระลึกรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงได้

ด้วยการศึกษาพระธรรมวินัยให้เข้าใจอย่างน้อยก็ทราบว่าสภาพธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลนั้นต่างกัน........................................ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนก็ต่อเมื่ออบรมเจริญปัญญามีพระธรรมเป็นที่พึ่ง

คือไม่ขาดการศึกษาพระธรรมให้เข้าใจความเข้าใจคือปัจจัยแก่การปฏิบัติการปฏิบัติคือปัจจัยให้เกิดปัญญาปัญญาเท่านั้นที่จะกำจัดกิเลสได้........................................

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
swl
วันที่ 14 ส.ค. 2551

     พยายามฟังธรรมไปเรื่อย ๆ นะคะ   และต้องตั้งใจอย่างจริง ๆ กับตัวเองด้วยว่าอยากขัดกิเลสตัวนี้ออกไปจากใจเรา    หากฟังธรรมจนเข้าถึงใจแล้ว   ความละอายจะเกิดขึ้นเองเมื่อคิดจะทำอกุศลกรรมใด ๆ       เราต้องใส่ใจในธรรมะเหมือนเลี้ยงดูนกเล็ก ๆ (กุศลจิต) ในใจเราให้เติบโตแข็งแรง
 
เพื่อไว้ต่อสู้กับเจ้าผีร้าย(อกุศลจิต)ที่ชอบออกอาละวาดค่ะ      ขออนุโมทนาในความเป็นผู้ตรง และตั้งใจดีด้วยค่ะ 

 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
suwit02
วันที่ 14 ส.ค. 2551

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
paderm
paderm
วันที่ 15 ส.ค. 2551

                                ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

                                         มีคำที่น่าคิดในพระไตรปิฎกที่กล่าวว่า

   " ลมแรงยังพัดเขาสิเนรุได้ ทำไมจะไม่พัดใบไม้เก่าๆให้กระจัดกระจายไม่ได้"

      ผู้มีปัญญาแม้กิเลสมีราคะ เป้นต้นเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมมีกำลัง ปัญญาก็ย่อมไม่เกิด แม้

ผู้ทีได้ฌานก็ยังเสื่อมจากฌาน จะกล่าวไปใยถึงใบไม้เก่าๆที่ไมได้มีปัญญามากมายอะไร

ที่จะไม่หวั่นไหว เมือ่กิเลสเกิดขึ้น   ดังนั้นจึงไม่ใช่เมื่อบอกให้ทำแล้วจะทำได้ ต้องมั่นคงว่าสะสมอะไรมามาก และก็ไม่ใช่

หมายถึงบอกให้ปล่อย เพียงแต่ให้รู้ความจริงว่าธรรมมีเหตุปัจจัยก็เกิดขึ้น ทุกอย่างเป็น

ธรรม ต้องไม่ลืมตรงนี้ ไม่งั้นก็จะเดือดร้อนกับสิ่งที่เกิดขึ้น    เพราะมีเราก็ต้องเดือดร้อน

สะสมอะไรมากมายในอดีตที่ผ่านมา เมื่อมีเหตุ จิตก็น้อมไปในทางที่สะสมมา สะสมเหตุ

ใหม่โดยการฟังพระธรรม แล้วเข้าใจความจริงที่เกิดขึ้น โดยมั่นคงว่าเป็นธรรมและเป็น

อนัตตา

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
paderm
paderm
วันที่ 15 ส.ค. 2551

   บทว่า สพฺพตฺเถสุ น รชฺชติ ได้แก่ ย่อมไม่กำหนัดในสักกายธรรมทั้งปวงอันมีประเภทต่างกันไม่น้อยโดยมีในอดีตเป็นต้น คือ ไม่ให้ราคะเกิดด้วยการบรรลุอริยมรรค.        มลทินนั้น จะนำออกไปได้ก็ด้วยน้ำ (แต่) สังกิเลสหาเป็นเช่นนั้นไม่ แต่ (เพราะ) สังกิเลสมีราคะเป็นต้น ที่เป็นมลทินของจิตจะนำออกไปได้ด้วยพระอริยมรรคเท่านั้น.          แสดงให้เห็นว่าการจะไม่ให้โลภะเกิดเมื่อเหตุปัจจัยพร้อมจริงๆนั้นต้องดับกิเลสด้วยการเจริญอริยมรรคมีองค์  8 ซึ่งปัญญาขั้นแรก ด้วยการรู้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา
 
                                                   ขออนุโมทนาครับ
                              อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
kaewin
วันที่ 15 ส.ค. 2551
ขออนุโมทนา สำหรับทุกแนวความคิด ครับ  ขอบคุณ  สาธุ...
 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 16 ส.ค. 2551

สภาพธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชีวิตปัจจุบันไม่ว่าความโกรธ  ความติดข้อง  ความไม่รู้

ซึ่งเกิดขึ้นมานั้น ล้วนสั่งสมมาแต่อดีต เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมก็เกิดขึ้น ไม่สามารถบังคับ

บัญชาได้  เมื่อได้มาศึกษาพระธรรมจึงรู้ว่าในชีวิตปัจจุบันความติดข้องเกิดขึ้นบ่อยมาก

ซึ่งก็คือ โลภเจตสิก  แม้ว่าจะเป็นอกุศลจิตยังไม่เป็นอกุศลกรรมบถ  ก็ไม่ควรประมาท

แม้ในอกุศลจิตเล็กๆน้อยๆ เพราะถ้าสั่งสมไปเรื่อยๆก็จะเป็นอกุศลจิตที่มีกำลังจน

สามารถล่วงเป็นอกุศลกรรมบถได้   เห็นด้วยกับหลายๆความคิดเห็นน่ะค่ะ โดยเฉพาะ

คำแนะนำคุณ prachern.s ค่ะ

ถ้าตั้งใจจริงๆที่จะเลิกก็ไม่น่าจะอยาก คือเพียงไม่เปิดไม่ดูเพียงอย่างเดียวก็จบ แต่ถ้าตราบใดที่ยังมีสื่อพวกนี้อยู่ก็อดดูไม่ได้อีก ทางที่ดีคือไม่ควรมีอย่างว่านี้ไว้ครอบครองควรทิ้งไปเสียให้ไกลๆ ควรใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ อย่าปล่อยให้ว่างงาน ไม่ควรอยู่ตามลำพัง ควรมีกิจกรรมกับผู้อื่น

การฟังพระธรรมบ่อยๆก็จะช่วยได้เพราะสั่งสมความเข้าใจถูกเห็นถูกในสภาพธรรมตาม

ความเป็นจริงเป็นไปเพื่อการออกจากวัฎฎะ  และเห็นโทษของการสั่งสมกิเลส ซึ่งต้อง

วนเวียนอยู่ในวัฎฎะจึงควรอบรมเจริญปัญญาเพื่อลดละกิเลส  ขออนุโมทนาทุกท่านค่ะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
wirat.k
wirat.k
วันที่ 21 ส.ค. 2551

การกระทำของเราก็เป็นไปตามการสะสมจริงๆครับ

เมื่อฟังพระธรรมแล้วเริ่มเข้าใจบ้างก็จะพอรู้ว่าเป็นสภาพธรรมฝ่ายไม่ดี

ที่ได้สะสมมา มีจริงใช่ไหมครับ  เมื่อได้พิจารณาว่ามีประโยชน์หรือมีโทษ

ก็คงจะค่อยๆลดการกระทำที่ไม่เป็นประโยชน์ได้ แต่คงจะไม่ทันทีทันใด

เมื่อเข้าใจพระธรรมมากขึ้น น้อมนำมาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันมากขึ้น

การกระทำที่ไม่เป็นไปในสิ่งที่ถูกที่ควรก็จะค่อยๆลดลงบ้างตามกำลังของสติปัญญา

จะละความติดข้องพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสกายได้เด็ดขาด

ก็ต้องเจริญปัญญาเป็นพระอริยบุคคลขั้นพระอนาคามี ซึ่งห่างไกลกับปุถุชน

อย่างเรามาก ซึ่งหนทางที่จะเป็นไปอย่างนั้นก็ต้องเริ่มจากการฟังพระธรรม

....คำแนะนำของทุกๆท่านมีประโยชน์มาก นำไปพิจารณาดูนะครับ....

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
Komsan
วันที่ 21 ส.ค. 2551
ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
เจริญในธรรม
วันที่ 25 ส.ค. 2551
ขออนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
kaewin
วันที่ 25 พ.ย. 2551
ขออนุโมทนา  ครับ
 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ