Print 
ดูหนัง กับ ฟังธรรม
 
ปุจฉา
วันที่  25 ธ.ค. 2550
หมายเลข  6679
อ่าน  2,350
1.  เมื่อก่อนเป็นคนที่ชอบดูหนังมาก  เช่ามาดูวันละไม่ต่ำกว่า 2 เรื่องต่อวัน  พอได้ศึกษาพระธรรม ก็เริ่มพบว่า  รู้สึกอึดอัด (ด้วยความเป็นเรา) กับสิ่งที่หนังนั้นนำเสนอมาก    เมื่อก่อน จะชอบหนังที่ชวนให้น่าติดตาม น่าพิสวง แต่พอเริ่มจะระลึกได้ว่า มีแต่ อกุศลจิต ที่เกิดทั้งนั้น ยิ่งดูเนื้อหาในหนังก็ยิ่งเกิดกิเลส เหมือนถูกชักจูงให้ไม่มีหิริ โอตตัปปะ ในการกระทำของตัวเอกที่ชาวโลกมองว่าน่าสะใจ หรือถูกใจ  ซึ่งจากการฟังพระธรรม  ผมกลับเห็นว่า  เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะกระทำเลย    
แม้จะกำลังดูหนังฝรั่งชื่อดังที่สร้างจากหนังสือนิทานพ่อมดเรื่องหนึ่ง  ก็กลับทำให้หดหู่ใจไม่ค่อยอยากจะทนดูต่ออีก  เพราะยิ่งดู...ก็ยิ่งทรมาน แต่โลภะก็ทำให้คิดว่า ไหนๆ ก็เช่ามาดูแล้วก็น่าจะดูให้ถึงตอนจบ  กลายเป็นว่า เป็นการดูหนังที่น่าปวดหัว  เพราะเหนื่อยกับอกุศล  จิตไม่เบาเหมือนตอนฟังพระธรรมของท่าน อ. สุจินต์   
นี้จะเป็นอานิสงส์ของการฟังพระธรรมไหมครับ  ที่ทำให้เกิดความคิดอย่างนี้ขึ้นได้    แต่ในความที่ผมเป็นปุถุชน  ผมก็ยังคงกลับไปติดอยู่  ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่ามันเป็นกาม ซึ่งมีโทษ จะพอมีพระธรรมใด  ที่จะช่วยให้เราเริ่มคลายเรื่องพวกนี้ได้บ้างไหมครับ  ขอขอบพระคุณครับ
  ความคิดเห็นที่ 1  
 
แล้วเจอกัน
วันที่ 25 ธ.ค. 2550

               ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

ลืมไปอีกแล้วครับ   ว่าทุกอย่างเป็นธรรม  ขณะที่หาวิธี ขณะนั้นก็ข้ามว่า แม้อกุศลหรือ

สภาพธัมมะต่างๆที่เกิดขึ้นในขณะนั้นก็เป็นธรรมทั้งนั้น เมื่อเราศึกษาธรรม เริ่มเข้าใจว่า

กิเลสเป็นอกุศลธรรม   เป็นสิ่งที่ไม่ดี เมื่อเข้าใจอย่างนี้   เมื่อกิเลสต่างๆเกิดขึ้น   ก็เกิด

ความเป็นตัวตนที่ไม่อยากให้กิเลสนั้นๆเกิดเพราะรู้ว่าไม่ดี   ดังนั้นการรู้ว่ากิเลสไม่ดีด้วย

ความเป็นเรา   กับรู้ความไม่ดี(กิเลส)โดยความเป็นธัมมะจึงต่างกัน  ดังนั้นอานิสงส์ของ

การฟังพระธรรมจึงแตกต่างกันตามระดับความเข้าใจ        โดยเฉพาะในความเข้าใจว่า

ทุกอย่างเป็นธรรมไม่ใช่เรา     เห็นโทษของอกุศล    เป็นอานิสงส์ของการฟังพระธรรม

ระดับหนึ่ง   แต่เดือดร้อนเพราะอกุศลที่เกิด    ไม่ใช่อานิสงส์ของการฟังพระธรรม  แต่

เพราะยังหลงลืมสติและยังไม่มั่นคงว่าทุกอย่างเป็นธัมมะ    ขอให้เข้าใจว่าเป็นธรรมดา

และความเดือดร้อนใจกับอกุศลก็เป็นธัมมะครับ    จนกว่าจะมั่นคงว่าทุกอย่างเป็นธัมมะ

เมื่อนั้นก็จะเบาขึ้นเพราะเกิดจากความเข้าใจ     แม้ขณะดูหนังหรือการใช้ชีวิตประจำวัน

ครับ หากแต่ว่าถ้ารู้ว่าสิ่งใดทำให้เดือดร้อนใจมาก    เพราะเรายังไม่มั่นคงก็เสพในสิ่งที่

ควรเสพ อันทำให้กุศลเจริญครับ   ขอให้เป็นผู้มีปรกติอบรมเจริญปัญญา(สติปัฏฐาน)

                                      ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
แล้วเจอกัน
วันที่ 25 ธ.ค. 2550
 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
K
K
วันที่ 26 ธ.ค. 2550

ตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนและยังอยู่ในเพศคฤหัส เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะประสบกับสิ่งที่

ควรเสพบ้าง-ไม่ควรเสพบ้าง คบหากับผู้ที่ควรคบบ้าง-ผู้ที่ไม่ควรคบบ้าง และทำกิจอัน

ควรบ้าง-กิจอันไม่ควรบ้าง  ความเข้าใจขั้นการฟังที่ยังไม่มั่นคงพออาจทำให้รู้สึกอึดอัด 

 นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน  เพราะหากขาดการพิจารณาโดยแยบคายแล้ว กุศลก็เป็น

ปัจจัยให้เกิดอกุศลได้   ขอให้ฟังพระธรรมต่อไปด้วยความตั้งใจและพิจารณา  รวมทั้ง

สอบทานกับท่านผู้รู้และพระไตรปิฎก เมื่อความเข้าใจมั่นคงขึ้น   ความอึดอัดทั้งหลาย

จะละคลายลง     และจะเห็นธรรมเป็นธรรมในชีวิตประจำวันตามปรกติด้วยปัญญา

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ปุจฉา
วันที่ 26 ธ.ค. 2550

ขออนุโมทนาในคำตอบของทั้งสองท่านครับ       จะว่าไป ปุถุชนหลงลืมสติบ่อยจริงๆ  

แล้วก็เดือดร้อนด้วยความเป็นเราอยู่เรื่อยเลย ลืมตลอดว่าเป็นธรรมะ เป็นปรมัตถธรรม

เป็นอภิธรรม แล้วก็มักจะมีคำถามด้วยความมีตัวตนผุดขึ้นมาอีกว่า  ""แล้วจะทำยังไงให้

เป็นธรรมะ" แล้วก็จะได้รับคำตอบว่า      "ถ้ายังไม่มั่นคงในธรรมะ ก็ยังจะต้องฟังต่อไป" 

แสดงว่า  กว่าที่จะปัญญาจะมีกำลังจนเห็นว่าเป็น "ธรรมะ" โดยสติปัฏฐานเกิด  ต้อง

ผ่านการสั่งสมกลั่นกรองความเข้มข้นทีละนิดๆ จริง ๆ           โดยระยะเวลาที่นานอย่าง

มาก    ถ้าจะเปรียบเทียบก็คงจะคล้ายกับ "ไข่มุก" ซึ่งกว่าที่จะได้ไข่มุกแท้สักเม็ดหนึ่ง ก็

อาศัยเวลาหลายปี   แต่ "ปัญญา" เป็นนามธรรม  เราก็คงจะประมาณความยากและยาว

นานของปัญญาที่เจริญแล้วไม่ได้  ผมคิดว่าต้องไม่ใช่แค่ชาตินี้ชาติเดียวแน่ๆแต่คงจะรู้

ได้เมื่อเป็นพระอรหันต์เพราะเห็นการสั่งสมปัญญาเป็นหมื่นเป็นแสนกัปป์ ใช่ไหมครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 26 ธ.ค. 2550

สิ่งใดทำแล้วกุศลเจริญ  ก็ควรทำสิ่งนั้น  แต่ถ้าสิ่งใดทำแล้วอกุศลเจริญ  ก็ควรงดสิ่งนั้นค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
pornpaon
วันที่ 26 ธ.ค. 2550

เป็นธรรมดาของการที่ยังมีเราค่ะ จึงมักที่อยากจะเลือก และมีความพอใจแต่เฉพาะสภาพธรรมที่เป็นกุศล  ทั้งที่โดยความเป็นจริงสภาพธรรมที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นบ่อยมากกว่า   แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว   ความเป็นเราก็มักจะเลือกที่จะไม่ชอบและกำจัดมันไปแทนการที่จะเรียนรู้สภาพธรรมนั้น เข้าใจ และละในกาลต่อไปขออนุโมทนา

 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ