ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
เรียนถามท่านอาจารย์ Khampan.a ครับ
ขอเรียนถามว่า
1. ข้อความไหนใน "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" ที่บรรยายถึงเรื่อง "อนัตตา" ครับ ถ้าไม่มี การที่ปัญจวัคคีย์
บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันได้นั้น ก็ไม่ต้องรู้เรื่องของ "อนัตตา" เลย
ถ้ามีและปัญจวัคคีย์บรรลุได้เพราะรู้ "อนัตตา" แล้วไซร้
ด้วยปัญญาบารมีที่พระปัญจวัคคีย์มีอยู่ พระพุทธเจ้าทำไมต้องตรัส "อนัตตลักขณสูตร" อย่างชนิดที่สอนให้ผู้ที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนเลย
และสอนถึงวิธีการทำสัมมสนญาณจนถึงปัจจเวกขณญาณ
2. ก่อนตาย ท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐี ได้ฟังท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรแสดงเรื่องอนัตตาให้ฟัง ทำไมท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีถึงกับบอกว่าไม่เคยได้ฟังมาก่อน แสดงว่า การบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ไม่ต้องรู้เรื่องอนัตตามาก่อนใช่หรือไม่ครับ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
๑. พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง
ทรงแสดงตามความเหมาะควรแก่อัธยาศัยของผู้ฟัง
พระองค์ทรงรู้ถึงการสะสมของผู้ฟังว่าจะได้รับประโยชน์จากพระธรรมในส่วนใด
ที่สำคัญคือพระธรรมละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นพระสูตรใด
ตลอดทั้งพระไตรปิฎก ไม่พ้นจากความเป็นธรรมที่เป็นอนัตตา
รวมถึงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรหรือปฐมตถาคตสูตรซึ่งเป็นพระธรรมเทศนาครั้งแรกของพระองค์ด้วย
ซึ่งจะเห็นได้จริงๆ ว่า ไม่ว่าจะเป็นหนทางที่ไม่ควรดำเนิน
หนทางที่ควรดำเนิน และอริยสัจจ์ทั้ง ๔
ล้วนเป็นธรรมที่เป็นอนัตตาทั้งหมด
๒. ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
ได้บรรลุธรรมถึงความเป็นพระโสดาบัน
ก็ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจในความเป็นจริงของธรรม
เข้าใจในความเป็นธรรมที่เป็นอนัตตา
ท่านได้ฟังอนุปุพพิกถาและอริยสัจจ์ทั้ง ๔ (สุทัตตสูตร) ในเวลาจบพระธรรมเทศนาก็ทำให้ท่านได้ประจักษ์แจ้งความจริงรู้แจ้งอริยสัจจธรรมถึงความเป็นพระโสดาบัน
ส่วนเหตุผลที่ท่านอนาถบิณฑิเศรษฐีได้กล่าวกับท่านพระสารีบุตรเถระ
เมื่อได้ฟังอนาถบิณฑิโกวาทสูตรว่า " ...
ไม่เคยได้สดับธรรมมีกถาเห็นป่านนี้"
เพราะส่วนใหญ่แล้วท่านจะได้ฟังพระธรรมที่กล่าวถึงการให้ทาน
แต่ก็ไม่ใช่ว่าท่านจะไม่ได้เข้าใจในความเป็นอนัตตา
แม้ในขณะที่ให้ทาน ก็ไม่ใช่ตัวตนที่ให้
แต่เป็นความเป็นไปของธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย
ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น
ขอเชิญอ่านข้อความเพิ่มเติมใน [เล่มที่ 23] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้า 424-425(อรรถกถาอนาถบิณฑิโกวาทสูตร) ดังนี้
คําว่า "ธรรมกถาทํานองนี้ กระผมยังไม่เคยได้ฟังเลย" คือ
อุบาสกนี้กล่าวว่า ธรรมกถาทํานองนี้ แม้จากสํานักพระศาสดา
กระผมก็ยังไม่เคยได้ฟังเลย. ถามว่า
พระศาสดาไม่ทรงแสดงถ้อยคําที่ละเอียดลึกซึ้งแบบนี้หรือ. ตอบว่า
ไม่ทรงแสดงก็หาไม่. แต่ทว่าถ้อยคําที่ทรงแสดงถึงอายตนะภายใน ๖
อายตนะภายนอก ๖ พวกวิญญาณ ๖ พวกผัสสะ ๖ พวกเวทนา ๖ ธาตุ ๖ ขันธ์ ๕
อรูป ๔ โลกนี้และโลกหน้า แล้วตรัสใส่ไว้ในความเป็นพระอรหันต์
ด้วยอํานาจรูปที่ตาได้เห็นแล้ว เสียงที่หูได้ยินแล้ว กลิ่นรส
โผฏฐัพพะ ที่จมูก ลิ้นกายได้ทราบแล้ว
และธรรมารมณ์ที่ใจได้รู้แจ้งแล้ว ท่านคฤหบดีนี้ยังไม่เคยฟัง
เพราะฉะนั้น จึงกล่าวอย่างนั้น
อีกอย่างหนึ่ง อุบาสกนี้ ยินดียิ่งในทาน
เมื่อจะไปสํานักพระพุทธเจ้าจึงไม่เคยไปมือเปล่า
เมื่อจะไปก่อนฉันก็ให้คนเอาข้าวต้มและของขบเคี้ยวเป็นต้นแล้วจึงไป
เมื่อจะไปหลังฉันแล้ว ก็ให้เอาเนยใส
น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้นแล้วจึงไป เมื่อไม่มีสิ่งนั้น
ก็ให้แบกหามทรายเอาไปเกลี่ยลงในบริเวณพระคันธกุฎี ครั้นให้ทาน
รักษาศีลเสร็จแล้วจึงกลับไปสู่เรือน. เล่ากันว่า
อุบาสกนี้มีคติแบบโพธิสัตว์ ฉะนั้น ตลอดเวลา ๒๔ ปี
โดยมากพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส แต่ทานกถาเท่านั้นแก่อุบาสกว่า อุบาสก
ธรรมดาว่าทานนี้ เป็นทางดําเนินของเหล่าโพธิสัตว์
เป็นทางดําเนินของเราด้วย
เราได้ให้ทานมาเป็นเวลาสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป
ท่านก็ชื่อว่าดําเนินตามทางที่เราได้ดําเนินมาแล้วโดยแท้.
ถึงพระมหาสาวกมีพระธรรมเสนาบดีเป็นต้น
ในเวลาที่อุบาสกมาสู่สํานักของตนๆ ก็แสดงแต่ทานกถาแก่ท่านเหมือนกัน.
เพราะเหตุนั้นแล ท่านจึงว่า คฤหบดีธรรมกถาเห็นปานนี้
ย่อมไม่ปรากฏแก่พวกคฤหัสถ์ผู้นุ่งห่มขาวเลย.
มีคําที่ท่านอธิบายไว้อย่างนี้ว่า คฤหบดีสําหรับ
พวกคฤหัสถ์มีความพัวพันเหนียวแน่นแต่ในนา สวน เงิน ทอง คนใช้หญิง
ชาย บุตรและภรรยาเป็นต้น เอาแต่ความพอใจและความกลุ้มรุมอย่างแรง
ถ้อยคําว่าอย่าทําความอาลัยใยดีในสิ่งเหล่านี้
อย่าไปทําความพออกพอใจ ดังนี้ จึงไม่ปรากฏ คือ
ย่อมไม่ชอบใจแก่คฤหัสถ์เหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้
ขอเชิญอ่านพระสูตรที่ทำให้ท่านอนาถบิณฑกเศรษฐีได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมถึงความเป็นพระโสดาบัน
ที่หัวข้อด้านล่างนี้ ครับ
สุทัตตสูตร
อนาถบิณฑิกคหบดีเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าครั้งแรก
... ยินดีในกุศลของ "ผู้ยังศึกษา" และทุกๆ ท่านด้วยครับ ...
