ตนเต็มไปหมดเลย แต่ใครจะรู้ว่าตนคือธรรม

  
เมตตา
วันที่  3 พ.ย. 2569
หมายเลข  53303
อ่าน  19

[เล่มที่ 34] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต เล่มที่ ๓๔ - หน้า 187

๑๐. อธิปไตยสูตร (ว่าด้วยอธิปไตย ๓)

ชื่อว่าความลับ ย่อมไม่มีในโลก สำหรับผู้ทำการบาป แน่ะ บุรุษ ตัวของท่านย่อมรู้ว่าจริงหรือเปล่า ผู้เจริญ ท่านดูหมิ่นตัวเอง ซึ่งเป็นพยานอย่างดีเสียแล้ว เมื่อบาปมีอยู่ในตัว ไฉนท่านจะปิดซ่อนมัน (ไม่ให้ตัวเองรู้) ได้

เทวดาทั้งหลายและตถาคตทั้งหลาย ย่อมเห็นคนเขลาที่ประพฤติไม่สมควรอยู่ในโลก เพราะเหตุนั้นแหละ บุคคลควรประพฤติเป็นผู้มีตนเป็นใหญ่ควรมีสติ เป็นผู้มีโลกเป็นใหญ่ควรมีปัญญารักษาตน มีความพินิจ เป็นผู้มีธรรมเป็นใหญ่ควรประพฤติตามธรรม

พระมุนีผู้บากบั่นจริง ย่อมไม่เสื่อม ผู้ใดมีความเพียร กำราบมารลามกเสียได้ ถึงธรรมที่สิ้นชาติแล้ว ผู้เช่นนั้นนั่นเป็นพระมุนี รู้แจ้งโลกมีปัญญาดี ไม่มีความทะเยอทะยานในธรรมทั้งปวง.


อ.ธนากร: วันนี้ได้ฟังการสนทนาเกี่ยวกับเรื่องของการเข้าใจธรรมเพื่อที่จะรู้ว่า ไม่ดี แล้วเป็นไปเพื่อละอกุศล เพื่อการเจริญความดีครับ และก็มีเรื่องของความเคารพด้วยครับ ทีนี้ก็มีข้อความหนึ่งในอธิปไตยสูตร แล้วก็เห็นว่า คำหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะว่า ลึกซึ้งโดยอรรถะ โดยปกติแล้วถ้ากล่าวถึงความสำคัญตน ก็เป็นสิ่งที่ไม่ดีแน่นอน เพราะว่า ถ้ามีตนเป็นที่สำคัญก็ไม่สามารถเจริญในคุณความดีได้

แต่ก็มีข้อความหนึ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ไม่ควรดูหมื่นตน เพราะฉะนั้น ในนี้จะต้องไม่ใช่ความสำคัญตนแน่นอน แต่ก็มีความลึกซึ้งอย่างยิ่ง และมีความไพเราะด้วยครับ ก็จะกราบเรียนถามท่านอาจารย์เพื่อความลึกซึ้งครับ

ข้อความก็มีว่า ขึ้นชื่อว่าความลับไม่มีในโลกสำหรับผู้ทำบาปกรรม ดูกร บุรุษ จริงหรือเท็จ ตัวของท่านเองย่อมระรู้ได้ แน่ะ ผู้เจริญ ท่านสามารถที่จะทำความดีได้หนอ แต่ท่านดูหมิ่นตนเองเสีย อนึ่ง ท่านได้ปกปิดความชั่วซึ่งมีอยู่ในตน ท่านนั้นซึ่งเป็นพาล ประพฤติตึงๆ หย่อนๆ อันเทวดา และตถาคตย่อมเห็นได้ เพราะฉะนั้นแหละ คนที่มีตนเป็นใหญ่ ควรมีสติเที่ยวไป คนที่มีโลกเป็นใหญ่ควรมีปัญญาและเพ่งพินิจ และคนที่มีธรรมเป็นใหญ่ควรเป็นผู้ประพฤติโดยสมควรแก่ธรรม มุนีผู้มีความบากบั่นอย่างจริงจัง ย่อมจะไม่เลวลง อนึ่ง บุคคลผู้มีความเพียรข่มขี่มาร คลอบงำมัจจุผู้ทำที่สุดเสียได้แล้ว ถูกต้องธรรมอันเป็นที่สิ้นชาติ บุคคลเช่นนั้นย่อมเป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นเมธาดี เป็นมุนี เป็นผู้หมดทยานอยากในธรรมทั้งปวง

อันนี้เป็นข้อความทั้งหมด แต่ว่าในส่วนช่วงท้ายก็เป็นเรื่องที่ยังห่างไกลมากครับ เพราะว่าเป็นสิ่งที่เป็นการแสดงผลของการอบรมเจริญปัญญา แต่ว่าข้อความในเบื้องต้นที่ท่านแสดงว่า ขึ้นชื่อว่าความลับไม่มีในโลก สำหรับผู้ทำบาปกรรม ดูกร ภิกษุ จริงหรือเท็จตัวของท่านเองย่อมจะรู้ได้ แล้วก็อีกข้อความหนึ่ง พระองค์ก็ทรงแสดงว่า แน่ะ ผู้เจริญ ท่านสามารถที่จะทำความดีได้หนอ แต่ท่านดูหมิ่นตนเองเสียแล้ว

นี่ครับก็จะกราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเรื่องความไม่ดูหมิ่นตนเอง ในที่นี้มีความลึกซึ้งอย่างไรครับ เพราะว่าจริงๆ แล้วไม่มีตนมีแต่ธรรมครับ

ท่านอาจารย์: ตนเต็มไปหมดเลย แต่ใครจะรู้ว่า ตนคือธรรม เห็นไหม!!

เพราะฉะนั้น ต้องตรงตามความเป็นจริง มีความเห็นผิดว่า เป็นตน ขณะนั้นเป็นตน จนกว่าจะรู้ว่าไม่มีตน

ด้วยเหตุนี้ ทุกคำต้องเข้าใจในความลึกซึ้ง

เพราะฉะนั้น ปัญหาที่คุณธนากรยก ซ้ำอีกที

อ.ธนากร: ครับ ขึ้นชื่อว่า ความลับไม่มีในโลก สำหรับผู้ทำบาปกรรม ดูกร บุรุษ จริงหรือเท็จ ตัวของท่านเองรู้ได้ แน่ะ ผู้เจริญท่านสามารถที่จะทำความดีได้หนอ แต่ท่านดูหมิ่นตัวเองเสีย

ท่านอาจารย์: คำถามอยู่ที่ไหน?

อ.ธนากร: คำว่า ดูหมิ่นตนครับ

ท่านอาจารย์: คุณธนากรเคยสนทนากับใครไหมเรื่องธรรม แล้วเขาบอกว่า โอ๊ย! ท่านปัญญานิดเดียวท่านไม่เอาหรอก ไม่สามารถจะรู้ได้ ฉันฟังอย่างอื่นดีกว่า เคยได้ยินไหม?

อ.ธนากร: เคยได้ยินครับ

ท่านอาจารย์: ดูหมิ่นตนหรือเปล่า?

อ.ธนากร: ดูหมิ่นครับ คือแสดงว่าในที่นี้ไม่ได้หมายความว่ามีตัวตน แต่ว่าหมายความว่าผู้นั้นรู้เหตุผล

ท่านอาจารย์: ขอโทษนะ ที่ไหนก็ไม่ใช่ตัวตน แต่ตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริง ก็เป็นตัวตนใช่ไหม?

อ.ธนากร: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: และถึงแม้ว่า คนที่รู้ว่าไม่ใช่ตัวตนแล้ว ก็ยังต้องใช้โวหารว่า เรา หรือตถาคต ไม่ได้หมายความถึงคนอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นไม่ได้รู้ความจริงว่า เป็นธรรม

อ.ธนากร: ครับ เป็นข้อความที่ไพเราะมากเลยครับ เพราะแม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า แน่ะ ผู้เจริญ ท่านสามารถที่จะทำความดีได้หนอ แต่ท่านดูหมิ่นตนเองเสีย อันนี้เตือนอย่างยิ่งครับ แล้วก็ อนึ่ง ท่านได้ปกปิดความชั่วซึ่งอยู่ในตน ท่านนั้นซึ่งเป็นคนพาล ประพฤติตึงๆ หย่อนๆ อันเทวดา และพระตถาคตย่อมเห็นได้ครับ

นี่ครับ พอท่านอาจารย์ยกตัวอย่างอันนี้ชัดเจนเลยครับว่า ไม่ดูหมิ่นตนในที่นี้คือ ไม่ดูหมิ่นธรรมว่าเป็นธรรมที่สามารถอบรมความดีได้ใช่ไหมครับ ไม่ใช่ว่าความดีเป็นสิ่งที่อบรมไม่ได้ก็เลยไม่ทำ แล้วก็ดูหมิ่นเสีย ก็ชื่อว่า ดูหมิ่นตนตามที่ทรงแสดงไว้

ท่านอาจารย์: ทำไมคนไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อ.ธนากร: ดูหมิ่นตนว่า ฟังไม่เข้าใจครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ชัดเจนไหม?

อ.ธนากร: ชัดเจนเลยครับ คือดูหมิ่นธรรมนั้นว่า ไม่มีความสามารถจะเข้าใจอะไรได้ครับ

ท่านอาจารย์: คุณธนากร ทุกอย่างเป็นธรรมหมด!! ต่อไปนี้จะไม่พูดคำว่าตน เขา หรือ? ธรรมๆ หมดหรือ หรือยังไง?

ยังไงต้องใช้โวหารที่ทำให้รู้กัน แม้ว่าผู้นั้นเป็นพระอรหันต์ ท่านพระอานนท์ ถ้าไม่เรียกจะว่าไง? เป็นตนหรือเปล่า หรือไม่ใช่ตน

อ.ธนากร: เป็นครับโดยโวหาร

ท่านอาจารย์: พระอรหันต์ไม่มีความเข้าใจผิด แต่ต้องใช้คำที่เป็นโวหารที่หมายรู้ว่า หมายความถึงธรรมอะไร ใช่ไหม? ธรรมไหน!! ไม่อย่างนั้นไม่สามารถที่จะเข้าใจกันได้

อ.ธนากร: ใช่ครับ ตามที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวเลยครับ เป็นความเข้าใจที่ดีมากเลยครับ เพราะว่าไม่อย่างนั้นก็อาจจะเข้าใจผิดคิดว่า การดูหมิ่นตนหรือว่าการคิดว่า อกุศลมีมาก แต่จริงๆ แล้ว การที่ให้รู้ว่าอกุศลมีมากไม่ได้หมายความว่าเป็นอย่างนั้นต่อไป แต่เพื่อที่จะเข้าใจถูกต้องแล้วขัดเกลา ไม่ใช่การดูหมิ่นตนครับ ไม่อย่างนั้นก็อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าอกุศลมีมากก็เลยไม่ฟัง หรือว่า ไม่ขัดเกลา เราก็ดูหมิ่นตนต่อไป

พอท่านอาจารย์ยกตัวอย่างอย่างนี้ก็ชัดเจนแล้วก็เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งเลยครับที่จะขัดเกลาครับ

ท่านอาจารย์: ก็เข้าใจแล้วใช่ไหม?

อ.ธนากร: ตอนนี้เข้าใจแล้วครับ กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

อธิปไตยสูตร ... วันเสาร์ที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๔

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ธนากร ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ