ด้วยอานุภาพแห่งเทศนาของพระองค์ [อรรถกถาเตลุกานิเถรคาถา]
[เล่มที่ 53] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ - หน้า 52-53
พระเถระ ครั้นประกาศการบรรลุมรรคอันยอดเยี่ยมของตนอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะสดุดีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงแสดงมรรคนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงทางอันสูงสุด
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สลุลํ ได้แก่ ลูกศร คือกิเลสมีทิฏฐิมานะ เป็นต้น.
บทว่า อตฺตสมุฏฺานํ (เกิดในตน) ได้แก่ เกิดขึ้นในอัตภาพอันได้ชื่อว่า อัตตา เพราะเป็นที่ตั้งอยู่แห่งมานะ การถือตัวว่าเป็นเรา.
บทว่า ภวเนตฺติปฺปภาวิตํ (เกิดแต่ตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ) แปลว่า อันตั้งขึ้นจากภวตัณหา คือเป็นที่อาศัยของภวตัณหา. จริงอยู่ ภวตัณหานั้น เป็นแดนเกิดแห่งทิฏฐิและมานะเป็นต้น.
บทว่า เอเตสํ อปฺปวตฺตาย (เพื่อไม่ให้เป็นไปแห่งบาปทั้งหลายมีทิฎฐิและมานะเป็นต้น) ความว่า เพื่อความไม่เป็นไป คือ เพื่อความไม่เกิดขึ้นแห่งบาปธรรมตามที่กล่าวแล้ว.
บทว่า เทเสสิ มคฺคมุตฺตมํ (พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงทางอันสูงสูด) ความว่า ตรัสอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อันสูงสุด คือประเสริฐ และวิปัสสนามรรคอันเป็นอุบายแห่งอริยมรรคนั้น.
บทว่า ทีฆรตฺตานุสยิตํ (อันนอนเนื่องอยู่ในสันดาน..ตลอดกาลนาน) ความว่า นอนประจำ อยู่ในสันดานมานาน ในสงสารอันมีเบื้องต้นและที่สุดรู้ไม่ได้ อันมีพลังอยู่เพราะอาจฟุ้งขึ้นมาได้เมื่อมีเหตุ ต่อจากนั้นจะตั้งอยู่นาน เกาะติดอยู่กับสันดาน.
บทว่า คนฺถํ (กิเลสเครื่องร้อยรัด) ความว่า พระพุทธเจ้า คือพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงลอยบาปได้ ทรงบรรเทาโทษอันเป็นพิษคือกิเลส อันเป็นตัวร้อยรัดในสันดานของเรา มีอภิชฌากายคันถะเป็นต้น ด้วยอานุภาพแห่งเทศนาของพระองค์ คือทรงทำโทษอันเป็นพิษคือกิเลสให้สูญหายไป. ก็เมื่อละกิเลสเครื่องร้อยรัดได้เด็ดขาดแล้ว กิเลสที่ชื่อว่ายังไม่ได้ละ ย่อมไม่มีแล.
จบ
บทว่า เอเตสํ อปฺปวตฺตาย (เพื่อไม่ให้เป็นไปแห่งบาปทั้งหลายมีทิฎฐิและมานะเป็นต้น) ความว่า เพื่อความไม่เป็นไป คือ เพื่อความไม่เกิดขึ้นแห่งบาปธรรมตามที่กล่าวแล้ว.
บทว่า เทเสสิ มคฺคมุตฺตมํ (พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงทางอันสูงสูด) ความว่า ตรัสอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อันสูงสุด คือประเสริฐ และวิปัสสนามรรคอันเป็นอุบายแห่งอริยมรรคนั้น.
บทว่า ทีฆรตฺตานุสยิตํ (อันนอนเนื่องอยู่ในสันดาน..ตลอดกาลนาน) ความว่า นอนประจำ อยู่ในสันดานมานาน ในสงสารอันมีเบื้องต้นและที่สุดรู้ไม่ได้ อันมีพลังอยู่เพราะอาจฟุ้งขึ้นมาได้เมื่อมีเหตุ ต่อจากนั้นจะตั้งอยู่นาน เกาะติดอยู่กับสันดาน.
บทว่า คนฺถํ (กิเลสเครื่องร้อยรัด) ความว่า พระพุทธเจ้า คือพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงลอยบาปได้ ทรงบรรเทาโทษอันเป็นพิษคือกิเลส อันเป็นตัวร้อยรัดในสันดานของเรา มีอภิชฌากายคันถะเป็นต้น ด้วยอานุภาพแห่งเทศนาของพระองค์ คือทรงทำโทษอันเป็นพิษคือกิเลสให้สูญหายไป. ก็เมื่อละกิเลสเครื่องร้อยรัดได้เด็ดขาดแล้ว กิเลสที่ชื่อว่ายังไม่ได้ละ ย่อมไม่มีแล.
จบอรรถกถาเตลุกานิเถรคาถาที่ ๓

