การฟังธรรมต้องไตร่ตรอง ไม่ใช่ตามคำที่ได้ฟัง

  
เมตตา
วันที่  14 ต.ค. 2569
หมายเลข  53212
อ่าน  36

อ.คำปั่น: ท่านอาจารย์ครับ ถ้ากล่าวถึงธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงครับ มีมากครับ จากที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงว่า มีธรรมอะไรอื่นอีกไหม นอกจากเห็นครับ ก็แต่ละขณะก็เป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริงๆ ครับ กระผมก็จะขอยกตัวอย่างประการหนึ่ง ก็คือหลังจากได้ยินเสียงที่เป็นเสียงดัง เป็นเสียงที่ไม่น่าฟังก็เกิดโทสะ เกิดความไม่พอใจเลยครับท่านอาจารย์ ก็เป็นตัวอย่างของธรรมครับว่า ได้ยิน กับสภาพที่เกิดความไม่พอใจครับ ก็กราบท่านอาจารย์ในความละเอียดด้วยครับ

ท่านอาจารย์: ได้ยิน พอใจอะไรหรือเปล่า?

อ.คำปั่น: ขณะที่ได้ยิน ไม่ได้มีความไม่พอใจเกิดด้วยครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ได้ยินจะพอใจได้ไหม?

อ.คำปั่น: ได้ยินจะพอใจไม่ได้ ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต่างกันใช่ไหม ได้ยินเป็นได้ยินเท่านั้นใช่ไหม? ส่วนความพอใจไม่ใช่ได้ยิน แต่รู้สิ่งเดียวกับที่ได้ยินเกิดขึ้นได้ยิน จึงพอใจในสิ่งนั้น เห็นไหม ใครจะรู้ในความละเอียดในความหลากหลาย

ได้ยิน เป็นอื่นไม่ได้นอกจากได้ยิน ทำกิจรู้แจ้งเสียงดับ พอจิตเกิดขึ้นรู้แจ้งเสียง สภาพธรรมที่รู้ในเสียงนั้นก็เกิดความพอใจขึ้น คนละขณะ!!

ถ้าไม่ศึกษาโดยละเอียด ไม่สามารถจะรู้ได้เลยว่า วันหนึ่งๆ แต่ละขณะเกิดดับต่อกันเร็วปานใดเหมือนพร้อมกัน

เพราะฉะนั้น เริ่มเห็นพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่ตรัสรู้อย่างนี้ไม่มีทางออกจากการรวมธรรมที่เกิดดับอย่างรวดเร็วว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอัตตา เป็นเราเห็น เป็นเราชอบ ค่อยๆ ไตร่ตรอง ค่อยๆ พิจารณาในความเป็นจริงของแต่ละหนึ่งธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงแสดง ให้ได้รู้ให้ได้เข้าใจด้วย มิเช่นนั้น ก็อยู่ในเหวลึกของความมืดมาตลอดเหมือนเดิมไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น แม้จะเห็น แม้จะได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สนุกสนานร่าเริง เดือดร้อน จากชาติหนึ่งไปสู่อีกชาติหนึ่ง ก็เป็นอย่างนี้ไปไม่มีวันสิ้นสุด

เพราะฉะนั้น ต้องเริ่มฟังความจริงที่ลึกซึ้งที่ผู้ที่ตรัสรู้แล้วเท่านั้น จึงสามารถที่จะประจักษ์แจ้งความจริงที่ละเอียดที่ลึกซึ้งอย่างยิ่งของธรรม ที่เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกัน แต่ว่าไม่ใช่สภาพธรรมอย่างเดียวกัน

อ.คำปั่น: ครับท่านอาจารย์ ถ้าเป็นความติดข้องก็เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง แล้วก็ถ้าเป็นความไม่พอใจไม่ชอบก็อีกอย่างหนึ่ง ครับ ก็เป็นคนละอย่างกันด้วยครับ คือที่กราบเรียนถามท่านอาจารย์ตรงนี้ว่า เป็นความเร็วของสภาพธรรมจริงๆ ครับว่า พอได้ยินเสียงก็เป็นเสียงที่ไม่น่าพอใจไปแล้วครับ แล้วก็เป็นเหตุให้เกิดความไม่ชอบ คือไม่พอใจในเสียงนั้นครับ

ก็เหมือนกับพอได้ฟังแล้วอย่างนี้ ก็มาพิจารณาว่า ทำไมไม่ได้พิจารณาในความเป็นจริงของเสียง หรือว่าสภาพที่ได้ยิน ก็เป็นเพียงธรรมที่เกิดแล้วดับแล้วครับ เหมือนกับว่า พออะไรเกิดขึ้นเหมือนกับลืมในความเป็นธรรมไปเลยครับท่านอาจารย์ ก็กราบท่านอาจารย์ได้เกื้อกูลด้วยครับ

ท่านอาจารย์: ใครจะช่วยใครได้ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า!! ไม่ได้ให้ใครทำอะไรเลยทั้งสิ้น แต่ .. จงฟัง จงใส่ใจให้ดี คนอื่นจะมาใส่ใจให้ได้ไหม?

อ.คำปั่น: ไม่ได้ครับท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ต้องรู้ว่า ทำไมพระองค์ตรัสว่า จงฟัง!! เห็นไหม ฟังแล้วไม่ใช่คิดเรื่องอื่น จงใส่ใจให้ดีในแต่ละคำ ธาตุรู้หลากหลายมาก เห็นก็ไม่ใช่ชอบ ไม่ใช่โกรธ เห็นจะไปโกรธไปชอบได้อย่างไร เกิดขึ้นเห็นแล้วดับ จริงไหม?

แต่ .. สภาพธรรมหลากหลายมาก เป็นสิ่งที่น่าพอใจเกิดความติดข้อง เพราะไม่รู้ความจริงว่า สิ่งนั้นดับแล้ว ฟังแค่นี้เชื่อไหมล่ะ? เข้าใจไหมล่ะ? จริงไหมล่ะ? ค่อยๆ มั่นคงขึ้น ไม่ใช่ให้ไปทำอะไรทั้งสิ้น

แต่ให้ตรงต่อความเป็นจริง เพราะแม้ขณะนั้นก็ไม่ใช่เรา ทรงแสดงละเอียดยิ่งว่า แล้วเป็นอะไรล่ะๆ ๆ ตลอดทั้งวันทุกขณะทั้งชาติทุกชาติ จะรู้เองได้หรือ?! เพียงแค่ฟังไม่ไตร่ตรองละเอียดว่า ขณะนี้อยู่ในความมืด เพราะพระองค์ตรัสว่า สว่างทางเดียว พระองค์ตรัสให้เชื่อหรือว่าให้พิสูจน์ หลับตาสิ! มืดหรือสว่าง ปิดไฟให้หมดยังเห็นว่ามืด ไม่ใช่สว่างเพราะมีตา

ทุกอย่างกล่าวถึงธรรมที่มีจริงซึ่งเกิดดับทุกขณะลึกซึ้งอย่างยิ่ง แต่ค่อยๆ มั่นคงในแต่ละคำที่พระองค์ตรัสถึงสภาพธรรมแต่ละอย่าง

เห็น เป็นได้ยินหรือเปล่า?

อ.คำปั่น: เห็นเป็นได้ยินไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ตื้นๆ ธรรมดาไปก่อน เพราะอะไร?!

อ.คำปั่น: เพราะพอที่จะพิจารณาในเหตุในผลได้ว่า ความจริงเป็นอย่างนี้ครับ เห็นเป็นเห็นจะเป็นได้ยินไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: ก็พูดไป แต่เพราะเห็นเฉพาะสิ่งที่ปรากฏเมื่อเห็นเดี๋ยวนี้ ยาวหรือสั้น!! เห็นเฉพาะสิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็นเพราะสิ่งนั้นต้องกระทบตา ค่อยๆ ไตร่ตรองในความเป็นจริงไม่ใช่คิดเป็นเรื่องยาวเรื่องอื่น

เห็น เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้เห็นสิ่งที่กระทบตาแน่นอน จะไปเห็นสิ่งที่ไม่กระทบตาไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องอะไรยาวเฟื้อยไปเลยนะ แต่ว่า เดี๋ยวนี้กำลังเห็นนี่ เห็นเฉพาะสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เพราะสิ่งนั้นกระทบตา ถ้าไม่กระทบตาก็ไม่ปรากฏให้เห็น เห็นจะไปเห็นสิ่งที่ไม่กระทบตาไม่ได้ ชั่วขณะเห็นหนึ่งขณะความจริงถึงที่สุดคืออย่างนี้

มีธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นรู้สิ่งที่กระทบตา ไม่ได้กล่าวถึงใครเลยทั้งสิ้น แต่กล่าวถึงความเป็นจริงว่า ธาตุรู้มีแน่ๆ เมื่อไหร่ล่ะที่จะรู้ว่า มีธาตุรู้ ก็เห็นนี่แหละ รู้สิ่งที่กระทบตา

คำว่า รู้ ไม่ได้เข้าใจไม่ได้อะไรเลย แต่สามารถที่จะรู้ลักษณะของสิ่งที่กระทบตาเท่านั้น ไม่ต้องเอ่ยชื่อว่า ฟ้า แดง ขาว เขียว ดำ มืด แต่ว่ามีสิ่งใดที่กำลังกระทบตาปรากฏเดี๋ยวนี้ ศึกษาธรรม คือเดี๋ยวนี้ ธาตุรู้คือ เห็นกำลังเห็น เป็นธาตรู้ซึ่งรู้อื่นไม่ได้เลย เกิดขึ้นเมื่อไหร่เพราะมีสิ่งกระทบตา จึงเกิดขึ้นเห็นสิ่งนั้นแล้วก็ดับ

แค่นี้! ต้องเข้าใจจนถึงที่สุด ประจักษ์แจ้ง ไม่ใช่เพียงแค่ฟัง

มิเช่นนั้น ก็ไม่สามารถจะละความไม่รู้ที่เคยยึดถือว่า สิ่งที่เห็นเป็นอะไร และเรากำลังเห็น

อ.คำปั่น: ครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ เป็นสิ่งที่เผินไม่ได้ ประมาทไม่ได้เลยครับ ได้ยินมาก็ไม่รู้กี่ครั้งแล้วในเรื่องของเห็น แต่ว่า วันนี้เหมือนกับเพิ่มพูนความเข้าใจที่มั่นคงเพิ่มขึ้นจริงๆ ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ศึกษาธรรม จะไม่เข้าใจเห็นได้อย่างไร!! ก็เห็นมีทั้งวันทั้งชาติ แล้วไม่รู้เลยมานานเท่าไหร่แล้ว?

เพราะฉะนั้น ถามว่า ไม่รู้อะไร? ก็ไม่รู้สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ทั้งหมดนั่นแหละ

เห็นเกิดดับก็ไม่รู้ เห็นอะไรก็ไม่รู้ กลายเป็นเห็นคนเห็นหมอนเห็นอะไรไปหมด เห็นไหม? เคารพต่อความจริงหรือเปล่า? ถ้าไม่ได้ฟังคำของผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ จะรู้ไหมนี่ ไม่มีทางเลย!!

แต่เมื่อได้ฟังแล้วทุกคำลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะไม่ได้เป็นไปอย่างที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ เพราะฉะนั้น พระองค์ตรัสว่า ธรรมไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง จนกว่ารู้ว่าความจริงคืออะไร มั่นคงต่อความเป็นจริง จนสามารถที่ระลึกถึงความจริงได้ไม่ลืมทีละเล็กทีละน้อยและตรงต่อความเป็นจริงเฉพาะหนึ่ง มิฉะนั้น ก็ปะปนกันไม่ใช่ความเป็นจริงปนกันแล้ว จะรู้ความจริงของอะไร

อ.คำปั่น: ก็ซาบซึ้งมากเลยครับ ท่านอาจารย์ได้กล่าวในความเป็นจริงของเห็นซ้ำแล้วซ้ำอีกก็ยิ่งเกื้อกูลอย่างยิ่งครับ ท่านอาจารย์ก็กล่าวคำธรรมดามากซึ่งก็เป็นการกล่าวให้ได้เข้าใจในความเป็นจริงของธรรมที่มีจริง ที่กำลังกล่าวถึงก็คือ เห็น นะ ครับ ซึ่งเห็นก็เห็นเพียงสิ่งที่กระทบตาได้เท่านั้น ครับ ซึ่งเป็นประโยชน์มากครับ แม้ว่าท่านอาจารย์จะไม่ได้กล่าวคำที่ตามตัวที่แสดงถึงลักษณะของเห็นเลย แต่ว่า นั่นแหละตรงตามพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ ก็คือ ลักษณะของเห็น ก็คือมีการรู้ซึ่งรูป ซึ่งอาศัยจักขุปสาทะเป็นลักษณะ อรรถนี้คือความเป็นจริง แต่ว่าท่านอาจารย์ก็กล่าวในคำไทยๆ เลยว่า เห็นเพียงสิ่งที่กระทบตาได้เท่านั้น ก็เป็นจริงทั้งหมดเลยครับ ยิ่งฟังก็ยิ่งเกื้อกูลครับว่า ไม่ให้ไปที่อื่นที่ไกลเลยว่า ขณะเห็นคืออะไรครับ ก็เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งครับท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าเพียงแต่พูดตามเพราะจำ จะมีประโยชน์ไหม?

อ.คำปั่น: ไม่มีเลยครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จงฟัง จงใส่ใจให้ดี ขาดไม่ได้!!

เห็นไหมว่า ความลึกซึ้งของธรรมที่กว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้ ต้องทรงบำเพ็ญพระบารมีแค่ไหนที่จะรู้ว่า เดี๋ยวนี้โลกไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง

แน่นอนที่สุด เกิดก็ไม่ปรากฏดับก็ไม่ปรากฏ ไม่กลับมาอีกเลย ก็คิดว่ายังอยู่

อ.คำปั่น: ครับ ชัดเจนมากครับ แม้แต่ที่กล่าวถึงว่า ดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย คำนี้ก็เป็นคำที่เกื้อกูลมากจริงๆ ว่า สิ่งที่ดับแล้วก็คือดับแล้ว ไม่กลับมาอีกเลยว่า ขณะก่อนหมดไปแล้ว ขณะนี้ก็กำลังจะหมดไป แล้วสุดท้ายก็ต้องหมดไป มีแต่ไปต่อไปข้างหน้าไม่สามารถที่จะกลับมาได้อีกเลยไม่สามารถจะย้อนกลับมาได้อีกเลย เพราะว่า นี่ก็คือความเป็นจริงของธรรมจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ฟังท่านที่ได้ประจักษ์แจ้งความจริงแล้ว ไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กว่าจะรู้อย่างนั้น ชีวิตของท่านแต่ละชาติเป็นอย่างไร ไม่ขาดคำว่า บารมี

เพราะฉะนั้น จะรู้ได้เลยต้องอีกนานเท่าไหร่กว่าจะเข้าใจขึ้น และไม่ลืม ไม่ลืมคือเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าอะไรจะปรากฏ รู้จักลักษณะที่แท้จริงซึ่งเป็นเพียงสภาพที่เกิดเป็นอย่างนั้นแล้วก็ดับ ไม่ปะปนกับอะไรเลยทั้งสิ้น ลองคิดดู! ไม่ปะปนกับอะไรเลยทั้งสิ้น เห็นทางตาไม่ปะปนกับทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ต้องอนู่ในความมืด สว่างทางเดียว

เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ทางใจไม่ได้ปรากฏว่า รับรู้ต่อทุกทวาร

แสดงโดยละเอียดก็ต้องมีภวังค์เกิดก่อน อะไรเกิดก่อนนี่แหละ กว่าจะรู้ว่า เดี๋ยวนี้แค่เห็น!! ความไม่รู้หนาแน่นทืบปิดบังไว้แค่ไหน?! จนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจ จนกว่าจะมั่นคง จนกว่าถึงเวลาที่จะประจักษ์แจ้งความจริง เพราะกว่าจะฟังจนเข้าใจจนมั่นคง กว่าจะมีการรู้ตรงลักษณะที่ได้ฟังแล้วกำลังปรากฏให้รู้ได้โดยไม่เลือก เลือกไม่ได้ เพราะยังไม่เกิดขึ้น เฉพาะสิ่งที่เกิดแล้วเท่านั้นที่จะรู้ได้ และเฉพาะสิ่งที่เกิดแล้วเดี๋ยวนี้ด้วย ไม่ใช่เกิดนานมาแล้ว

เห็นไหม การฟังธรรมต้องไตร่ตรอง ไม่ใช่ตามคำที่ได้ฟัง

อ.คำปั่น: ครับ ท่านอาจารย์ก็ได้เตือนอย่างยิ่งเลยครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
chatchai.k
วันที่ 14 ต.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ