อดทนที่จะรู้ว่า ไม่มีเราจะทำอะไรได้

  
เมตตา
วันที่  8 ต.ค. 2569
หมายเลข  53198
อ่าน  25

อ.วิชัย: ท่านอาจารย์กล่าวถึงความมั่นคงในความเป็นจริงของธรรมครับ หมายความว่าอย่างได้สนทนาเรื่องของเป็นผู้ทรงธรรม ก็คือเป็นผู้ที่มั่นคงว่า ขณะนี้เป็นธรรมจริงๆ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดจริงๆ ที่ว่าเป็นความมั่นคงในความเป็นธรรมจริงๆ ที่จะเป็นหนทาง หรือการเจริญขึ้นของปัญญาที่จะรู้ตรงลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นสติปัฏฐาน

ดังนั้น ความมั่นคงในความเป็นธรรมจริงๆ อย่างที่ผมกราบเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ตอนนี้ ตอนนี้ก็มีธรรมครับ แต่ว่าก็ไม่ได้เข้าใจธรรมประการหนึ่งประการใดเลย แต่เป็นการตรึกนึกถึงคำ นึกถึงเรื่อง นึกถึงการสนทนา ดังนั้น อะไรที่ชื่อว่าเป็นผู้ที่มั่นคงในความเป็นธรรมจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น มั่นคงว่า เดี๋ยวนี้ธรรมไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง มั่นคงไหม?!

อ.วิชัย: อ๋อ.. ต้องเริ่มต้นอย่างนี้ด้วย

ท่านอาจารย์: แน่นอนที่สุด

อ.วิชัย: ยังไม่มั่นคงครับ

ท่านอาจารย์: แหมม .. มีทั้งต้นไม้ดอกไม้ มีทั้งคิด มีทั้งจำ ธรรมไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง ต้องธรรมหนึ่ง แต่ละหนึ่งเป็นธรรมยังไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง มั่นคงไหม? ถ้ามั่นคงก็รู้ว่า ยังไม่ถึงเวลา เพราะเหตุว่า ยังไม่มีปัญญาระดับนั้น และปัญญาระดับนั้นจะมาจากไหน อดทนที่จะรู้ว่า ไม่มีเราจะทำอะไรได้

เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีนี้แหละเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย และมีลักษณะหลากหลายมาก จนกว่าเข้าใจแต่ละหนึ่งมั่นคง มั่นคงจนกระทั่งขณะนั้นสามารถที่จะมีสภาพธรรมที่รู้ตรงนั้นได้เฉพาะหนึ่งด้วยความมั่นคง

เพราะฉะนั้น จึงรู้ว่า อะไรเป็นฐานะเป็นปัฏฐานะที่ตั้งของสติที่จะทำให้รู้ความจริงของสิ่งนั้น ที่ตั้งอยู่ในสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งอื่น จะรู้ความจริงของสิ่งใดก็เพราะเหตุว่า กำลังมีสิ่งนั้นเท่านั้นที่เป็นที่ตั้งของการที่จะระลึกได้ว่า ความจริงของสิ่งนั้นคืออย่างนั้น

อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ครับ อย่างกระผมมีโอกาสได้ต้ดต่อการสนทนาพระสูตร ก็มีตอนหนึ่งที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงเรื่องของสังขารขันธ์เนียน ครับ ก็ดูเหมือนกับว่า เป็นคำที่เห็นถึงว่า ขณะนี้เองที่สังขารขันธ์ก็กำลังปรุงแต่งอยู่นะครับ ทั้งฝ่ายดีบ้างไม่ดีบ้าง ซึ่งถ้าไม่อาศัยพระธรรมก็ไม่สามารถรู้ว่า ขณะไหนที่ดีหรือไม่ดีครับ ก็กำลังปรุงแต่งอย่างเนียนที่สุดที่ประมาณไม่ได้ คือไม่มีตัวเราที่จะไปกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ แต่เป็นเรื่องของธรรม โดยเฉพาะสังขารขันธ์ที่จะปรุงแต่งครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จึงมั่นคงในอริยสัจจธรรม ๓ รอบ ไม่ขาดสักคำที่จะเข้าใจ โคจระกับอารัมมะ เห็นไหม! อุปปนิสสยะ มาได้อย่างไร "โคจระ" ก็อารมณ์นั้นแหละ แต่ทำไมเป็นโคจระที่เป็นอุปปนิสสยะ

ทุกคำมีความหมายที่ลึกซึ้ง สิ่งเดียวกันนั้นแหละปรากฏกับความไม่รู้ เป็นของธรรมดาใช่ไหม? แต่ ปัญญาสามารถจะรู้อะไร ก็รู้สิ่งที่ไม่เคยรู้นั่นแหละ ซึ่งเป็นธรรมดาอย่างนี้แหละ เห็นไหม นี่เป็นนิสสยะ

เริ่มอาศัยความเข้าใจจนกระทั่งมั่นคงว่า อารมณ์นี้เอง ไม่ใช่อารมณ์อื่นที่เคยไม่รู้นั่นแหละ เป็นอารมณ์ที่ค่อยๆ เป็นนิสัยที่มั่นคงว่า ไม่ใช่ไปรู้อารมณ์อื่น แต่กำลังรู้ความจริงของสิ่งที่เคยเป็นอารมณ์ที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน อารมณ์ของโมหะ อารมณ์ของโลภะ

แต่สิ่งเดียวกันนั้นแหละเมื่อมีความเข้าใจขึ้นเป็นนิสัยที่มีกำลังที่ค่อยๆ สะสมจนรู้ว่า ความเข้าใจไม่ได้ไปรู้เข้าใจอะไรเลย จากอารมณ์ที่ไม่เคยรู้ อันนั้นแหละเริ่ม โคจระที่ไปของปัญญาและสติที่จะค่อยๆ สะสมจนกระทั่งปรุงแต่งจนกระทั่งมั่นคงว่า แต่ก่อนนี้เป็นอารมณ์ของโลภะ ใช่ไหม? เพราะไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง

แต่พอมีการฟังอริยสัจจธรรม อารมณ์ที่เคยพอใจนั้นแหละ หาเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ เพียงแค่เกิดขึ้นปรากฏแล้วก็หมดไป จนกว่ามีปัจจัยพอที่เป็นสติ ที่ไม่ลืม ระลึกได้อยู่บ่อยๆ ว่า ถ้าจะเข้าใจธรรม ไม่ได้เข้าใจธรรมอื่น ที่เคยไม่รู้นั่นแหละ ปัญญาสามารถที่จะเกิดขึ้นค่อยๆ รู้ตามลำดับขั้น ตั้งแต่ขั้นการฟังเป็นอุปนิสัยที่จะรู้ว่า ไม่ใช่ไปทำอะไรมาเป็นพิเศษเลยทั้งสิ้น สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ตามปกตินั่นแหละเป็นที่ตั้งของสติ ปัฏฐานะ ที่จะรู้ว่า ถ้าไม่มีการระลึกรู้ตรงลักษณะนั้นจริงๆ ความจริงของสภาพธรรมที่เป็นอริยสัจจธรรม ปรากฏไม่ได้!!

อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ ขอกราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ให้ความเข้าใจพระธรรมเพิ่มขึ้นครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
chatchai.k
วันที่ 9 ต.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ