หลงติดตามโลภะและโมหะ

  
เมตตา
วันที่  3 ต.ค. 2569
หมายเลข  53180
อ่าน  15

อ.อรรณพ: เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์กล่าวว่า สิ่งที่ขาดสำหรับผู้ที่เห็นประโยชน์ แม้แต่จะเห็นประโยชน์ในการที่จะศึกษาพระธรรม อบรมเจริญปัญญา แต่สิ่งที่ขาด คือขาดความเข้าใจความลึกซึ้งของสิ่งที่ปรากฏ ขาดความเข้าใจความลึกซึ้งของสิ่งที่ปรากฏ

กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ การที่จะค่อยๆ มีความเข้าใจในความลึกซึ้งของสิ่งที่ปรากฏ ค่อยๆ ไม่ขาดความเข้าใจในความลึกซึ้งของสิ่งที่ปรากฏนี่คืออย่างไร ครับ แล้วท่านอาจารย์ก็กล่าวเมื่อสักครู่ว่า ก็มัวแต่คิดถึงเรื่องตัวเอง ตรงนี้ผมก็ใคร่ครวญว่า เป็นจริงอย่างนั้น มักจะคิดถึงเรื่องของตัวเอง แม้ว่าเราจะศึกษาพระธรรมแล้วเราก็จะคิดถึงเรื่องของพระธรรมว่า เป็นเรื่องของเราเองของตัวเอง คิดถึงเรื่องพระธรรมเป็นแบบเป็นของตัวเราเองอยู่อย่างนี้อยู่เรื่อยๆ เลยนะครับ แล้วท่านอาจารย์ก็กล่าวว่า ไตร่ตรองที่จะเข้าใจว่าไม่ใช่เรา ครับ ยากครับ แล้วท่านอาจารย์กล่าวดีมากทุกข้อความเลยครับ แล้วท่านอาจารย์กล่าวว่า หลงติดตามโลภะและโมหะ แม้กระทั่งศึกษาพระธรรมก็โดนธรรมเหล่านี้ครอบงำ ฉาบทาหุ้มห่อเอาไว้ให้ยากเหลือเกินที่ที่จะเข้าใจในความลึกซึ้งของสิ่งที่ปรากฏ

ผมขอกล่าวอีกนิดนะครับ แล้วในพระไตรปิฎกท่านก็แสดงไว้ ก็ที่อาจารย์พีท (อ.ธนากร) ได้นำมาสนทนา ก็คือข้อความในพระไตรปิฎกที่เปรียบเทียบ ขันธ์ ๕ ตั้งแต่ รูปขันธ์ ก็เปรียบเทียบเหมือนภาชนะ เวทนาก็เหมือนอาหาร สัญญาเหมือนกับข้าว ถ้ามีแต่ข้าวก็คงไม่อร่อย ก็พอจะเข้าใจถึงสภาพธรรมเหล่านี้ได้บ้างนิดๆ หน่อยๆ นะครับ แล้วก็ สังขารขันธ์ ก็เป็นผู้ปรุง ก็แน่นอนสังขารขันธ์เป็นผู้ปรุงแล้วก็สภาพที่รู้แจ้งอารมณ์ ก็คือจิต ก็พอเข้าใจได้นิดๆ หน่อยๆ

แต่ท่านอาจารย์เมื่อสนทนาเมื่อสักครู่ ท่านอาจารย์ก็เหมือนกับเกื้อกูลให้เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังมีเลย คือความรู้สึกนี่ ไม่ต้องไปคิดว่า ความรู้สึกเป็นอาหาร ต้องมีสัญญาเป็นกับข้าวเป็นอะไร ก็เลยต้องกราบเท้าประมวลถามท่านอาจารย์ เมื่อกี๊ผมขอปรารภเพื่อที่จะประมวลคำถามว่า ขาดความเข้าใจในความลึกซึ้งของสิ่งที่ปรากฏ แต่เราก็ต้องอาศัยพระธรรมในแต่ละคำนะครับ บางทีพระองค์ก็ทรงอุปมามากมาย โดยเฉพาะอุปมาเรื่องขันธ์ มีหลากหลายนัยยะมากเลยนะครับ

กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ การที่จะได้ค่อยๆ เข้าใจในความลึกซึ้งโดยอาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก็มีโวหารเทศนาหลากหลายทั้งอุปมาอุปมัยอะไรต่างๆ นี่ คืออย่างไรครับท่านอาจารย์? ขอกราบเท้าเลยครับเพราะเมื่อวานก็ทราบว่ามีการสนทนาในเรื่องอุปมานี้กันครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น พระธรรมที่ทรงแสดงทุกคำแม้แต่เรื่องอุปมา เพื่อให้หลง หรือว่าให้ลืม หรือว่าให้จำ หรือว่าให้เข้าใจ

อ.อรรณพ: เพื่อที่จะให้เข้าใจ ไม่ใช่เพื่อที่จะให้หลง

ท่านอาจารย์: แต่หลงแล้วใช่ไหม?

อ.อรรณพ: หลงในตัวอุปมาคืออย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: อ้าว! ก็หลงจำว่ามันต้องเป็นอาหารนะ มันต้องมีรสนะ แล้วตัวจริงมันเกิดดับไปแล้ว

อ.อรรณพ: ก็เลยไปติดในตัวอุปมา

ท่านอาจารย์: หลงไง!!

อ.อรรณพ: หลง หลง ครับ หลงแล้วก็ลืมครับ

ท่านอาจารย์: ก็แน่นอน! ลืมอะไร? ลืมความจริง!!

อ.อรรณพ: ลืมความจริง หลงในคำอุปมาว่า เวทนาเหมือนอาหาร แล้วก็ลืมความจริงว่า สภาพความรู้สึกที่กำลังมีในขณะนี้แหละ

เพราะฉะนั้น ท่านอาจารย์บอก หลง ลืม แล้วอันที่ ๓ คือ จำ หมายความว่าเพียงจำอุปมาว่า เวทนาอุปมาเหมือนอาหารอย่างนี้ใช่ไหมครับ

ท่านอาจารย์: พูดทีใด เวทนาก็อุปมาเหมือนอาหาร พูดทีใดก็ไม่ลืมว่าเวทนาอุปมาเหมือนอาหาร แล้วตัวเวทนาจริงๆ ล่ะ!!

อ.อรรณพ: ครับ แล้วท่านอาจารย์กล่าวประการที่ ๔ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุด ก็คืออุปมาเพื่อที่จะฟังคำอุปมาเพื่อเกิดปัญญาความเข้าใจ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับว่า การฟังพระธรรมโดยนัยยะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุด เมื่อจะอุปมาสิ่งใดนั้น ชัดเจนลึกซึ้งและเป็นประโยชน์ที่สุด จะค่อยๆ เข้าใจในความลึกซึ้งโดยอุปมาโวหารของพระองค์นี่ได้อย่างไร?

ท่านอาจารย์: อุปมานี่ คนเข้าใจได้ใช่ไหม?

อ.อรรณพ: คนเข้าใจได้ครับ

ท่านอาจารย์: แต่ความลึกซึ้งคนเข้าใจได้หรือเปล่า?

อ.อรรณพ: ความลึกซึ้งของสภาพธรรมเข้าใจได้ยาก ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะเหตุนั้น จะอุปมาให้รู้เพียงแค่อุปมาเท่านั้นเอง แต่ตัวจริงลึกซึ้งแค่ไหนเทียบกันไม่ได้!!

อ.อรรณพ: อ๋อครับ ได้ความเข้าใจขึ้นมาหน่อยแล้วครับว่า อุปมานี่เป็น ทรงพระมหากรุณาเกื้อกูลเบื้องต้นที่จะพอให้เข้าใจได้ในเบื้องต้นใช่ไหมครับ

ท่านอาจารย์: ก็ทุกคนกินอาหารทุกวัน ถ้าไม่พูดถึงสิ่งที่พอจะเปรียบเทียบได้ แต่ไม่ใช่ให้ไปนั่งเปรียบเทียบ หรือจำคำเปรียบเทียบ แค่รู้แล้วว่าเปรียบเทียบ และตัวจริงคือต้องศึกษาเวทนา

อ.อรรณพ: ครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ให้ยกกรณีที่ทรงอุปมา ขันธ์ ๕ โดยนัยยะนี้ครับ

ท่านอาจารย์: เหมือนกันเลย ไม่ว่าจะอุปมาอะไร หลงไหม?!

อ.อรรณพ: ถ้าหลงในอุปมา

ท่านอาจารย์: ลืมเลย!!

อ.อรรณพ: แล้วก็ลืม

ท่านอาจารย์: แล้วก็ลืมใช่ไหม! ไม่ได้จำไม่ได้เข้าใจธรรมเลย พูดทีไรก็หลงอุปมา

อ.อรรณพ: หลงอุปมาแแล้วก็ทำให้ลืมที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ก็เลยเป็นไปตามท่านที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า ขาดความเข้าใจความลึกซึ้งของสิ่งที่ปรากฏ เพราะไปหลงอุปมา แล้วก็เลยลืมที่จะใส่ใจในสิ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งเป็นสภาพที่มีจริงๆ ครับ แล้วก็เพียงแต่จำไว้ว่า มีอุปมาอันนี้นะ แล้วก็อุปมาอื่นก็มีนะ ในพระสูตรนี้ๆ เป็นต้น ซึ่งทรงอุปมา ขันธ์ ๕ เป็นอย่างนี้ เป็นฟองน้ำ เป็นอะไรอย่างนี้ ก็เหมือนเราจะจำอุปมาได้ในหลายๆ พระสูตร ในหลายๆ โวหาร ก็เพียงแค่จำ!!

แต่ที่จะเข้าใจที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงว่า อุปมาเป็นเบื้องต้นที่พอจะให้เห็นเค้าของลักษณะสภาพธรรมเป็นเบื้องต้นอย่างนั้น ใช่ไหมครับ?

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ฟังว่า เหมือนเห็นน้ำที่ถนน เพื่ออะไร?

อ.อรรณพ: เงาน้ำ

ท่านอาจารย์: ไม่มีใช่ไหม?

อ.อรรณพ: ไม่มี

ท่านอาจารย์: แต่คิดว่า มี ใช่ไหม?

อ.อรรณพ: คิดว่า มี

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ขณะที่รู้ว่า ไม่มี ต่างกับขณะที่รู้ว่ามีใช่ไหม?

อ.อรรณพ: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: แล้วเมื่อไหร่จะรู้!! ไม่ใช่เพียงแค่คิด

อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น ที่ทรงอุปมา เงาน้ำ หรือภาพลวงตา หรือเป็นมายา พอดีเมื่อวันเสาร์ก็เพิ่งสนทนากับพวกสมาชิกรุ่นใหม่ของ มศพ. ในเรื่องนี้ในปรมัตถธรรมสังเขปที่ท่านอาจารย์ได้เมตตาเขียน

ท่านอาจารย์: ถ้าไตร่ตรองจะลึกซึ้งไหม? เงาน้ำ คิดดู มีจริงหรือเปล่า!! เห็นถึงความจริงที่ไม่ได้ปรากฏ ปรากฏแต่เพียงเงาที่ปรากฏเหมือนมีคน ไหนล่ะคน? สำหรับที่จะไตร่ตรองให้รู้ความลึกซึ้งของธรรม แต่เรากลับไปจำตรงสภาพอุปมา

อ.อรรณพ: ไปจำตัวอุปมาเพื่อที่จะให้ลืมเพื่อจะให้จำ ซึ่งผมเองผมซาบซึ้งเกิดความซาบซึ้งขึ้นมาเลยที่สนทนาปรมัตถธรรมสังเขปเมื่อวันเสาร์ที่แล้ว กล่าวถึงเงาน้ำ ภาพลวงตานี่นะครับ ผมก็พอดีเข้าใจว่ามันลวงยังไงอะไร วิทยาศาสัตร์อธิบายไว้แต่นั่นไม่ได้เป็นประมาณหรอก แล้วผมก็ในขณะนี้เราก็อยู่ในโลกของมายา อยู่ในโลกของภาพลวงตา มองไปก็เป็นตู้เย็น เป็นปลั๊กไฟ อะไรต่ออะไรต่างๆ เต็มไปหมดเลยครับท่านอาจารย์

ภาพลวงตานะครับ แล้วผมก็กำลังมองแท็บเล็ตอยู่ ก็เห็นรูปท่านอาจารย์ ยาก ยากที่จะไถ่ถอนว่า นี่คือภาพลวงตาว่าเป็นรูปท่านอาจารย์ เพราะมีความเคารพเป็นกุศลก็มีอยู่ มีความยึดถือท่านอาจารย์อยู่นะก็เห็นเป็นรูปของท่านอาจารย์ รูปท่านอาจารย์ก็ยังเป็นภาพลวงตา

นี่ครับท่านอาจารย์ อยู่ใน เหมือนเห็นเงาน้ำ เห็นภาพลวงตาอยู่ตลอดที่เห็นเป็นสัตว์ บุคคล เป็นวัสดุชิ้นใหญ่ชิ้นน้อยอะไรเต็มไปหมด

ท่านอาจารย์: แสดงว่า เห็นภาพลวงตา ฉันใด เดี๋ยวนี้ก็ฉันนั้น

อ.อรรณพ: เดี๋ยวนี้เลยจริงๆ ครับ เดี๋ยวนี้ก็ลวงตาทั้งๆ ที่ฟังว่า นี่เป็นภาพลวงตา แล้วก็อุปมาอย่างนี้ว่าเป็นภาพลวงตา ใกล้ชิดและลึกซึ้งมากเพราะว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ หลับตาไม่เห็นอะไร ก็ยังมีภาพลวงตาทางใจ มโนทางใจที่จะลวงไปว่าคิดเรื่องโน้นคิดเรื่องนี้คิดเรื่องอื่น ถึงว่าพระมหากรุณาคุณที่ทรงแสดงแต่ละคำเพื่อจะให้หลุดพ้นไปจากโลกของภาพลวงตา โลกที่ไม่ปรากฏตามความเป็นจริง จนกว่าที่จะรู้ในสิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริง

แล้วพระองค์ก็ทรงแสดงว่า สิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริง ก็คือนี่แหละ เห็นนี่แหละ สิ่งที่ปรากฏทางตานี่แหละ พระองค์ก็ทรงแสดงอย่างละเอียด

เพราะฉะนั้น กราบเท้าท่านอาจารย์ในคำถามเดิมว่า ตอนนี้พอเข้าใจแล้วว่า ทำไม แล้วคิดว่าทุกท่านที่ฟังอยู่ก็คงได้รับประโยชน์ว่า ทำไมถึงขาดความเข้าใจในความลึกซึ้งของสิ่งที่ปรากฏ เพราะว่าหลงไปในเรื่องราวข้อความ ไม่ว่าจะอุปมา ไม่อุปมา หรือข้อความอะไร เราก็ไปหลงในคำในภาษาในอะไร ซึ่งท่านก็เตือนเอาไว้ว่า ชื่อ ครอบงำสิ่งทั้งปวง ครอบงำไม่ให้รู้ ชื่อธรรมนี่ถ้าเราไปติดที่ชื่อ เราก็ไม่เข้าใจตัวธรรม ที่ชื่อนั้นพระองค์ทรงแสดงชื่อนั้น ที่พระองค์จะทรงแสดงสื่อให้เข้าใจความหมาย คืออรรถะของธรรมนั้น ก็กลายเป็นสิ่งที่มาครอบงำปิดบังเสีย อุปมาก็อีกแล้ว หลงลืมหรือว่าจำแค่นั้น แต่ไม่เข้าใจ

เพราะฉะนั้น พอเข้าใจคำว่า นี่คือการขาดความเข้าใจความลึกซึ้งของสิ่งที่ปรากฏครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ การที่จะมีความเข้าใจในความลึกซึ้งของสิ่งที่ปรากฏเพิ่มขึ้นๆ ๆ นี่มีความละเอียด และต้องเป็นผู้ตรงขนาดไหนครับ

ท่านอาจารย์: ฟังคำเดียวพอไหม?

อ.อรรณพ: ฟังคำเดียวไม่พอแน่นอนครับ

ท่านอาจารย์: นั่นคือความละเอียดอย่างยิ่ง ต้องเข้าใจทุกคำ

อ.อรรณพ: ต้องกราบเท้าท่านอาจารย์ แล้วก็ต้องขอบพระคุณ อ.ธนากร ที่ได้มาสนทนาตรงนี้ จึงได้เห็นว่า อุปมานี้เป็นเพียงที่จะทำให้เข้าใจ แล้วเราก็ต้องเข้าใจในแต่ละคำ แต่ละนัยยะ แต่ละโวหาร และเทศนา ต่อนิดหนึ่งครับว่า คำหนึ่งไม่พอนะครับ แต่หลายๆ คำนี่จะเป็นประโยชน์ การที่ แต่ละคำๆ ๆ จนหลายๆ คำที่จะเป็นประโยชน์ให้เห็นในความลึกซึ้งของพระธรรมนี่เกื้อกูลอย่างไรในหลายๆ คำ

ท่านอาจารย์: ธรรมมีจริงไหม?

อ.อรรณพ: มีจริงแน่นอนครับ

ท่านอาจารย์: เป็นอะไร? เห็นไหม หลายคำเพิ่มเข้ามาแล้ว ไม่ใช่แค่ธรรมมีจริง แล้วสิ่งที่มีจริงนั่นอะไร! ไม่ใช่แค่มีจริงแค่นั้น

อ.อรรณพ: ธาตุรู้ธาตุไม่รู้

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ๒ คำแล้ว อะไรเป็นธาตุรู้?

อ.อรรณพ: ความรู้สึกเป็นธาตุรู้ เห็นก็เป็นธาตุรู้ครับ

ท่านอาจารย์: พูดได้ใช่ไหม?

อ.อรรณพ: พูดได้เพราะฟังมา

ท่านอาจารย์: หลงไปบ้างไหนนี่?

อ.อรรณพ: ก็มีบ้าง แต่ว่า พอถูกเตือนเข้าบ่อยๆ ก็พอจะรู้ตัวบ้าง

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น กว่าจะเข้าใจคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรม ๔๕ พรรษาให้ฟังให้ไตร่ตรอง ใส่ใจให้ดี เห็นไหม!! เตือนทำไมใส่ใจให้ดี แค่สิ่งที่มีจริงยังไม่รู้เลยว่า อะไรเป็นนามธรรม อะไรเป็นรูปธรรม ถูกต้องไหม?

อ.อรรณพ: ถูกต้อง ไม่ง่ายเลยครับ ตอบก็ตอบไปตามที่ได้ไตร่ตรองก็เข้าใจมาบ้าง

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปคิดถึง เงาน้ำ ใช่ไหม? กำลังไม่รู้อย่างนี้แหละ ชัดเจนกว่า!! เห็นเกิดก็ไม่รู้ ดับก็ไม่รู้ ไม่ใช่เราก็ไม่รู้

เพราะฉะนั้น แต่ละคำนี่ทรงอธิบายความเป็นจริงโดยนัยยะประการต่างๆ

อะไรเกิดเองได้บ้าง?

อ.อรรณพ: สิ่งที่เกิด เกิดเองไม่ได้ต้องมีปัจจัย

ท่านอาจารย์: เห็นไหม แค่นี้เคยคิดไหม? เห็นเดี๋ยวนี้เกิดแล้ว แต่ไม่รู้อะไรทำให้เห็นเกิด ไม่ใส่ใจเข้าใจละเอียดลึกซึ้งขึ้น

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ