คืออะไร : สิ่งที่ลึกซึ้งนี้อยู่แสนใกล้แต่ไกลเพราะไม่รู้,ไม่ประมาทในกาล สู่การศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจความจริง [บ้านธัมมะภาคใต้]

คืออะไร : สิ่งที่ลึกซึ้งนี้อยู่แสนใกล้แต่ไกลเพราะไม่รู้,ไม่ประมาทในกาล สู่การศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจความจริง [บ้านธัมมะภาคใต้]
ในชีวิตประจำวัน การได้ฟังพระธรรมในแต่ละครั้ง มีความหมายกับชีวิตอย่างไร?
ฟังพระธรรมเพื่อให้เป็นคนดีขึ้น,เพื่อให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นคนดีขึ้น?
ฟังเพื่อเข้าใจความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เท่านั้น?
ฟังธรรมะเพื่อให้ใจสงบขึ้นหรือไม่?
ฟังเพราะอยากรู้เรื่องราวธรรมะมากขึ้นๆ เพื่อ…
หรือแท้จริงแล้ว การศึกษาพระธรรมได้นำเราไปเข้าใจอะไรที่ลึกกว่านั้น?
เพราะพระธรรมเป็นเรื่องที่ยากและลึกซึ้งมาก เราจะต้องใช้เวลาในการศึกษาอีกนานเพียงใด?
การสนทนาธรรมในวันเสาร์และวันอาทิตย์ที่ผ่านมาค่อยๆ ให้เราพิจารณาคำถามเหล่านี้ตั้งแต่การสนทนาพระอภิธรรม ต่อเนื่องมาถึง “เวณฑุสูตร”และจบลงด้วยคำถามสำคัญว่า การศึกษาพระธรรม เพื่อเข้าใจความจริงนั้น คืออะไร?
วันเสาร์ : ธรรมะที่ลึกซึ้ง อยู่ไกลหรืออยู่ใกล้?
การสนทนาพระอภิธรรมกับ อ.คำปั่น อักษรวิลัยในวันเสาร์ที่ 19 กันยายน
2569
ก่อนเริ่มต้นการสนทนาธรรมได้มีการถามคำถามที่สำคัญ…คือการศึกษาหนังสือ
“ปรมัตถธรรมสังเขป ”ซึ่งท่านอ.สุจินต์ได้กรุณาเขียน (เป็นหนังสือเพียงเล่มเดียว) อย่างลึกซึ้ง ได้รับประโยชน์อย่างไร
โดยเพื่อนผู้เข้าร่วมสนทนาธรรมมีความเห็นหลากหลายที่น่าสนใจที่ทำให้ผู้ฟังจะได้ความมั่นคงในการศึกษาธรรมะต่อไป
อ่านต่อจากครั้งที่แล้ว : บทที่ 3 จิตสังเขป (หน้าที่ 83-85) ข้อความในหนังสือมีดังนี้
“ เมื่อรูปใดเกิดขึ้นกระทบกับปสาทรูปใด และขณะแห่งภวังค์ใด วิถีจิตจะเกิดขึ้นทันทีไม่ได้ แต่เพื่อกําหนดให้รู้ว่ารูปเกิดขึ้นกระทบกับปสาทรูป ณ ภวังคจิตขณะใด จึงบัญญัติภวังคจิตที่รูปเกิดขึ้นกระทบนั้นว่า “อตีตภวังค์” คือเป็นภวังค์ที่เหมือนกับภวังค์ก่อนๆ แม้ว่ารูปจะเกิดดับเร็วมาก แต่จิตก็เกิดดับเร็วกว่ารูป สภาวรูปรูปหนึ่งเกิดดับเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ฉะนั้น อตีตภวังค์ คือ ขณะที่รูปเกิดขึ้นกระทบกับปสาทรูป ทั้งนี้เพื่อให้รู้ว่ารูปที่กระทบปสาทรูปนั้นจะดับเมื่อไร เพราะรูปหนึ่งมีอายุเพียงจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะเท่านั้น เมื่ออตีตภวังค์ดับไปแล้วก็เป็นปัจจัยให้ภวังคจิตดวงต่อไปไหว เป็น “ภวังคจลนะ” ซึ่งยังเป็นภวังคจิตอยู่ เพราะวิถีจิตจะเกิดขึ้นคั่นกระแสของภวังค์ทันทีไม่ได้ เมื่อภวังคจลนะดับไปแล้ว ภวังคจิตที่เกิดต่อเป็น “ภวังคุปัจเฉทะ” คือ เป็นภวังคจิตที่ตัดกระแสของภวังค์ เพราะเป็นภวังคจิตดวงสุดท้ายของกระแสภวังค์ เมื่อภวังคุปัจเฉทะดับไปแล้ว วิถีจิตจึงเกิดขึ้นรู้อารมณ์ที่ปรากฏทางตา หรือทางหู หรือทางจมูก หรือทางลิ้น หรือทางกาย หรือทางใจได้
วิถีจิตทุกขณะที่รู้อารมณ์ทางตาเป็นจักขุทวารวิถีจิต เพราะรู้รูปารมณ์ (สิ่งที่ปรากฏทางตา) ที่กระทบกับจักขุปสาทและยังไม่ดับ
วิถีจิตทุกขณะที่รู้อารมณ์ทางหูเป็นโสตทวารวิถีจิต เพราะรู้สัททารมณ์ (เสียง) ที่กระทบกับโสตปสาทและยังไม่ดับไป
วิถีจิตทุกขณะที่รู้อารมณ์ทางจมูกเป็นฆานทวารวิถีจิต เพราะรู้คันธารมณ์ (กลิ่น) ที่กระทบกับฆานปสาทและยังไม่ดับไป
วิถีจิตทุกขณะที่รู้อารมณ์ทางลิ้นเป็นชิวหาทวารวิถีจิต เพราะรู้รสารมณ์ (รส) ที่กระทบชิวหาปสาทและยังไม่ดับไป
วิถีจิตทุกขณะที่รู้อารมณ์ทางกายเป็นกายทวารวิถีจิต เพราะรู้โผฏฐัพพารมณ์ (เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว) ที่กระทบกับกายปสาทและยังไม่ดับไป
วิถีจิตทุกขณะทางใจซึ่งเป็นมโนทวารวิถีจิตนั้น รู้อารมณ์ได้ทุกอารมณ์ คือ รู้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ต่อจากวิถีจิตที่รู้ทางปัญจทวาร และรู้ธัมมารมณ์ คือ อารมณ์ที่สามารถรู้ได้เฉพาะทางใจ คือ มโนทวาร ทวารเดียวเท่านั้น
อารมณ์ทั้งหมดจําแนกเป็น ๖ อารมณ์ ซึ่งจิตรู้ได้ทาง ๖ ทวาร ดังนี้ คือ
รูปารมณ์ จิตรู้ได้ทางจักขุทวารและทางมโนทวาร
สัททารมณ์ จิตรู้ได้ทางโสตทวารและทางมโนทวาร
คันธารมณ์ จิตรู้ได้ทางฆานทวารและทางมโนทวาร
รสารมณ์ จิตรู้ได้ทางชิวหาทวารและทางมโนทวาร
โผฏฐัพพารมณ์ จิตรู้ได้ทางกายทวารและทางมโนทวาร
ธัมมารมณ์ จิตรู้ได้ทางมโนทวารเพียงทวารเดียว
มโนทวารวิถีจิตรู้อารมณ์ได้ทั้ง ๖ อารมณ์ แต่ธัมมารมณ์นั้นรู้ได้เฉพาะมโนทวารวิถีจิตเท่านั้น
”


ธรรมะเป็นสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน แต่สิ่งที่มีจริงนั้น เราเข้าใจแล้วหรือยัง?
ชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายมีจิตที่ทำกิจดำรงภพชาติ และจิตที่รู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
หลังเกิดก่อนตายมีจิตเพียง 2 ประเภทใหญ่ๆ คืออะไร?
แล้ว “ตา” ที่เราเห็นอยู่ทุกวันนั้น ตาอยู่ไหน?
จักขุปสาทะอยู่ไหน?
สิ่งที่เราเรียกว่า “ตา”กับจักขุปสาทที่เป็นรูปที่เกิดจากกรรมเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่?
และเมื่อได้ฟังว่า กลุ่มของรูปที่เป็นจักขุปสาทรูป มีรูปรวมกันถึง
10 รูป เรื่องที่ดูเหมือนละเอียดและไกลตัวเช่นนี้
เพียงแค่ได้ฟังอย่างนี้ เกื้อกูลต่อผู้ฟังผู้ศึกษาอย่างไร?
บางทีการศึกษาเรื่องที่ละเอียดมากๆ อาจไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราจำคำศัพท์ได้มากขึ้น แต่อาจเป็นการค่อยๆ เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย
แล้วสิ่งที่ลึกซึ้งนี้…อยู่ไกลไหม?
ยังมีอีกหลายคำถามที่ อ.คำปั่น ชวนให้พิจารณาทั้งเรื่องภวังคจิต วิถีจิต ทวาร และรูปที่เกิดจากกรรม
รวมถึงคำถามสำคัญว่า ถ้าเราไม่สะสมกุศลที่จะเป็นเครื่องป้องกันต้านทานกำลังของอกุศล อะไรที่จะเพิ่มขึ้น? และการศึกษาธรรมะที่ลึกซึ้งขนาดนี้ ต้องอาศัยเวลาเพียงใด?
ขอเชิญฟังการสนทนาในคลิปวันเสาร์ แล้วลองพิจารณาคำถามเหล่านี้ไปด้วยกันครับ
ฟังคลิป “สนทนาพระอภิธรรม กับ อ.คำปั่น อักษรวิลัย”
วันอาทิตย์ช่วงเช้า : “ไม่ประมาท” คืออะไร?
เช้าวันอาทิตย์ ชวนให้พิจารณาต่อ ผ่านพระสูตร“เวณฑุสูตร” เรื่องของเทวดาชื่อเวณฑุที่กล่าวถึงความสุขจากการได้เข้าใกล้พระพุทธเจ้าและศึกษาธรรมะ

แต่สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสตอบกลับลึกซึ้งไปกว่าการแสวงหาความสุข
“ผู้ที่เพ่งพินิจ ศึกษาคำสอน และไม่ประมาทอยู่ในกาลย่อมไม่ตกอยู่ในอำนาจของมัจจุ”
จึงเกิดคำถามว่า…เรามาฟังธรรมะเพื่ออะไร?
คำว่า “ไม่ประมาทในกาล” เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราอย่างไร?
เพราะเราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้เลยชีวิตจะยืนยาวแค่ไหน จะป่วยด้วยโรคอะไร จะตายเวลาไหน จะตายที่ไหน และตายแล้วจะไปเกิดที่ใด
แล้วเรามีโอกาสฟังพระธรรมในขณะนี้ เราเห็นคุณค่าของโอกาสนั้นหรือไม่?
และยังมีคำถามอีกว่า…
ถึงแม้พระพุทธเจ้าจะทรงอุบัติขึ้น อะไรคือเหตุที่ทำให้ไม่สามารถเข้าใจพระธรรมได้?
เรื่องของอึ่งอ่างที่ร้องอยู่ที่บ้านธัมมะภาคใต้ เรื่องของเทพธิดาที่ผัดวันประกันพรุ่งในการฟังธรรม และเรื่องของผู้ที่พลาดโอกาสในการฟังพระธรรม
ทั้งหมดนี้ชวนให้กลับมาคิดว่าชีวิต ขณะนี้ เรากำลังไม่ประมาทหรือไม่?
และคำว่า “พระสุคต” “สุคโต” ”สุคต“ที่เราได้ยินและสวดอยู่เสมอ แท้จริงแล้วมีความหมายอย่างไร?
ขอเชิญฟังคลิปการสนทนา “เวณฑุสูตร” แล้วค่อยๆ พิจารณาคำว่า “ไม่ประมาท” ไปด้วยกันครับ
ศึกษาเวณฑุสูตรเพิ่มเติมได้ที่นี่ แนวทางเจริญวิปัสสนาตอนที่288
แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 288
วันอาทิตย์ช่วงบ่าย : ศึกษาพระธรรมเพื่อเข้าใจความจริง คืออะไร?
คลิกที่นี่เพื่อฟังคลิป
ศึกษาพระธรรมเพื่อเข้าใจความจริง
เราควรเริ่มต้นศึกษาธรรมะจากตรงไหน?

ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ได้ตอบคำถามนี้ พร้อมอธิบายเหตุผลต่างๆ ไว้ให้ไตร่ตรองในคลิปแล้ว
เพราะพระอภิธรรมกล่าวถึง
“สิ่งที่มีจริง”แล้วสิ่งที่มีจริงนั้นอยู่ที่ไหน?ไม่ได้อยู่ไกลออกไปเลย
อภิธรรมคือขณะนี้ตั้งแต่ตื่นจนหลับ ทุกขณะล้วนมีสิ่งที่มีจริงปรากฏ
การศึกษาพระอภิธรรมจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการท่องจำแต่เป็นการค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริงและค่อยๆ นำไปสู่การไถ่ถอนความเป็นตัวตน
จึงมีคำถามที่น่าฟังมากว่า…
ถ้าเราเริ่มอ่านพระสูตรโดยยังไม่มีพื้นฐานความเข้าใจเรื่องพระอภิธรรมจะเป็นอย่างไร?
การศึกษาพระอภิธรรมทำให้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างไร?
เสียงฟ้าร้อง เสียงรถ เสียงนก จะมีอยู่จริงหรือไม่ ในตอนที่เราไม่ได้ยิน?
และคำถามที่ดูเหมือนง่ายอย่าง “ผัสสะเป็นกุศลหรืออกุศล?”
แม้แต่ขณะที่เราหลับสนิท จิตในขณะนั้นเป็นกุศลหรืออกุศล?
ทำไมจึงไม่ควรรีบตอบ? คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อทดสอบความจำแต่ชวนให้เราไม่รีบด่วนสรุป และค่อยๆ พิจารณาธรรมะตามความเป็นจริง
เพราะลาภที่ประเสริฐที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถเก็บไว้เป็นทรัพย์สินได้
แต่คือโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม และค่อยๆ สะสมความเข้าใจ
ขอเชิญฟังการสนทนาในช่วงบ่าย แล้วลองพิจารณาดูว่า“การศึกษาพระธรรมเพื่อเข้าใจความจริง” สำหรับเราในขณะนี้ คืออะไร?
ขอเน้นว่า คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การรีบหาคำตอบ แต่อยู่ที่การค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ พิจารณา ค่อยๆ ไตร่ตรอง สะสมความเข้าใจว่า
“คืออะไร”

