บุญจึงต้องเป็นบารมีด้วย

  
เมตตา
วันที่  15 ก.ย. 2569
หมายเลข  53116
อ่าน  34

[เล่มที่ 35] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้า 115

๑. จักกสูตร

ว่าด้วยจักร ๔

[๓๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักร (คือธรรมดุจล้อรถ) ๔ ประการนี้ เป็นเหตุให้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้ประกอบพร้อมแล้วได้จักร (ที่จะหมุนนำไปสู่ความเจริญ) ๔ ประการ เป็นเหตุให้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้ประกอบพร้อมแล้ว ถึงความใหญ่ความไพบูลย์ในโภคทรัพย์ทั้งหลายไม่นานเลย จักร ๔ ประการ คืออะไร คือ ปฏิรูปเทสวาสะ (ความอยู่ในถิ่นที่เหมาะ) ๑ สัปปุริสูปัสสยะ (ความพึ่งพิงสัตบุรุษ) ๑ อัตตสัมมาปณิธิ (ความตั้งตนไว้ชอบ) ๑ ปุพเพกตปุญญตา (ความเป็นผู้มีความดีอันได้ทำไว้ก่อน) ๑ นี้แลจักร ๔ ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้ประกอบพร้อมแล้วได้ จักร ๔ ประการ เป็นเหตุให้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้ประกอบพร้อมแล้ว ถึงความใหญ่ความไพบูลย์ในโภคทรัพย์ทั้งหลายไม่นานเลย

นรชนพึงอยู่ในถิ่นที่เหมาะ พึงทำอารยชนให้เป็นมิตร ถึงพร้อมด้วยความตั้งตนไว้ชอบ มีความดีอันได้ทำไว้ก่อน ข้าวเปลือก ทรัพย์ ยศ เกียรติ และความสุข ย่อมพรั่งพรูมาสู่นรชนผู้นั้น.

จบจักกสูตรที่ ๑


อ.คำปั่น: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ สืบเนื่องมาจากสนทนาเมื่อวันวานครับ วันจันทร์ ก็ได้นำคลิปธรรมเตือนใจ เก็บกิเลสหรือเก็บปัญญา มาสนทนากับคณะอาจารย์ ก็ได้รับประโยชน์มากเลยนะครับ แล้วประเด็นธรรมในวันนี้ ก็คือความสำคัญของความเป็นผู้ที่ได้สะสมบุญไว้แต่ปางก่อนครับ ก็จะขอโอกาสได้กล่าวถึงข้อความที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวในคลิปนี้ด้วยครับ ท่านอาจารย์ได้กล่าวว่า ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดต้องเป็นบุญที่ได้ทำไว้แต่ปางก่อน ที่เป็นปัจจัยที่จะทำให้มีโอกาสได้ฟัง และเห็นประโยชน์สูงสุดในชีวิตแต่ละชาติว่า ไม่มีประโยชน์อื่นใดจะเสมอเท่ากับการได้ฟัง และได้เข้าใจธรรม ซึ่งตนเองไม่สามารถจะรู้ได้ เพราะว่า ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น แต่ละครั้งที่ได้ฟังมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นขณะใด ขณะนั้นก็ค่อยๆ ละคลายกิเลสซึ่งสะสมมา แต่เหมือนหยดน้ำทีละหยดบนหินก้อนใหญ่มหึมา จนกว่าอกุศลนั้นจะหมดไปครับ

ข้อความนี้ก็ไพเราะมากครับ แล้วก็ข้อความในพระไตรปิฎกก็มีแสดงไว้มากเลยครับที่แสดงถึงความเป็นผู้ที่ได้สะสมบุญไว้แต่ปางก่อนครับ อย่างข้อความในจักกสูตร ครับ ในอังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต ก็ได้แสดงถึงความสำคัญของความเป็นผู้ที่ได้กระทำบุญไว้แต่ปางก่อนครับ ก็คือปุพเพกตปุญญตา ครับ ซึ่งก็มีข้อความแสดงไว้ว่า ปุพเพกตปุญญตา ก็คือความเป็นผู้ที่ได้กระทำบุญไว้แต่ปางก่อนครับ ในอรรถกถาจักกสูตร ก็มีคำอธิบายว่า กุศลกรรมเท่านั้นอันบุคคลใดทำด้วยจิตที่ประกอบด้วยญาณ กุศลจิตนั่นแหละ ย่อมนำคนนั้นเข้าไปอยู่ในถิ่นที่เหมาะ ให้คบหาสัตบุรุษ ก็บุคคลนั้นย่อมตั้งตนไว้ชอบด้วยอาการอย่างนี้ครับ นี่คือข้อความที่แสดงไว้ครับ ถึงความสำคัญของความเป็นผู้ที่มีบุญอันได้กระทำไว้แล้วแต่ปางก่อน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งครับ

แล้วก็อีกส่วนหนึ่งที่ได้แสดงไว้ เป็นมงคลประการหนึ่งครับในมงคลทั้งหลาย เป็นเหตุนำมาซึ่งความเจริญจริงๆ ครับ ข้อความในอรรถกถามงคลสูตรนะครับ ก็แสดงไว้ว่า ความเป็นผู้ปรารภพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพระพุทธเจ้า และพระขีณาสพ สร้างกุศลไว้ในชาติที่ล่วงมาแล้ว ชื่อว่า ความเป็นผู้มีบุญทำไว้ในกาลก่อน แม้ความเป็นผู้ทำบุญไว้ในกาลก่อนนั้นก็เป็นมงคล เพราะเหตุไร เพราะอธิบายว่า ความเป็นผู้ทำบุญไว้ในกาลก่อนย่อมให้บรรลุพระอรหัต แม้จบคาถาแม้ ๔ บท ครับ นี่คือสูงสุดเลยครับของความเป็นผู้ที่มีบุญอันได้กระทำไว้แล้วแต่ปางก่อน เป็นเหตุสำคัญอย่างยิ่งครับ

แล้วก็อีกข้อความหนึ่งครับ ที่น่าพิจารณาอย่างยิ่ง ก็คือก็บุคคลผู้ใดสร้างบารมีไว้ มีกุศลมูลอันหนาแน่นมาก่อน มนุษย์ผู้นั้นยังวิปัสสนาให้เกิดแล้ว ย่อมบรรลุธรรมที่สิ้นอาสวะด้วยกุศลมูลนั้น นั่นแหละ

ก็ยกตัวอย่างบุคคลในสมัยครั้งพุทธกาล อย่างเช่น ท่านพระมหากัปปินะ และพระอัครมเหสี เป็นต้น ครับ

กราเท้าท่านอาจารย์ครับ ความสำคัญของความเป็นผู้มีบุญอันได้กระทำไว้แล้วในกาลก่อนครับ มีความสำคัญอย่างไรครับ แล้วก็เมื่อคืนครับ อ.อรรณพ ก็ได้เกื้อกูลพวกเราอย่างมากเลยว่า ถ้าไม่ได้สะสมเหตุที่ดีมาแล้วเป็นผู้ที่หมดโอกาสเลยครับที่จะเข้าใจความจริงครับ ก็ประมาณนี้ครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงความสำคัญยิ่งของความเป็นผู้ที่ได้สะสมบุญไว้แต่ปางก่อนครับ มีความสำคัญยิ่งอย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: ก็ต้องรู้ว่า บุญคืออะไรก่อน ใช่ไหม?

อ.คำปั่น: ครับ บุญ คือคุณความดีที่เป็นไปเพื่อชำระจิตให้สะอาด ปราศจากอกุศลครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ต่างกับบุญที่เราคิดคร่าวๆ ใช่ไหม! ทำบุญแค่ทาน แต่ว่า บุญคืออะไรอีกครั้งหนึ่งสิ

อ.คำปั่น: บุญ คือคุณความดีที่ชำระจิตให้สะอาดปราศจากอกุศล ครับ

ท่านอาจารย์: แล้วเดี๋ยวนี้จิตสะอาดแล้วหรือยัง?

อ.คำปั่น: จิตยังไม่สะอาดครับ ยังเต็มไปด้วยอกุศลอยู่ ครับ

ท่านอาจารย์: และ ถ้าไม่มีความเห็นถูกต้องว่า อะไรดีอะไรชั่ว และธรรมคืออะไร สามารถที่จะชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความไม่รู้ และอกุศลมากมายได้ไหม?

อ.คำปั่น: ไม่ได้เลยครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น บุญจึงต้องเป็นบารมีด้วยใช่ไหม ตามที่ได้ฟังเมื่อกี้นี้?

อ.คำปั่น: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีความเข้าใจสิ่งที่มี ไม่ได้พบคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยไม่ว่าในกาละไหนๆ ไม่สามารถที่จะเข้าใจความหมายของคำว่า บุญหรือบารมีที่จะชำระจิตให้บริสุทธิ์

เพราะว่า ถึงแม้ว่าจะทำสิ่งที่เป็นสิ่งที่ดี ให้ทาน รักษาศีล เป็นต้น แต่ไม่มีความเข้าใจอะไรเลย ขณะนั้นจะบริสุทธิ์จากความไม่รู้ และจากกิเลสทั้งหลายได้ไหม?

อ.คำปั่น: ไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น สำคัญที่สุด คือ บุญเป็นคุณความดีที่จะชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอกุศลทั้งปวง

เพราะฉะนั้น ต้องสำนึกก่อน ไม่ใช่คิดว่าดีแล้ว แต่ดีแล้ว แล้วก็รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า!! ฟังคำของพระองค์หรือเปล่า!! พระองค์ตรัสถึงบุญทั้งปวงที่จะค่อยๆ ชำระอกุศลจนกระทั่งไม่เหลือเลยถึงความเป็นพระอรหันต์ นั่นประโยชน์สูงสุด ที่จะต้องฟังทุกคำจากการที่ไม่รู้ว่า บุญคืออะไร ไม่ใช่แค่คุณความดี แต่คุณความดีที่จะชำระจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลสทั้งปวง

ซึ่งถ้าไม่มีปัญญา ความเห็นความเข้าใจที่ถูกต้องในคำที่พระสัมมาสัมพทธเจ้าได้ทรงแสดงหนทางที่พระองค์ทรงบำเพ็ญจนถึงการตรัสรู้ดับกิเลสได้ คนนั้นก็ไม่มีโอกาสที่จะชำระจิตให้หมดจดจากกิเลสได้

เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าพอได้ยินคำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยกมือขึ้นไหว้กราบนมัสการแต่ไม่รู้คุณในความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่กระทำให้แต่ละคนเริ่มเห็นโทษของอกุศล แล้วก็รู้หนทางที่จะชำระจิตให้หมดจดจากอกุศล นี่เป็นจุดประสงค์ของการฟังหรือเปล่า หรือฟังไปเพื่อสนุกสนาน เพื่อจะได้รู้สิ่งนั้นสิ่งนี้เหมือนวิชาการต่างๆ แต่ว่าไม่ได้รู้คุณจริงๆ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ตรัสให้รู้ความจริงที่ลึกซึ้งยากที่จะรู้ได้

รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วหรือยัง? ทรงประจักษ์แจ้งสิ่งที่มีที่เป็นจริงทั้งหมด จนกระทั่งละคลายความไม่รู้ และอกุศลธรรมทั้งหลาย ชำระจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสทั้งปวง


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
เมตตา
วันที่ 15 ก.ย. 2569

อ..คำปั่น: กราบท่านอาจารย์ครับ ท่านอาจารย์ก็เริ่มคำว่า บุญ แล้วก็ค่อยๆ กล่าวถึงความเป็นจริงครับ ทีละเล็กทีละน้อยที่จะเกื้อกูลให้ได้สะสมความเข้าใจ และการที่จะเข้าใจในความจริงได้ ก็ต้องอาศัยผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง ก็คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ ก็เป็นการเกื้อกูลมากเลยครับ แล้วก็ในประเด็นที่กระผมได้กราบเรียนท่านอาจารย์ ก็คือว่าความเป็นผู้ที่มีบุญอันได้กระทำไว้แล้วในกาลก่อน มีความสำคัญอย่างไรครับ ที่จะเป็นเครื่องอุปการะเกื้อกูลต่อการเจริญขึ้นของปัญญาครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ต้องรู้ว่า ปัญญารู้อะไร? ไม่ใช่แค่พูด ปัญญาอย่างนั้นปัญญาอย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้มีปัญญาหรือเปล่า? แล้วปัญญารู้อะไร?

ถ้าเดี๋ยวนี้ไม่มี รู้ไหมว่าปัญญาคืออะไร? อยู่ไหน? ต้องละเอียดมากจึงจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่ละเอียดคิดเองทั้งนั้นเลย

แต่แม้แต่กิเลสที่มีเดี๋ยวนี้ รู้หรือเปล่าว่า ถ้าไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้หนทาง ชำระจิตจนหมดจดจากกิเลส ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้เลยขณะนี้มีกิเลสที่ต้องละไหม?

ต้องเป็นคนที่ละเอียดอย่างยิ่งจึงจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ และเห็นคุณสูงสุด ถ้าไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีทางเลยที่จะหมดกิเลสได้ ยังไม่รู้เลยว่า เดี๋ยวนี้อยู่กับกิเลสใช่ไหม?

อ.คำปั่น: อยู่กับกิเลสครับ

ท่านอาจารย์: แล้วจะหมดได้อย่างไรถ้าไม่รู้จักกิเลส และไม่เห็นโทษของกิเลส ทั้งหมดมาจากความไม่รู้ความจริง

อ.คำปั่น: ครับ ที่จะค่อยๆ เข้าใจได้ก็ต้องอาศัยพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงครับ

ท่านอาจารย์: ฟังธรรมแต่ไม่รู้ว่าฟังทำไม ฟังเพื่ออะไร ใช่ไหม?

อ.คำปั่น: ก็ต้องมีจุดประสงค์ที่ถูกต้อง ก็คือเพื่อความเข้าใจความจริงครับ

ท่านอาจารย์: ทำไมต้องเข้าใจความจริงด้วย?

อ.คำปั่น: เพราะว่าเป็นสิ่งที่ควรรู้ ควรศึกษา ควรเข้าใจ ครับ เพราะว่าไม่รู้มานานแสนนานครับ

ท่านอาจารย์: เพราะเริ่มรู้ว่า ความไม่รู้เป็นโทษอย่างใหญ่ยิ่ง เพราะนำมาซึ่งการกระทำทางกายทางวาจาที่เป็นอกุศล

อ.คำปั่น: เป็นประโยชน์มากเลยครับ ทำไมต้องรู้ความจริงในขณะนี้ด้วยด้วย ก็คือเห็นโทษของความไม่รู้ เป็นประโยชน์มากเลยครับเป็นเครื่องเกื้อกูลอย่างยิ่งครับ

ท่านอาจารย์: แต่ว่าฟังอีกนานเท่าไหร่กว่าจะเห็นโทษ เห็นไหม ลึกซึ้งอย่างยิ่ง กว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้ความจริง ด้วยพระมหากรุณาที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มิฉะนั้นแล้ว จะไม่มีใครที่จะได้ยินได้ฟังความจริงซึ่งเดี๋ยวนี้ทุกขณะลึกซึ้งอย่างยิ่ง แม้แต่จะบอกว่าลึกซึ้งก็แค่พูดตามใช่ไหม? แล้วลึกซึ้งอย่างไร? เห็นไหม ต้องไตร่ตรอง ไม่ใช่ไปฟังแล้วก็จำแล้วก็ทำตาม แต่ไม่มีความเข้าใจความลึกซึ้งของธรรม

อ.คำปั่น: เป็นประโยชน์มากเลยครับ แล้วยิ่งท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงพระคุณอันประเสริฐยิ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ยิ่งเพิ่มพูนจริงๆ ที่ควรที่จะได้ฟังคำของพระองค์จริงๆ ครับ เพราะว่า กว่าที่พระองค์จะได้ทรงตรัสรู้ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเพียงใด พระองค์ทรงเป็นบุคคลผู้ที่หาได้ยากครับ ซึ่งข้อความในมโนรถปูรณีอรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาติ ก็แสดงข้อความไว้ที่ไพเราะมากว่า การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงถึงการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่ว่าบำเพ็ญบารมีเพียงแค่ครั้งสองครั้ง แล้วก็เรื่อยมาไม่ใช่เพียงแค่ ๓ อสงไขย แต่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีทั้ง ๑๐ สิ้น ๔ อสงไขย แสนกัปป์แล้ว จึงสามารถบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้ ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ พระองค์จึงชื่อว่าเป็นบุคคลผู้หาได้ยากครับท่านอาจารย์ แต่ละคำที่ได้ฟังก็มาจากพระบารมีของพระองค์ทั้งหมดเลยครับ เพราะฉะนั้น ก็เป็นสิ่งที่ควรฟังควรศึกษาจริงๆ เพราะว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะเกิ้อกูลให้ความเข้าใจค่อยๆ เกิดขึ้นค่อยๆ เจริญขึ้น ค่อยๆ เห็นโทษของความไม่รู้ และขณะนี้ที่ได้สะสมความเข้าใจครับ ความเข้าใจก็ไม่สูญหาย ก็สะสมเป็นที่พึ่งเป็นที่อาศัยต่อไป เพราะขณะนี้ก็เป็นอดีตชาติของขณะต่อไปด้วยครับท่านอาจารย์ ก็ความจริงก็เป็นความจริงโดยตลอดเลยจริงๆ ครับ กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างยิ่งครับ

ขอเชิญฟังได้ที่ ..

เก็บกิเลสหรือเก็บปัญญา

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ