คบหากับความจริง

[เล่มที่ 44] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้า 90-91
บทว่า เชตวเน ความว่า ชื่อว่า เชต เพราะชนะข้าศึกของตน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เชต เพราะประสูติในเมื่อพระราชาชนะเหล่าชนผู้เป็นข้าศึก. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เชต เพราะตั้งชื่อท่านอย่างนั้น เพราะต้องการให้เป็นมงคล. ชื่อว่า วนะ เพราะคบหา อธิบายว่า ทำความภักดีในตนให้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลาย ด้วยคุณสมบัติของตน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วนะ เพราะร้องขอ อธิบายว่า เหมือนร้องขอเหล่าสัตว์ว่า พวกท่านจงใช้สอยเรา ด้วยการขานเสียงร้องของวิหคมีดุเหว่าเป็นต้น ด้วยความเมาในความเพลิดเพลิน ด้วยดอกไม้และของหอมนานาชนิด และด้วยมือคือใบอ่อนของกิ่งไม้ที่ถูกลมอ่อนพัดโชย. สวนของเจ้าเชต ชื่อว่าเชตวัน. จริงอยู่ สวนนั้นพระราชกุมารพระนามว่าเชต ทรงปลูกสร้างให้เจริญและรักษาไว้ เจ้าเชตนั่นแหละเป็นเจ้าของสวนนั้น เพราะฉะนั้น สวนนั้นจึงเรียกว่า เชตวัน. ในสวนชื่อว่าเชตวันนั้น.
บทว่า อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ความว่า มหาเศรษฐีนั้น นามว่า สุทัตตะ โดยที่บิดามารดาตั้งชื่อให้ ก็ท่านเศรษฐีนั้นให้ก้อนข้าวแก่คนอนาถาเป็นนิตยกาล เพราะมีความสำเร็จในสิ่งที่ประสงค์ทุกประการ เพราะปราศจากมลทินคือความตระหนี่ และเพราะพรั่งพร้อมด้วยคุณ มีกรุณาเป็นต้น เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า อนาถปิณฑิกะ. ชื่อว่า อาราม เพราะเป็นที่ยินดีของสัตว์ คือ นักบวชโดยพิเศษ อธิบายว่า ผู้มาจากที่นั้นๆ ย่อมยินดีเพลิดเพลินไม่เบื่อหน่ายอยู่ ด้วยความงามของดอกไม้และผลไม้เป็นต้น และด้วยความสมบูรณ์แห่งองค์ของเสนาสนะ ๕ ประการ มีไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นัก เป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอาราม เพราะนำคนแม้ไปในที่นั้นๆ มายินดีเฉพาะในภายในตน ด้วยสมบัติมีประการดังกล่าวแล้ว.
อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ เมื่อวาน อ.วิชัย ก็ได้นำสนทนาข้อความที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวไว้บรรยายไว้อย่างดีแล้วนะครับ ก็เป็นข้อความที่เป็นจริง จริงๆ สำหรับผู้ที่เห็นประโยชน์ และศึกษาธรรมเพิ่มขึ้น ยิ่งฟังยิ่งเห็นในความลึกซึ้งของพระธรรมในแต่ละคำ ครับ
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาที่มห่วิทยาลัยเกษตรศาสัตร์ ท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวถึงคำหนึ่ง คือภักดีต่อความจริง ก็เป็นคำที่ไพเราะและคงต้องมีความลึกซึ้งอย่างยิ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ท่านอาจารย์ก็ได้กรุณากล่าวถึงข้อความนี้ซึ่งเป็นข้อความในอรรถกถา เถรสูตร ขุททกนิกาย อุทาน ครับ ซึ่งท่านอธิบายคำว่า เชตวเน หรือพระเชตวัน วนะที่แปลว่าสวย ก็มีข้อความว่า ชื่อว่า วนะ เพราะคบหา อธิบายว่า ทำความภักดีในตน ให้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลายด้วยคุณสมบัติของตน อันนี้เป็นความหมายแรก ครับ
ขอกราบเท้าท่านอาจารย์ครับ คือที่ท่านอาจารย์ได้กรุณาได้อนุเคราะห์ กล่าวกับผมมาก่อนหน้านี้แม้ในคำหนึ่ง คำว่า วนะ สวนนี่ครับ เชตวนะ สวนของเจ้าเชต แม้คำว่า สวน วนะ ก็มีความลึกซึ้งจริงๆ ครับ ชื่อว่า วนะ เพราะคบหา อธิบายว่า ทำความภักดีในตนให้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลาย ด้วยคุณสมบัติของตน ท่านอาจารย์ช่วยโปรดอธิบาย
ท่านอาจารย์: คงต้องมี อารามะ ด้วยใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ครับ มีอารามะ ด้วย
ท่านอาจารย์: อารามะ คืออะไร?
อ.อรรณพ: ที่มายินดีครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น วนะ คือคบหา ใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ครับ ชื่อว่า วนะ เพราะคบหา ครับ
ท่านอาจารย์: คบหาอะไร จึงนำมาซึ่งความปีติยินดีสูงสุดเหลือที่จะพรรณาได้
อ.อรรณพ: คบหาพระธรรมความจริง ซึ่งเป็นความจริง จริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: คบหากับความจริง ดีไหม?!!
อ.อรรณพ: ประเสริฐสุดครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะคบหาความจริงได้จากใคร และที่ไหน?!! ถ้าไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้น ที่เราเคยได้ยินบ่อยๆ ใช่ไหม มงคล เว้นคบคนพาล คบบัณฑิต บัณฑิตสูงสุด คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจะคบพระองค์ได้ที่ไหนล่ะ?! ในเมื่อพระองค์พักอยู่ที่พระวิหารเชตวัน เชตวนาราม ที่มาซึ่งความยินดีในการคบหา ไม่ใช่ไปเฉยๆ ไปหาแล้วก็กลับ แต่ คบหาใครที่นั่น!! ไม่ใช่แต่ภูเขาลำธาร หรืออะไรใช่ไหม แต่ที่นำซึ่งความยินดีมาให้ในการคบหาต้องเป็นความจริง ซึ่งไม่มีใครสามารถจะรู้ได้เลย เพราะเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง แค่นี้!!
เพราะฉะนั้น คำทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลึกซึ้งอย่างยิ่งหรือเปล่า? จึงได้นำความปีติยินดีอย่างยิ่งในการที่คบหา จนกระทั่งมีความเข้าใจความจริงอย่างถูกต้อง อย่างภักดีต่อความจริงด้วยความเข้าใจของตนเอง ที่สามารถที่จะรู้ความจริงนั้นได้
เพราะฉะนั้น ก็เป็นธรรมดาที่เรามีโอกาสที่จะได้ฟังคำ แต่เผินมากถ้าไม่ไตร่ตรอง แม้แต่คำว่า วนะ คบหา, อารามะ ที่นำความยินดีปลาบปลื้มสูงสุดมาให้ในสังสารวัฏฏ์ เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่ตรงต่อความเป็นจริง
แต่ เอาอย่างอื่นมาให้มากมายสักเท่าไหร่ นำความปลาบปลื้มยินดีมาให้ชั่วคราว แล้วก็หมดไปๆ ๆ แต่ว่า สิ่งที่ประเสริฐที่สุดที่นำความจริงมาให้สามารถจนถึงประจักษ์แจ้ง ภักดีต่อความเป็นจริงไม่เป็นอื่น นี่คือความหมายของ วนะ (เชต + วนา + ราม) เชตวนาราม ใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ซาบซึ้งครับ พวกเราก็มีความซาบซึ้งใน พระเชตวัน หรือเชตวนาราม (วนะ + อาราม) ซึ่งก็เดี๋ยวจะมีโอกาสเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน อ.วิชัย ก็ปรารภกับผมว่า มีโอกาสก็จะใช้วันลาได้ไปวัดเชตวันอีก ผมก็ยินดีในกุศลครับ
เพราะฉะนั้น วันนี้ครับท่านอาจารย์ได้กล่าว และก่อนหน้านี้ด้วย ซาบซึ้งในคำว่า เชตวนาราม คืออารามที่เป็นสวนของเจ้าเชต ที่มายินดี ซึ่งสวนก็มีต้นไม้พันธ์ไม้ มีความงดงามต่างๆ ที่ท่านอาจารย์กล่าวไปก็ไปจนถึงความหมายอีกอย่างหนึ่งนะครับ ซึ่งผมก็จะขอกราบเรียนครับ อันนี้ท่านอาจารย์ก็กล่าวแล้วล่ะ อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า วนะ เพราะร้องขอ อธิบายว่า เหมือนร้องขอเหล่าสัตว์ว่า พวกท่านจงใช้สอยเราด้วยการขันเสียงร้องของวิหค มีดุเหว่า เป็นต้น ด้วยความเมาในความเพลิดเพลินด้วยดอกไม้ และของหอมนานาชนิด ด้วยมือ คือใบอ่อนของกิ่งไม้ที่ถูกลมอ่อนพ้ดโชย ครับ อันนี้ก็พอเข้าใจได้โดยทั่วไปว่า วนะ คือสวน ซึ่งเป็นที่รื่นรมณ์ ดูประหนึ่งว่า มีการร้องขอ ก็คือร้องขอให้ได้มาชมความงาม เพราะเป็นแหล่งสถานที่น่ารื่นรมณ์ ให้คนได้ไปชมความงาม แล้วก็เพลิดเพลินไปด้วยโลภะต่างๆ
กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ แล้วถ้าเป็นวนาราม ก็คือสวน ที่จะร้องขอให้ให้มายินดีในพระธรรมคืออย่างไร?
ท่านอาจารย์: สวนธรรมะ ใช่ไหม?
อ.อรรณพ: สวนธรรม ครับ
ท่านอาจารย์: ไม่ใช่สวนอื่น เพราะฉะนั้น ร้องขอ อุปมาเหมือน นก กา ถ้าไม่ร้องใครจะรู้ไหมว่าอยู่ไหม?
อ.อรรณพ: ไม่รู้ครับ
ท่านอาจารย์: นิ่งเงียบกันไปหมด แต่นี่ร้องให้รู้ว่าอยู่ที่นี่ แล้วก็ขอให้ได้ใช้สอย ไม่ใช่มาเปล่าๆ เพราะฉะนั้น มาที่พระวิหารเชตวันได้คบหากับธรรม ได้ภักดีต่อความจริงซึ่งเป็นธรรม ซึ่งเป็นโอกาสที่ประเสริฐสุดในสังสารวัฏฏ์ที่จะประจักษ์แจ้งความจริง
แล้วไม่ใช่อยู่เฉยๆ นะ ใช้สอยความจริงนั้นประพฤติตาม
พระไตรปิฎกอยู่ในตู้ เก็บไว้ไม่อ่านเลย ต่างกับใช้สอยใช่ไหม? มีไว้ใช้สำหรับอ่านใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: มีทุกคำไว้สำหรับตรึกตรองใช่ไหม? มีทุกคำสำหรับให้รู้ความจริงที่ลึกซึ้งใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ใช่ที่สุดครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ร้องขอว่า อยู่นี่ ที่จะได้เข้าใจความจริง ใช้สอยด้วยการเข้าใจจนกระทั่งประพฤติตาม ไม่ใช่อยู่เฉยๆ จนรู้แจ้งอริยสัจจธรรม
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
๕. เถรสูตร ว่าด้วยพระเถระผู้ใหญ่เข้าเฝ้า
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ

