ข้อความจาก พระไตรปิฏกเล่มที่ ๘๕ (หน้าที่ ๑๓ อธิบายอุเทศวาระ)
"บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ย่อมพิจารณากรรม นั้นให้หนัก ย่อมพิจารณากรรมที่เคยสร้างสมมาให้หนัก ขอความอนุเคราะห์ช่วยอธิบายขยายความ " ... ย่อมพิจารณากรรมนั้นให้หนัก" คืออย่างไรค่ะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดอย่างยิ่ง ในประเด็นคำถาม ข้อความดังกล่าว
เป็นการอธิบายถึง อารัมมณูปนิสสยปัจจัย ว่าโดยความหมาย คือ
ธรรมที่เป็นอารมณ์อันหนักแน่น กล่าวคือ จิต เจตสิก รูป
ที่เกิดในวาระก่อนๆ และ พระนิพพาน เป็นปัจจัยที่มีกำลัง
อุปการะเกื้อกูลให้นามธรรม คือ
จิตและเจตสิกเกิดขึ้นในภายหลัง หรือ
สิ่งที่เป็นอารมณ์และเป็นที่อาศัยที่มีกำลัง
เป็นเหตุให้จิตและเจตสิก มีกำลัง ดังนั้น
การให้ทานที่สำเร็จไปแล้ว
การสมาทานรักษาศีลถือเอาเป็นข้อประพฤติปฏิบัติที่สำเร็จไปแล้ว
การรักษาอุโบสถศีลที่สำเร็จไปแล้ว
เป็นปัจจัยให้กุศลจิตเกิดในภายหลังได้
เพราะการเจริญกุศลดังกล่าวที่สำเร็จไปแล้ว
เป็นอารมณ์ที่หนักแน่น ควรค่าแก่การระลึกถึง
ควรแก่การใส่ใจอย่างยิ่ง ควรแก่การเสพคุ้นบ่อยๆ จึงเกื้อกูลให้กุศลจิตขึ้นต่อไปได้ซึ่งเป็นกุศลจิตที่มีกำลังด้วย
เพราะอาศัยอารมณ์ดังกล่าวนั้น
โดยอารัมมณูปนิสสยปัจจัย เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้อความที่ว่า "ย่อมพิจารณากรรมนั้นให้หนัก" จึงเข้าใจได้ว่ามีการเจริญกุศลที่สำเร็จแล้วเป็นอารมณ์ที่หนักแน่น
ควรค่าการระลึกถึงซึ่งจะเป็นเหตุให้กุศลจิตขึ้นได้ ครับ
... ยินดีในกุศลของคุณ Nareopak และทุกๆ ท่านด้วยครับ ...
