ถ้าไม่มีกิเลส จะมีกรรมได้ไหม?

[เล่มที่ 76] พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้า 82
กรรมนิยาม (ความแน่นอนของกรรม) ความที่กรรมนั้นๆ ให้ผลเช่นเดียวกันกับกรรมนั้นๆ อย่างนี้คือ
กรรมที่ประกอบด้วยกุศลเหตุ ๓ ย่อมให้วิบากเป็นติเหตุกะ ทุเหตุกะ
และอเหตุกะ กรรมที่ประกอบด้วยกุศลเหตุ ๒ ย่อมให้วิบากเป็นทุเหตุกะ
และอเหตุกะ ไม่ให้วิบากเป็นติเหตุกะชื่อว่า กรรมนิยาม.
อีกอย่างหนึ่ง
เป็นกรรมนิยามด้วยอำนาจแห่งวิบากเหมือนกับกรรมนั่นแหละ
เพื่อแสดงกรรมนิยามนั้น ท่านอาจารย์ทั้งหลายกล่าวเรื่องไว้ดังนี้
ในสมัยแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บ้านใกล้ประตูพระนครสาวัตถีถูกไฟไหม้
กระจุกหญ้า ๒ ติดไฟโพลงแต่บ้านไฟไหม้นั้น
ขึ้นไปสวมคอกาตัวบินทางอากาศ กานั้นร้องตกตายในแผ่นดิน.
อ.วิชัย: ขอโอกาสร่วมสนทนากับท่านอาจารย์ ครับ ก็ฟังเรื่องวิบาก แล้วก็กรรม ครับ แต่ก็เป็นการที่จะพิจารณา แล้วก็ไตร่ตรองเข้าใจขึ้น แต่ประเด็นที่จะเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ ก็คือความมั่นคงในเรื่องกรรม และผลของกรรม ครับ อย่างในคำบรรยายที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวไว้ในแนวทางเจริญวิปัสสนา ท่านอาจารย์ก็กล่าวถึงเรื่องของกรรมไว้หลากหลายนัยยะ ครับ
ซึ่งข้อความในพระสูตรเอง ก็แสดงกรรมไว้หลากหลาย หรือแม้แต่ในปฏิสัมภิทามรรคเองก็แสดงเรื่องของกรรมไว้หลากหลาย ครับ หรือแม้แต่ในพระอภิธรรมปิฎก ก็แสดงเรื่องของนิยาม ๕ อย่าง ก็แสดงเรื่องของกรรม กรรมนิยาม การที่กรรมนั้นเป็นความแน่นอนของกรรมนั้นที่จะให้ผลนะครับ อย่างเรื่องของกาที่บินไปไปแล้ว เฉวียนหญ้าติดไฟแล้วก็ไปสวมคอตาแล้วก็ตกลงมาตาย นี่ครับ ท่านอาจารย์ครับ ดูเหมือนกับเรื่องของกรรมที่ศึกษาก็พอเข้าใจได้ในเรื่องราว ครับ หรือแม้แต่พระสูตรที่ทรงแสดงเรื่องของบุคคลที่ได้รับผลเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งกรรมที่เขาได้ทำในบัดนี้ แต่เพราะเหตุที่ทำแล้วในอดีต การฟังเรื่องกรรม และผลของกรรม นี่ครับ ก็ดูเหมือนกับเป็นเรื่องราว แต่ความเป็นจริงก็ต้องมีสภาพธรรมที่เป็นเหตุให้เรื่องราวต่างๆ เหล่านั้น นะครับ
ในประเด็นที่จะกราบเรียนท่านอาจารย์ ก็คือการที่จะเป็นผู้ที่มั่นคงในเรื่องกรรม และผลของกรรมจริงๆ นี่ ฟังเรื่องราวก็ดูเหมือนเข้าใจเรื่องราว แต่ที่จะมั่นคงจริงๆ คืออย่างไร ครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: มั่นคงในธรรมที่มีจริงหรือเปล่า?
อ.วิชัย: มั่นคงในธรรมที่มีจริงหรือเปล่า ตอนนี้ยังครับ
ท่านอาจารย์: ไม่ได้แยกกรรมออกจากธรรมเลย ใช่ไหม?
อ.วิชัย: กรรมก็เป็นธรรม ครับ ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เป็นธรรมประเภทไหน?
อ.วิชัย: เป็นนามธรรมครับ เป็นเจตสิกครับ
ท่านอาจารย์: ก็ชัดเจนอยู่แล้ว แล้วสงสัยในอะไร? เจตสิกก็ต้องเกิดดับพร้อมจิต รู้สิ่งเดียวกัน ดับพร้อมกัน แต่หน้าที่ต่างกัน
อ.วิชัย: ครับ คืออย่างก็รู้ว่า การให้ผลของกรรม ก็ให้ผลตั้งแต่กำเนิด คือนำเกิดก็มี อุปถัมถ์ก็มี เบียดเบียนก็มี ตัดรอนก็มีครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น กรรมต่างกับกิเลสหรือเปล่า?
อ.วิชัย: ต่างกันครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะต้องรู้ว่า กรรมทางกายมีไหม? ทางวาจามีไหม? ทางใจมีไหม? เพราะกิเลสที่ไม่เป็นกรรม ไม่ถึงระดับขั้นของกรรมก็มี!!
อ.วิชัย: ครับ ท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น กรรมมีอะไรบ้างทางกาย ทางวาจา ทางใจ เห็นไหม!? ถ้าไม่รู้ก็ไม่สามารถจะรู้ได้ว่า ขณะนี้ ที่เกิดเดี๋ยวนี้จากกรรมอะไร?
อ.วิชัย: ครับ อย่างที่กำลังสนทนากับท่านอาจารย์ ก็เป็นเรื่องของวจีกรรมที่เกิดขึ้นเป็นไป ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เป็นคำพูดใช่ไหม?
อ.วิชัย: เป็นคำพูด ครับ
ท่านอาจารย์: เป็นกรรมอะไร กุศลกรรมหรืออกุศลกรรม?
อ.วิชัย: ก็เป็นกุศลกรรมในการกล่าว หรือสนทนาธรรม ครับ
ท่านอาจารย์: จะไม่ให้ผลได้ไหม?
อ.วิชัย: เมื่อมีเหตุปัจจัยให้ผล ก็ย่อมให้ผลครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น กรรม เป็นปัจจัยให้เกิดผลของกรรม และผลของกรรมนี่ ไหนล่ะ? เมื่อไหร่ล่ะ? ผล ผล ผลกรรมอยู่ไหน?!
อ.วิชัย: ถ้าเป็นความละเอียด ก็เดี๋ยวนี้เองครับท่านอาจารย์ ขณะเห็น ขณะได้ยินเป็นผลของกรรม ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็มั่นคงว่า ขณะเห็นไม่ใช่เจตนาที่เป็นสภาพกรรมะที่จะให้ทำสิ่งใดที่เป็นกุศล หรืออกุศล เพราะเพียงแค่เกิดขึ้นเห็น
คิดดูก็ล่ะกัน เวลานี้เหมือนเห็นตลอดเวลา แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร? เห็นไหม ห่างไกลกันกับความไม่รู้ระดับไหน!! พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร? พระองค์ได้ตรัสสิ่งที่พระองค์ได้ทรงประจักษ์แจ้งแล้วถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง ซึ่งคนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้เลย
เพราะฉะนั้น จึงต้องฟังคำของพระองค์ที่ตรัสให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติ ตรัสรู้ทั้งหมดตามความเป็นจริง
อ.วิชัย: ครับ ฟังท่านอาจารย์ก็พอเข้าใจได้นะครับในเรื่องของขณะนี้เองที่มีการกระทำกรรม และขณะนี้เองก็มีผลที่เกิดขึ้นจากกรรมด้วยครับ ก็เป็นการที่จะเข้าใจศึกษาเรื่องของกรรม ซึ่งมีความละเอียดมีความหลากหลายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกาละของการให้ผลก็ตาม หรือด้วยกิจหน้าที่ของกรรมที่จะให้ผลก็ตาม หรือแม้แต่ในปฏิสัมภิทามรรค ก็แสดงการที่กรรม และผลของกรรมเกิดขึ้นครับ อย่าง กรรมได้มีแล้ว ผลของกรรมได้มีแล้ว ก็คือในอดีตทั้งมีการกระทำกรรม และการให้ผลของกรรมก็เกิดแล้วในอดีตนี่ แสดงว่าการที่พระองค์ทรงแสดงโดยนัยยะที่หลากหลาย นี่ก็เป็นความหลากหลายของสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไป ไม่ว่าจะเป็นตัวกรรมเอง หรือผลของกรรม
แต่การที่จะเป็นผู้มั่นคงในความเป็นกรรม และผลของกรรมเอง ก็คือตรงนี้เองที่เป็นสภาพธรรมครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องรู้จักกิเลส รู้จักกรรม รู้จักผลของกรรม
ถ้าไม่มีกิเลส จะมีกรรมได้ไหม? ถ้ามีกรรมแล้ว ไม่มีผลของกรรมได้ไหม?
อ.วิชัย: ก็ไม่ได้ทั้งนั้นเลยครับ ตราบใดที่ยังมีกิเลส ก็ยังเป็นเหตุให้มีการกระทำกระทำกรรมอยู่ครับ
ขอเชิญฟังได้ที่ ..
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ


