ถ้าไม่รู้ลักษณะจริงๆ ก็เป็นแต่เพียงคำใช่ไหม?

  
เมตตา
วันที่  14 ส.ค. 2569
หมายเลข  52935
อ่าน  24

[เล่มที่ 25] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้า 108-109

ครั้นวชิราภิกษุณี ทราบว่า นี่คือมารผู้มีบาป แล้ว จึงได้กล่าวกะมาร ผู้มีบาป ด้วยคาถาว่า

ดูกร มาร เพราะเหตุไรหนอ ความ เห็นของท่านจึงหวนกลับมาว่า สัตว์, ใน กองสังขารล้วนนี้ ย่อมไม่ได้นามว่า สัตว์ เหมือนอย่างว่า เพราะประกอบด้วยส่วน ประกอบทั้งหลายเข้า การเรียกว่า รถ ย่อมมี ฉันใด เมื่อขันธ์ทั้งหลาย ยังมีอยู่ การสมมติ ว่า สัตว์ ย่อมมี ฉันนั้น ความจริง ทุกข์ เท่านั้น ย่อมเกิด ทุกข์เท่านั้น ย่อมตั้งอยู่และ เสื่อมสิ้นไป นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ.

ลำดับนั้น มารผู้มีบาป เป็นทุกข์ เสียใจ ว่า วชิราภิกษุณี รู้จักเรา ดังนี้ จึงได้ อันตรธาน (หายไป) ไปในที่นั้นเอง.

จบวชิราสูตร

อรรถกถาวชิราสูตร

ในวชิราสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า นยิธ สตฺตุปลพฺภติ ความว่า ในกองสังขารล้วนนี้ ว่าโดยปรมัตถ์ จะได้แก่สัตว์ก็หาไม่

บทว่า ขนฺเธสุ สนฺเตสุ ความว่า เมื่อขันธ์ ๕ ยังมีอยู่ ท่านกำหนดเอาด้วยอาการนั้นๆ

บท สมฺมติ คือ เป็นเพียงสมัญญา ว่า สัตว์เท่านั้น

บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์ คือ ขันธ์ ๕

บทว่า นาญฺญตฺร ทุกฺขา ความว่า นอกจากทุกข์ สภาวะอย่างอื่น ไม่มีเกิด ไม่มีดับ.


อ.วิชัย: กราบท่านอาจารย์ครับ เมื่อวานผมก็ได้มีโอกาสกล่าวข้อความใน วชิราสูตร ที่วชิราภิกษุณีได้กล่าวกับมารผู้มีบาปว่า ดูก่อน มาร เพราะเหตุใดหนอความเห็นของท่านจึงหวนกลับมาว่า สัตว์ ในกองสังขารล้วนนี้ ย่อมไม่ได้นามว่า สัตว์ เหมือนอย่างว่า เพราะคลุมส่วนทั้งหลายเข้า การเรียกว่า รถ ย่อมมี ฉันใด แม้ขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่ การสมมุติว่า สัตว์ย่อมมี ฉันนั้น ความจริงทุกข์เท่านั้นย่อมเกิด ทุกข์เท่านั้นย่อมตั้งอยู่ และเสื่อมสิ้นไป นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ

ซึ่งข้อความในอรรถกถา วชิราสูตร นะครับ ท่านก็กล่าวว่า ในกองสังขารล้วนนี้ว่าโดยปรมัตถ์ จะได้แก่สัตว์ก็หาไม่ แล้วก็กล่าวว่า บท สมฺมติ คือ เป็นเพียงสมัญญา ว่า สัตว์เท่านั้น บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์ คือ ขันธ์ ๕

ท่านอาจารย์ครับ เมื่ออ่านข้อความตรงนี้ ก็พอเข้าใจว่า การที่จะสมมติว่าเป็นคนหนึ่งคนใด สิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็เพราะมีธรรมที่เกิดประชุมร่วมกันครับ แต่การที่วชิราภิกษุณีท่านกล่าว ก็แสดงว่า การรู้ความเป็นจริงของสิ่งที่เกิด แล้วก็ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป อย่างขันธ์ทั้ง ๕ นี่ครับ ที่ประชุมรวมกัน

ในฐานะของผู้อ่านครับท่านอาจารย์ ก็เหมือนกับเข้าใจในเบื้องต้นว่า ที่รวมๆ กันนะ ก็เป็นธรรมที่เกิด แล้วก็ประชุมร่วมกัน ถ้าแตกย่อยออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย การสมมติว่าเป็นสิ่งนั้นก็มีไม่ได้ ความเข้าใจที่จะค่อยๆ เจริญขึ้นที่จะรู้ตามความเป็นจริง จนถึงอย่างวชิรภิกษุณีที่ท่านกล่าว หมายถึงว่าการเข้าใจความเป็นธรรมที่มีจริงๆ ที่เป็นขันธ์ทั้ง ๕ นี่ครับ หมายถึงเป็นการรู้แต่ละลักษณะของธรรมแต่ละลักษณะ จนเหมือนกับรู้ได้ว่า สิ่งที่เคยสมมติกันว่า เป็นคนเป็นสัตว์นั้นก็มาจากการเกิดของธรรมแต่ละลักษณะหรือครับ ต้องรู้แต่ละลักษณะจริงๆ หรือเปล่าครับ แต่ละหนึ่งหรือเปล่าครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่รู้ลักษณะจริงๆ ก็เป็นแต่เพียงคำใช่ไหม?

อ.วิชัย: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: เป็นแต่เพียงเรื่องราว

เดี๋ยวนี้ เห็น มีจริงหรือเปล่า?

อ.วิชัย: มีจริงครับ

ท่านอาจารย์: ต้องมีลักษณะของเห็นใช่ไหม?

อ.วิชัย: มีลักษณะของเห็นครับ

ท่านอาจารย์: เป็นเรื่องราวหรือเปล่า?

อ.วิชัย: ไม่ใช่เรื่องราวเพราะเป็นความจริงอย่างนั้น

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่เกิดไม่มีใช่ไหม?

อ.วิชัย: ถ้าไม่เกิดก็ไม่มีเห็นครับ

ท่านอาจารย์: เกิดแล้วดับใช่ไหม?

อ.วิชัย: ขั้นไตร่ตรองเกิดแล้วดับครับ

ท่านอาจารย์: ไม่ขั้นไตร่ตรอง เอาขั้นจริงเลย!!

อ.วิชัย: เกิดแล้วดับครับ

ท่านอาจารย์: เกิดแล้วดับ แต่ไม่รู้ว่า การเกิดแล้วดับ นั่นแหละเป็นทุกข์

เห็นไหม ตรงกับที่อ่านตอนต้นไหม?

อ.วิชัย: ตรงครับ ดังนั้น การรู้นี่ครับ ที่กล่าวว่าไม่ใช่อย่างหนึ่งอย่างใดใช่ไหมครับ อย่างปกติการสนทนาก็จะยกตัวอย่างสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่สามารถพิจารณา แล้วก็เข้าใจได้ แต่การรู้จริงๆ ต้องรู้ทั่วทั้งหมดทุกทวารเลยนะครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ที่ปรากฏที่รู้ได้ โดยนัยยะประการต่างๆ ตามระดับขั้นของปัญญาต่างๆ

อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ โดยนัยยะโดยประการต่างๆ ตามลำดับขั้นของความเข้าใจ คืออย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: ปัญญาของท่านพระอานนท์เท่าท่านพระสารีบุตรไหม?

อ.วิชัย: ต่างกันมากครับ

ท่านอาจารย์: นั่นแหละ ในระดับของคนอื่นที่ไม่ใช่ท่านพระอานนท์ ที่ไม่ใช่พระสาวก ก็ยังต่างไปอีกใช่ไหม?

อ.วิชัย: ครับ ตามการสะสมของแต่ละท่านครับ ก็เป็นการค่อยๆ รู้จริงๆ ครับท่านอาจารย์ อันนี้ก็พอเข้าใจได้ครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

๑๐. วชิราสูตร ว่าด้วยมารรบกวนวชิราภิกษุณี

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
chatchai.k
วันที่ 14 ส.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ