โลกไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง

[เล่มที่ 50] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้า 520
๖. ปาราปริยเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระปาราปริยเถระ
ในกาลนั้น พระเถระผู้ อุปัฏฐาก นามว่าสุทัสสนะ มีฤทธิ์มาก รู้พระดำริของพระพุทธเจ้า พระนามว่า ปิยทัสสี ผู้ศาสดา อันภิกษุ ๘๐,๐๐๐ แวดล้อมแล้ว เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ผู้เป็นนายกของโลก ซึ่งประทับนั่ง ทรงพระสำราญอยู่ที่ชายป่า และในกาลนั้น เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในไพรสณฑ์ ประมาณเท่าใด เทวดาเหล่านั้น ทราบพระพุทธดำริแล้ว พากันมาประชุมทั้งหมด เมื่อพวกยักษ์กุมภัณฑ์ พร้อมทั้งผีเสื้อน้ำมาพร้อมกัน และเมื่อภิกษุสงฆ์มาถึงพร้อมแล้ว พระชินเจ้าได้ตรัสพระคาถาว่า ผู้ใดบูชาเราตถาคตตลอด ๗ วัน และได้สร้างอาวาสถวายเรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว เราจักพยากรณ์ สิ่งที่เห็นได้ยากนัก ละเอียดนัก ลึกซึ้ง ปรากฏดีด้วยญาณ ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
ลักขณาทิจตุกะ
ลกฺขณ (เครื่องหมายรู้) + อาทิ (เป็นต้น) + จตุกฺก (หมวด ๔)
ธรรมหมวด ๔ มีลักษณะเป็นต้น หมายถึง
ลักษณะ ๑
กิจ ๑
ปัจจุปัฏฐาน (ผลปรากฏ) ๑
ปทัฏฐาน (เหตุใกล้ให้เกิด) ๑
ของสภาพธรรมต่างๆ ซึ่งเมื่อเข้าใจลักขณาทิจตุกะของปรมัตถธรรมแล้วจะเป็นปัจจัยให้สามารถสังเกต ระลึกศึกษาสภาพธรรมจนค่อยๆ รู้ค่อยๆ เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริงและถ่ายถอนความยึดถือความเป็นตัวตนได้ในที่สุด
อ.อรรณพ: ผมก็กราบเท้าท่านอาจารย์จริงๆ ที่ว่า ท่านอาจารย์กล่าวเปรียบเทียบกับฝัน แล้ววันนี้ท่านอาจารย์ก็มายกตัวอย่างอีกว่า มีท่านที่บอกว่าฝันเห็นข้างหลังท่านอาจารย์ คือก็คงไปเห็น และคิดเรื่องเห็นท่านอาจารย์ด้านหลัง นี่ไม่รู้วันไหนมา แต่ดูซิ ความจำไว้ตั้งไม่รู้วันไหนแล้วนะครับ ก็ยังเป็นปัจจัยให้นอนแล้วก็ฝันถึงสิ่งที่เคยจำไว้ เหมือนจริงๆ จังๆ ถ้าไม่ตื่นนะ ก็ไม่รู้ว่าฝัน
ตราบใดที่ยังฝันอยู่ยังไม่ตื่นไม่รู้เลยว่าฝัน จนตื่นแล้วถึงจะรู้นะครับ แต่ตอนนี้ตื่นแต่ไม่ได้ตื่นจริงๆ ตื่น ตื่นอยู่คือว่ามีการเห็นทางตา แล้วก็มีการคิดนึกสืบต่อทางใจ คือ ปัญจทวารแล้วก็มีมโนทวารคั่น แต่ก็ยังไม่ได้ตื่นด้วยปัญญาครับ ก็ยังหลับไหลด้วยความไม่รู้อยู่ เพราะว่า ยังคิดว่าเห็นอยู่ตลอด ปัญจทวารก็ปิดบังมโนทวารอยู่อย่างนั้นๆ ครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เห็นไหม!! กว่าจะเข้าใจได้
ขณะนี้เหมือนฝันไหม?
อ.อรรณพ: ขณะนี้เหมือนฝันอีกระดับหนึ่ง
ท่านอาจารย์: แต่ยิ่งกว่าฝัน!! เพราะว่าความชัดเจนของมโนทวารที่รับต่อทางปัญจทวารทันที เทียบกับที่สะสมมาเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ยังจำได้ จนฝันว่าเห็นแม้ข้างหลังยังจำได้ เดี๋ยวนี้กลางวันแสกๆ ถ้าเห็นข้างหลังก็ยังจำได้ แต่เห็นไหม! ยังจำได้ ขณะนี้กับขณะในฝัน อะไรจะชัดกว่ากัน!!
อ.อรรณพ: ขณะนี้ชัดกว่า
ท่านอาจารย์: เห็นไหม แล้วรู้ไหม!! รู้ไหมว่า มโนทวารปานนั้น คือเหมือนทางแต่ละทวารจนกระทั่งปิดบังลักษณะของมโนทวารซึ่งไม่สว่างเลย
อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์พูด เรื่องมืดเรื่องสว่าง ๓ อย่าง เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเลย แล้ววันนี้ท่านอาจารย์ก็มากล่าวถึงเปรียบเทียบเรียกว่า ฝัน เพราะว่าความรวดเร็วของการสืบต่อทางปัญจทวารและมโนทวาร
จริงๆ ก็แปลกๆ มากนะครับท่านอาจารย์ เพราะว่า ความเป็นจริงแล้ว เมื่อฟังแล้วเข้าใจตามพระปริยัตินี่ ก็ต้องยอมรับเลยจริงๆ ว่า ปัญจทวาร อย่างทางจักขุทวารก็สั้นๆ แล้วก็ทางมโนทวารเยอะเยะเลย แต่ทำไมหนอจึงได้เเหมือนเห็นอยู่ตลอดอย่างนั้น ทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมไม่ปรากฏตามความเป็นจริง ในขั้นเบื้องต้น ไม่ต้องพูดถึงปรากฏเกิดดับ แม้กระทั่งความคิดนึกที่เป็นทางมโนทวารที่สืบต่อทางปัญจทวารที่เร็วยิ่งกว่าฝัน ทำไมถึงได้ปิดบังขนาดนี้ กราบเท้าท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ก็กล่าวถึงแล้ว ปิดบังเพราะเหตุว่า ทันทีที่ทางปัญจทวารดับ ภวังค์คั่น เกิดรู้สิ่งนั้นจะเหมือนเป๊ะไหม?! เพราะเหตุว่าในฝันยังเหมือนเห็นจริงๆ ได้ ทั้งๆ ที่ห่างไกลความจริงแสนไกลกี่ภพกี่ชาติก็ไม่รู้ กี่แสนกัปป์ก็ไม่รู้ ก็ยังไปฝันถึงได้ แต่นี่ ทันทีเลย!!
เพราะฉะนั้น เริ่มรู้ความจริงของแต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงบำเพ็ญพระบารมีทรงประจักษ์แจ้งความจริง ตรัสว่า ธรรมไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง
อ.อรรณพ: คำว่า ธรรมไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง กราบเท้าว่า ลึกซึ้งจริงๆ ครับ แม้มโนทวารมีเยอะมีมากมาย แต่ก็ยังไม่ได้รู้อย่างนั้น เพราะไม่รู้ธาตุรู้ที่มีปรากฏมากมายทางมโนทวารจริงๆ เลย
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ความจริงนี้จะเปลี่ยนได้ไหม?
อ.อรรณพ: ความจริงนี้เปลี่ยนไม่ได้ ครับ
ท่านอาจารย์: เปลี่ยนไม่ได้ แต่ว่า โมหะปิดบังไม่ให้รู้ความจริงเลย
อ.อรรณพ: โมหะปิดบังนี่ครับ ยังซาบซึ้งว่า บางทีเราอ่าน แต่ก่อนก็เพลินไปนะครับ ลักจณาทิจตุกะของโมหะ โมหะมีความไม่รู้เป็นลักษณะ แล้วก็มีการปิดบังอารมณ์ การปกปิดอารณ์เป็นกิจ อันนี้ก็คือโดยนัยยะ
ท่านอาจารย์: ถ้ารู้อย่างนี้ไม่หวังแล้วใช่ไหม? เพราะว่า ธรรมปรากฏตามความเป็นจริงต่อปัญญาระดับไหน!!
อ.อรรณพ: ธรรมปรากฏตามความเป็นจริงกับปัญญาระดับไหน
ท่านอาจารย์: จึงใช้คำว่า วิปัสสนา
อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น โมหะที่เคยปิดบังให้ปัญจทวารปิดบังมโนทวารด้วยโมหะ ก็ถูกขจัดชั่วขณะ ตทังคปหาน เมื่อวิปัสสนาณาณที่ ๑ เกิดขึ้นประจักษ์แจ้ง ธาตุรู้ ที่ต่างจาก ธาตุไม่รู้ ทางมโนทวาร ท่านถึงแสดงนามะก่อน แล้วค่อยรูปะ ปริจเฉทญาณ (นามรูปปริจเฉทญาณ)
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เหมือนเดี๋ยวนี้เลย หมายความว่า อวิชชา ปิดบังแค่ไหน?
อ.อรรณพ: ครับ อวิชชาก็ปิดบังไว้ แล้วปัญญาที่จะเปิดเผยสภาพธรรมตามความเป็นจริงก็หลายระดับ แม้ปัญญาที่รู้แจ้งรู้ชัดเป็นวิปัสสนาญาณขั้นที่ ๑ ท่านแสดงว่าเป็นตรุณวิปัสสนาเป็นวิปัสสนาอย่างอ่อน ขนาดอย่างอ่อนยังขนาดนี้เลยครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทำให้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจนมั่นคง
ถ้าไม่ประจักษ์อย่างนี้จะตรัสเป็นคำว่า ตรุณวิปัสสนา แล้วลองคิดว่า หมายความว่าอะไร!!
ถ้าไม่เริ่มเดี๋ยวนี้ที่จะเข้าใจความจริงว่า แข็งปรากฏในความมืดขณะที่แข็ง
เดี๋ยวนี้เห็นหมดเลยทุกอย่างใช่ไหม?! แต่เห็นสีสันวัณณะนะ
เพราะฉะนั้น ที่เป็นสีสันวัณณะเพราะเป็นมโนทวารที่รู้ เหมือนกับทางจักขุทวารไม่ได้ปรากฏให้รู้ว่า ขณะนั้นไม่ใช่จักขุทวารวิถีจิต
เพราะฉะนั้น ในขณะที่สภาพธรรมเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนไม่ได้ ปัญญาเริ่มสามารถที่ตรงลักษณะด้วยสติสัมปชัญญะที่กำลังรู้ตรงแข็ง รู้หรือเปล่าว่า ตรงนั้นมืด
อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ยิ่งกล่าวมาวันนี้สุดที่จะเป็นประโยชน์ คือแม้วิปัสสนาญาณ ซึ่งไม่ใช่ง่ายๆ เลย ขนาดฝันอยู่นี่ ถ้ายังไม่ตื่นก็ยังนึกว่าจริง แต่ที่ตื่นขึ้นมาแล้วเห็นแล้วคิดนี่มีทั้งปัญจทวาร และมโนทวารนี่นะครับ และการที่รู้ความต่างของปัญจทวาร และมโนทวาร รู้ว่ามโนทวารแท้จริงแล้วปิดบังปัญจทวาร ขณะนี้ยังเป็นตรุณวิปัสสนา กราบเท้าท่านอาจารย์ขนาดปัญญาที่รู้อย่างนี้ซึ่งต่อกันพรึดเลย ปัญจทวารดับไปมโนทวารเกิดสืบต่ออีกมากมายหลายขณะนี่ครับ ขณะที่รู้ความต่างกันของมโนทวารที่ต่างกันขาดตอนกับทางปัญจทวาร ยังเป็นวิปัสสนาอย่างอ่อนขั้นที่ ๑ ครับ ทำไมถึงยังเป็นอย่างอ่อนอยู่ ทั้งๆ ที่ก็รู้ความต่างกันของปัญจทวารกับมโนทวารซึ่งไม่ง่ายเลย ทำไมยังอ่อนอยู่ครับ
ท่านอาจารย์: เอาอ่อนกว่านั้นอีกไหม? จะได้รู้ความจริงกว่าจะถึงอ่อนระดับโน้น อ่อนระดับที่อ่อนกว่านั้น คืออะไร?
อ.อรรณพ: กราบเท้าขอท่านอาจารย์กล่าวเลยครับ
ท่านอาจารย์: อ่อนที่สุดเดี๋ยวนี้ ขณะที่กำลังเห็นอย่างนี้แหละ แต่เวลาแข็งปรากฏ ตรงแข็งปรากฏนั่นมืดใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ตรงแข็งปรากฏนั้นมืดครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหมๆ สว่างตลอดเวลา แต่ว่า เวลาที่สภาพธรรมอื่นปรากฏและรู้ตรงนั้น รู้ไหมว่าตรงนั้นไม่ได้สว่าง แต่เร็วปานใด ถูกกลบไว้ด้วยความสว่างต่อไป
อ.อรรณพ: อันนี้ คือลดระดับลงไป
ท่านอาจารย์: ลดระดับลงไปจนถึงเริ่มที่จะรู้ว่า เดี๋ยวนี้ตรงแข็งนี่แหละมืด เพราะว่าแข็งไม่ใช่สิ่งที่กระทบตา เห็นไหม ไม่ใช่สีสันวัณณะ!!
อ.อรรณพ: นี่คือ สิ่งที่ท่านอาจารย์ถามให้คิด แล้วก็นำไปซึ่งเป็นพื้นฐานความเข้าใจที่จะลดระดับลงมาหน่อย ก่อนที่จะไปถึงการรู้ชัดรู้แจ้งที่เป็นวิปัสสนาขั้นที่ ๑ จริงๆ
แข็ง ขณะที่แข็งปรากฏขณะนั้นมืด ขณะนั้นไม่มีสิ่งที่ปรากฏทางตาปรากฏกับการเห็น มิน่าท่านอาจารย์ถึงถามว่า เห็นอะไร เห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ขณะนั้นก็สว่างเพราะว่ามีสิ่งที่ปรากฏทางตา แต่ขณะที่แข็งที่ปรากฏทางกายขณะนั้นก็มืด อันนี้ก็เป็นเพียงปัญญาระดับเบื้องต้นก่อนที่จะสะสม และนำไปสู่การรู้ความต่างกันของมโนทวาร และปัญจทวาร จะแยกขาด
ท่านอาจารย์: กว่าที่จะไปถึงขณะที่แข็งกำลังปรากฏ เพียงเริ่มที่จะรู้ต่างจากปริยัติ
อ.อรรณพ: ครับ เพราะฉะนั้น ท่านแสดงไว้ดีแล้วจริงๆ นะครับว่า ปัญญาขั้นปริยัติก็ไม่ใช่ขั้นปฏิบัติ (ปฏิปัตติ) และแม้ปัญญาขั้นปฏิปัตติ คือปัญญาที่เกิดกับสติปัฏฐาน ก็ยังไม่ใช่ปัญญาที่เป็นปฏิเวธะ และปฏิเวธะก็ยังมีหลายระดับอีก
เพราะฉะนั้น โอ้โห! กว่าที่จะโลกจะปรากฏตามความเป็นจริงจนถึงระดับที่มีกำลังมากๆ นี่ก็ต้องเป็นเบื้องต้นเช่นนี้ก่อนวันนี้เป็นความกรุณาอย่างยิ่งที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวสิ่งที่เป็นประโยชน์
ท่านอาจารย์: เห็นไหม ต้องอาศัยความเข้าใจที่ประกอบด้วยความตรง สัจจบารมี เพราะปัญญาบารมี
ถ้ารู้จริงๆ จะรู้อย่างอื่นที่ไม่ใช่อย่างนี้ได้หรือ?! เป็นไปไม่ได้!! และต้องเป็นเดี๋ยวนี้ทุกขณะโดยที่ไม่ได้มีความคาดหวังใดๆ เลยทั้งสิ้น เพราะเป็นอนัตตา ชัดเจนในความเป็นอนัตตายิ่งขึ้น
อ.อรรณพ: นี้ยิ่งสุดจะเป็นประโยชน์ว่า สัจจบารมี ที่เกิดจากปัญญาบารมี ถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างนี้ จะไม่มีความตรงกับสภาพธรรม แล้วก็ตรงกับสภาพธรรมที่ปรากฏค่อยๆ ตามความเป็นจริงขึ้นทีละนิดทีละหน่อย ตั้งแต่แข็ง รู้แข็งนั้นขณะนั้นมืด
แล้วท่านอาจารย์ก็แสดงว่า เห็นคนก็ในความมืด อรรณพในความมืด อ.วิชัย ในความมืดต่างๆ ก็เพื่ออันนี้เองครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
วิปัสสนาญาณไม่ได้มีเพียงหนึ่ง : นามรูปปริจเฉทญาณ รู้ได้โดยนิมิต
ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..
ไม่หลงทางที่จะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ

