ความจำในสิ่งที่ปรากฏทางตา

  
เมตตา
วันที่  12 ส.ค. 2569
หมายเลข  52913
อ่าน  27

อ.อรรณพ: ข้อความในพระไตรปิฎกเต็มไปหมดเลยนะครับ ไม่ถือโดยนิมิตไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ ไม่ได้ธรรมดาเลย เพราะว่ารวดเร็ว วันก่อนท่านอาจารย์ก็เมตตากล่าวธรรมกับผมว่า ความจำในสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่จะสืบต่อมาถึงการคิดนึกทางใจทั้งรวดเร็ว แล้วท่านอาจารย์ก็พูดถึง ตอนฝัน

เพราะฉะนั้น ตอนฝัน นี่ฝันถึงเรื่องราวต่างๆ เหมือนเห็น เหมือนได้ยินจริงๆ เหมือนมีเรื่องราวนั้นจริง หากยังไม่ตื่นขึ้น ยังฝันอยู่ ก็จะไม่รู้เลยว่า ฝัน เหมือนกับเห็นจริงๆ ได้ยินจริงๆ พูดคุยกับคนโน้นคนนี้ เรื่องราวนั้นจริงๆ แล้วท่านอาจารย์ก็กล่าวถึง ก็เป็นประโยชน์กับผมมากที่ท่านอาจารย์บอกว่า แล้วตอนที่ตื่นขึ้นล่ะ มีการรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่ เพิ่งสดๆ ร้อนๆ นี่ดับไป ภวังค์คั่นนี่ก็เร็วมาก แล้วก็ทางมโนทวารก็เกิดขึ้น แล้วจะไม่เป็นไปอย่างไร!! เพราะสภาพธรรมเกิดดับรวดเร็ว ปัญจทวารกับมโนทวารก็สืบต่อกันอย่างรวดเร็ว แม้ในฝันมีมโนทวารล้วนๆ แต่ความจำในรูป เสียง กลิ่น รส ที่ตั้งเนิ่นนานแล้ว ก็ยังเป็นปัจจัยให้มีการคิดนึกถึง สี เสียง เรื่องราว เป็นเรื่องราวต่างๆ ได้รวดเร็วขนาดนั้นนะครับ

เพราะฉะนั้น ยิ่งเห็นความยากยิ่งของการที่จะเห็นความต่างกันของ มโนทวารกับปัญจทวาร ครับ ต้องกราบเท้าท่านอาจารย์อีกสักหน่อยว่า การที่จะรู้ในความต่างกันของ มโนทวารกับปัญจทวาร นี่เป็นความละเอียดลุ่มลึกมากอย่างไร

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีมโนทวารค้่น หลังจากที่ภวังค์เกิดต่อจากวิถีจิตทางหนึ่งทางใดที่ดับลง เร็วปานไหน!! ลองคิดดู สุดที่จะประมาณได้

เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหมดต้องตรง มโนทวารวิถีรู้อารมณ์ได้ทุกอย่าง

เพราะฉะนั้น ขณะที่หลับก็ เป็นจิต ที่ไม่เกิดรู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใดเลยทั้งสิ้น อารมณ์ไม่ปรากฏ ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ว่ากี่ขณะจิตได้ แล้วเวลาที่เป็นมโนทวาร นี่เปรียบเทียบดูนะ เปรียบเทียบความไม่เคยรู้จักมโนทวารว่า จะเห็นได้ชัดเจนในฝัน เวลาฝันไม่เห็น ไม่มีทางตามากระทบ ทางหูมากระทบ แต่สามารถที่จะคิดนึกเป็นเรื่องราวต่างๆ ได้ในฝันชัดเจน ฝันต้องชัดใช่ไหม อย่างที่ยกตัวอย่างว่า มีคนหนึ่งเขาฝันว่า เห็นข้างหลังดิฉัน ปานนั้น!! จำได้เลยแม้แต่ข้างหลังแม้ในฝัน ซึ่งเป็นแต่เพียงเห็นเมื่อไหร่ และได้ยินเมื่อไหร่ คั่นตลอดเวลามานานแสนนาน แต่ก็ยังไปจำได้ว่า นี่แหละทันทีที่เห็นก็เห็นหลังของคนนี้ เห็นไหม ปานนั้น!! ห่างไกลแสนไกลกับการที่เห็นข้างหลังวันไหน เมื่อไหร่ ไม่ใช่เห็นจริงๆ ทันที แต่เดี๋ยวนี้กำลังเห็น ทันทีที่สิ่งที่กระทบตาดับ ทางใจรับรู้ต่อ มีเพียงภวังค์คั่นเท่านั้นเอง รวดเร็วแค่ไหนที่จะไม่ปรากฏเลยว่า ไหนเป็นจักขุทวาร ไหนเป็นมโนทวาร เพราะทันทีเลยรับทันที

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เพิ่งดับไปจะปรากฏกับมโนทวารยิ่งกว่าในฝันไหม!! ในฝันยังห่างไกลกันมากกับสิ่งที่เคยเห็น แต่ก็ยังฝันถึงนึกถึงได้ แต่นี่ทวารแท้ๆ ที่เพิ่งดับไป และมโนทวารก็เกิดขึ้นรับต่อ

เพราะฉะนั้น ไม่ปรากฏความต่างระหว่าง จักขุทวารกับมโนทวารวิถี เพราะรวดเร็วที่จะรับต่อทันที ยังชัดเจนกว่าในฝันใช่ไหม?!

อ.อรรณพ: ชัดเจนกว่าในฝัน

ท่านอาจารย์: ใครจะแยกทางจักขุทวารออกจากทางมโนทวาร?! ถ้าไม่ใช่ระดับของปัญญาที่สามารถจะประจักษ์แจ้งด้วยการเข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ขณะนี้ เห็นความห่างไกลไหมระหว่างการประจักษ์แจ้งกับการฟัง

เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้แค่ฟังให้ดี โดยการไตร่ตรองทุกคำ เห็นสิ่งที่กระทบตาแล้วดับสั้นมาก ไม่เหมือนอย่างที่เหมือนสืบต่ออยู่เรื่อยๆ โดยมโนทวารรับรู้ต่อทุกวาระ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม แยกมโนทวารออกจากแต่ละวาระไม่ได้เลย เพราะเหตุว่ายิ่งกว่าในฝันซึ่งแสนจะห่างไกลยังชัดปานนั้น

เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้มโนทวารกับปัญจทวาร ปรากฏเสมือนว่า เห็นอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้ว่าขณะไหนเป็นจักขุทวารวิถีจิต ขณะไหนเป็นมโนทวารวิถึจิต ฟังเข้าใจไหมนี่?

อ.อรรณพ: เข้าใจครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าเข้าใจ เริ่มรู้ว่ามโนทวารไม่ได้เคยปรากฏเลย เวลาที่มีจักขุทวารเห็น ได้ยิน เป็นต้น พวกนี้นะ เปรียบเสมือนมีแต่เห็น มีแต่ได้ยิน เหมือนไม่มีมโนทวารคั่นเลยทั้งสิ้น แต่ความจริง คือมโนทวารต้องคั่น

อ.อรรณพ: และ มโนทวารก็มากวาระ

ท่านอาจารย์: มากวาระกว่า

อ.อรรณพ: มากวาระกว่าทางปัญจทวาร

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น มโนทวารไม่สว่าง ไม่ใช่ขณะที่ได้ยินเสียง ได้กลิ่น ลิ้มรส ซึ่งอยู่ในความมืดใช่ไหมทางใจ สว่างทางเดียว

เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ตรงต่อความเป็นจริง คืออยู่ในความมืด

อ.อรรณพ: ทางมโนทวาร

ท่านอาจารย์: เยอะเยะเลยหลายทวาร

อ.อรรณพ: หลายทวารโดยเฉพาะมโนทวาร

ท่านอาจารย์: และแต่ละทวาร จักขุทวารวาระเดียว โสตทวารวาระเดียว แต่มโนทวารกี่วาระที่จะรับรู้ต่อ

เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้ว ถ้าประจักษ์แจ้งความจริง จึงสามารถจะรู้ว่า ธรรมไม่ใช่อะไรเลยทั้งสิ้น แต่นามธรรมเป็นนามธรรม รูปธรรมเป็นรูปธรรม แต่ละรูปด้วยไม่ใช่มารวมหลายๆ รูป

เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ที่ทางมโนทวารปรากฏ เมื่อนั้นลักษณะที่แยกขาดจากกันของแต่ละลักษณะของธรรมทางแต่ละทวารจึงจะปรากฏได้ ถูกต้องไหม?

แต่ถ้ามโนทวารไม่ปรากฏตราบใด ก็ติดกันไปหมด

อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น จากแม้ข้อความที่ท่านแสดงว่า โลกไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง หรือสภาพธรรมไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงนี่ก็มีหลายระดับ ยังไม่ต้องพูดถึงสภาพธรรมที่ยังไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงในระดับของการเกิดแล้วดับของสภาพธรรม

แต่แม้แต่สภาพธรรมที่ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงในขั้นที่ยังไม่ได้รู้ชัดรู้แจ้งในขั้นที่ ๑ ซึ่งเริ่มต้น ก็ยังเป็นขั้นที่ ๑ แต่แม้ขั้นที่ ๑ ที่จะรู้การปรากฏตามความเป็นจริงว่า แท้จริงแล้วมโนทวารปืดบังปัญทวาร แต่ความที่ปรากฏไม่จริงขณะนี้ปรากฏว่า ปัญจทวารปิดบัง

เพราะฉะนั้น ยังไม่ต้องไปพูดถึงปรากฏตามความจริงในขั้นเกิดแล้วดับ ดับแล้วไม่มีอะไรอย่างนี้ แม้แต่ขั้นการที่จะรู้ธาตุรู้มากมายทางมโนทวารว่า ต่างกับธาตุไม่รู้ที่สืบต่อจากทางปัญจทวารถึงมโนทวารก็เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งแล้ว เพราะในขณะนี้ท่านอาจารย์ครับก็เหมือนเห็นตลอดนะครับ เพราะฉะนั้นทางตานี่ก็เหมือนปิดบังทางใจอยู่ ทั้งๆ ที่ทางตาก็นิดเดียว มโนทวารก็เยอะเยะไปหมด นี่ก็ยังไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงในระดับแรกเลยครับท่านอาจารย์

แต่ที่สำคัญ ท่านอาจารย์ยังกล่าวว่า แม้กระนั้น ก็ยังเป็นความรู้ชัดที่อย่างอ่อน เป็นความรู้ชัดอย่างอ่อนเป็นตรุณวิปัสสนา

กราบเท้าท่านอาจารย์ว่า ขนาดตรุณวิปัสสนาขั้นที่ ๑ ยังขนาดนี้เลย แล้วความรู้ชัดที่ยิ่งไปกว่านั้นจะยิ่งลุ่มลึกขนาดไหน!!

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่มีทางที่การฟังอย่างนี้จะเป็นการประจักษ์แจ้ง ลำดับที่ต้องมีการสะสมคุ้นเคยจนกระทั่งสามารถจะถึงขณะนั้นได้ จึงจะปรากฏว่า โลกไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงหมายความว่าอะไร

อ.อรรณพ: ไม่ปรากฏตามความเป็นจริงหลายระดับ ไม่ปรากฏตามความเป็นจริงว่า มโนทวารปิดบังปัญจทวาร เพราะไม่ปรากฏตามความเป็นจริง แล้วไม่ต้องพูดถึงการปรากฏการเกิดดับตามความเป็นจริงที่สูงกว่านั้นซึ่งเป็นพลววิปัสสนา

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่เทียบเคียงกับความฝัน จะไม่เห็นเลยว่า ขณะนี้มโนทวารรู้ชัดในอารมณ์ที่รู้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย จนแยกไม่ออก

อ.อรรณพ: ผมก็กราบเท้าท่านอาจารย์จริงๆ ที่ว่า ท่านอาจารย์กล่าวเปรียบเทียบกับฝัน แล้ววันนี้ท่านอาจารย์ก็มายกตัวอย่างอีกว่า มีท่านที่บอกว่าฝันเห็นข้างหลังท่านอาจารย์ คือก็คงไปเห็น และคิดเรื่องเห็นท่านอาจารย์ด้านหลังนี่ไม่รู้วันไหนมา แต่ดูซิ ความจำไว้ตั้งไม่รู้วันไหนแล้วนะครับ ก็ยังเป็นปัจจัยให้นอนแล้วก็ฝันถึงสิ่งที่เคยจำไว้ เหมือนจริงๆ จังๆ ถ้าไม่ตื่นนะ ก็ไม่รู้ว่าฝัน

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
chatchai.k
วันที่ 12 ส.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ