สัมภเวสี

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
คำว่า สัมภเวสี แปลว่า
ผู้แสวงหาการเกิด หมายความว่า เป็นผู้ยังต้องเกิดอีก
ตราบใดที่ยังมีกิเลส
ยังไม่ได้ดับกิเลสทั้งปวงได้อย่างเด็ดขาด
ถึงความเป็นพระอรหันต์ก็ยังต้องมีการเกิดในภพต่างๆ อยู่ร่ำไป
ตายแล้วเกิดทันที ยังต้องท่องเที่ยววนเวียนไปในสังสารวัฏฏ์อีกต่อไป
ดังนั้น เมื่อกล่าวอย่างกว้างๆ แล้ว ใครก็ตาม ที่ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ก็ได้ชื่อว่า เป็นสัมภเวสี ทั้งหมด
คำว่า สัมภเวสี ผู้แสวงหาการเกิด หมายความว่า เป็นผู้ยังต้องเกิดอีก ถ้าเกิดเป็นโอปปาติกะ คือ เกิดผุดขึ้นเป็นตัวโตทันทีเลย อย่างเช่น เทวดา ช่วงระหว่างบุคคลใหม่ กับบุคคลเก่าต่อเนื่องกันทันที เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้น จึงทำให้จำเรื่องราวต่างๆ และสิ่งที่ตนเคยทำทั้งดีและไม่ดีไว้ในเมื่อครั้งที่ยังเป็นมนุษย์ได้
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่มที่ ๑๗ -หน้าที่ ๕๖๖, ๕๖๗
เหล่าสัตว์ที่เสาะหา คือ แสวงหาการสมภพ คือ การเกิด ได้แก่ การบังเกิดขึ้น ชื่อว่า สัมภเวสี. สัตว์เหล่าใด กำลังแสวงหาการเกิด สัตว์เหล่านั้น ชื่อว่า สัมภเวสี, คำว่า สัมภเวสี นี้ เป็นชื่อของพระเสขะและปุถุชนผู้กำลังแสวงหาการเกิดต่อไป เพราะยังละสังโยชน์ในภพไม่ได้ (คือ ละความติดข้องในภพ ยังไม่ได้) .
ต้องมั่นคงในความเป็นจริงว่า ตราบใดที่ยังไม่สามารถดับกิเลสได้หมดสิ้นถึงความเป็นพระอรหันต์ ก็ยังต้องมีการเกิดอยู่ แต่ว่าจะเกิดเป็นอะไรหลังจากที่สิ้นชีวิตไปแล้วนั้น ก็เป็นไปตามกรรม ถ้ากรรมดีให้ผลนำเกิด ก็ทำให้เกิดในสุคติภูมิ เกิดเป็นมนุษย์หรือเกิดเป็นเทวดา แต่ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรม ก็ทำให้เกิดในอบายภูมิ เกิดในนรก เกิดเป็นเปรต เกิดเป็นอสุรกาย หรือ เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ตามควรแก่อกุศลกรรม ความจริงเป็นอย่างนี้ ที่เกิดในภพต่างๆ นั้น ก็คือ ความเกิดขึ้นเป็นไปของธรรม นั้นเอง กล่าวคือ จิต เจตสิก รูป ไม่มีสัตว์บุคคล ตัวตน มีแต่ธรรมเท่านั้น เมื่อสิ้นชีวิต ละจากโลกนี้ไปแล้ว ไม่สามารถย้อนกลับมาเป็นบุคคลนี้ได้อีก แต่จะเกิดเป็นบุคคลใหม่ในภพใหม่ ตามกรรม
และขออนุญาตเพิ่มเติมในคำว่า วิญญาณ, วิญญาณ
เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่งเป็นนามธรรม เป็นสภาพธรรมที่รู้แจ้งอารมณ์
มีพยัญชนะหลายประการที่หมายถึง
สภาพธรรมประเภท นี้ เช่น จิต หทัย มนะ เป็นต้น
เพื่อให้ผู้ที่ศึกษาได้เข้าใจถึงลักษณะตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่แต่ละบุคคลมีด้วยกันทั้งนั้น (ในชีวิต
ไม่ปราศจากวิญญาณเลยแม้แต่ขณะเดียว) ดังนั้น จิต กับ วิญญาณ
จึงเป็นธรรมอย่างเดียวกัน
วิญญาณไม่มีการล่องลอย ไม่มีรูปร่าง วิญญาณไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว เพราะมีอยู่ทุกขณะ แม้แต่ขณะนี้ที่เห็น ก็เป็นวิญญาณ คือ จักขุวิญญาณ ขณะที่ได้ยิน ก็เป็นวิญญาณ คือโสตวิญญาณ เป็นต้น ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่เป็นสิ่งที่ต้องศึกษาให้เข้าใจจริงๆ ที่สำคัญคือ จะขาดการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมในชีวิตประจำวันไม่ได้เลย
