อาสาฬหบูชา เช้า 29/7/69

  
nattawan
วันที่  29 ก.ค. 2569
หมายเลข  52798
อ่าน  88

ดับความไม่ดีที่เกิดขึ้นกับจิตที่สะสมมานานแสนนานซึ่งต้องอาศัยผู้ตรัสรู้แสดงหนทาง ต้องอาศัยพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง

เป็นผู้เริ่มฟังเริ่มไตร่ตรองความเป็นจริงของธรรมะ มีปัญญาเห็นคุณของพระพุทธเจ้าผู้ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อตรัสรู้อริยสัจจธรรม

เดี๋ยวนี้มีจริงๆ แต่ใครรู้บ้างว่าเดี๋ยวนี้กำลังปรากฏว่ามี แต่คืออะไร ... เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริง ... สิ่งนั้นต้องจริง ต้องตรงต่อความจริงว่า ความจริงคืออะไร อยู่ที่ไหน มีหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้มีจริงๆ ไหม?! ... มีจริงแน่นอน ... อะไรจริง?! ถ้าเดี๋ยวนี้จริงก็ต้องรู้ว่าอะไรจริง เดี๋ยวนี้ด้วยไม่ใช่ขณะต่อไปหรือขณะอื่น ต้องตรงต่อความเป็นจริง เพราะพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ทุกอย่างโดยประการทั้งปวง ทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นจะเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร!!!

ทุกคำที่ทรงแสดง 45 พรรษากล่าวถึงสิ่งที่มีจริงๆ ทั้งหมดที่ทุกคนปฎิเสธไม่ได้ ถ้าไม่ฟังคำของพระองค์จะตอบว่าอะไรจริง ... รู้จักจริงหรือ ... ถ้ารู้ก็ตอบสิว่าอะไรจริง!!!

เดี๋ยวนี้เห็นมีจริง เป็นธรรมะเพราะกำลังเห็น เห็นเกิดขึ้นและดับไป มีตาแต่ไม่มีเห็น เพราะไม่ได้มีจิตเห็นตลอดเวลา

ธรรมะเป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้งมากไม่ใช่คำที่ได้ยินและจำและเข้าใจเผินๆ

เห็นเกิดเพราะมีตาและมีรูปที่กระทบตา เห็นเกิดขึ้นเห็นและดับ ไม่ใช่เราเห็น ไม่ใช่นกเห็น ถ้าไม่พูดถึงเห็นบ่อยๆ ก็ลืมเสมอ ใครจะรู้จักเห็นถ้าไม่ได้ฟังคำของพระพุทธเจ้า ต้องทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไหร่กว่าจะตรัสรู้ความจริงของเห็น ... น่าเบื่อไหม?! (ที่จะฟังเรื่องเห็นบ่อยๆ)

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมะทั้งปวงที่มีจริงเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่เรา


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
nattawan
วันที่ 29 ก.ค. 2569

เดี๋ยวนี้จะรู้จักจิต ... จะรู้ได้อย่างไร ... จะรู้จักจิตที่เห็นได้อย่างไร?! ... จิตไม่ใช่สิ่งที่ถูกเห็น เพราะฉะนั้นจะรู้จักจิตได้อย่างไร?! ต้องฟังธรรมะ ถ้าไม่พูดถึงจิตเลยจะรู้จักจิตได้ไหม จึงต้องพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกให้รู้ว่า จิตไม่ใช่เรา ... ธรรมะทั้งปวงเป็นอนัตตา ... มั่นคงไหม?!

ถ้าธรรมะรวมกันไม่มีทางรู้ความจริงของธรรมะแต่ละหนึ่งที่กำลังมีชั่วขณะที่แสนสั้นและดับหมดไป

ถ้าไม่ถามให้คิดบ่อยๆ (ก็จะลืม) จนมั่นคงว่า ธรรมะคือสิ่งที่มีจริง ต้องเกิดขึ้นและต่างกันหลากหลายมาก ... เปลี่ยนไม่ได้ ถ้าไม่เกิดไม่มี เกิดแล้วก็ดับไปไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏ

พูดซ้ำแล้วซ้ำอีกเพราะกำลังมีเดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้!!! ... ไม่ใช่เพียงเรื่องแต่กำลังมี ... กว่าจะรู้!!!

ไม่เสียเวลาเลยที่อย่างน้อยเราฟังแล้วไม่ลืมว่าจิตและเจตสิกเป็นสภาพธรรมที่หลากหลายมาก เช่น ขณะนี้สัญญาจำสิ่งที่จิตรู้ แต่ไม่ใช่จิต เป็นสภาพจำ เป็นเจตสิก

กำลังศึกษาธรรมะต้องละเอียดลึกซึ้งและเข้าใจความต่างที่ต่างกันมาก ... ทั้งหมดที่ปรากฏเป็นโลก เป็นจักรวาล เป็นทุกอย่าง เพราะจิตรู้ ถ้าไม่มีจิต อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏ!! ถ้าไม่สนทนาให้ละเอียดลึกซึ้งเพราะธรรมะลึกซึ้งก็จะไม่ได้ประโยชน์

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ