ฤกษ์งามยามดี [เก็บไว้ในหทัย]
หทเย นิเธตพฺพยุตฺตกํ
ข้อความที่ควรเก็บไว้ในหทัย
[๑๑๔๑]
ฤกษ์งามยามดี
อาจารย์สุจินต์ บริหารวเขตต์ สนทนาพิเศษเรื่องโหราศาตร์กับพระพุทธศาสนา ที่มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๙
อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ : เคยได้ยินคำว่า "ฤกษ์งามยามดี" ไหม?
อาจารย์ภัทร (โหรลักยิ้ม) : เคยได้ยิน
อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ : เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องของความดีงามใช่ไหม?
อาจารย์ภัทร (โหรลักยิ้ม) : ถูกต้องตามความหมาย
อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ : แล้วผู้ที่เป็นหมอดูโดยไม่เข้าใจพระธรรมจะรู้ไหมว่าอะไรดีงาม
อาจารย์ภัทร (โหรลักยิ้ม) : เมื่อไม่ได้ฟังพระธรรมก็ไม่อาจทราบถึงความหมายเหล่านั้นได้
อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ : เพราะฉะนั้น ไม่สามารถจะรู้ว่าเวลาไหนเป็นเวลาที่ดีงาม
อาจารย์ภัทร (โหรลักยิ้ม) : ถูกต้อง
อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ : แต่คุณภัทรศึกษาธรรมด้วย และดิฉันเคยถามว่าถ้าจะสามารถเข้าใจพระธรรมได้ กับ เป็นหมอดูที่เก่ง เลือกอย่างไหน คำตอบของคุณภัทร?
อาจารย์ภัทร (โหรลักยิ้ม) : เลือกจะเป็นผู้ที่เข้าใจในพระธรรม เพราะว่าผมต้องการเป็นพรานป่าที่หนีออกจากป่าได้ ไม่อยากติดอยู่ในป่านี้
อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ : นี่คือผู้ที่เป็นคนพิเศษ ไม่ใช่เพียงแต่ศึกษามาเพื่อจะช่วยให้คนอื่นได้มีแนวทาง ดูฤกษ์ดูสิ่งแวดล้อมที่จะวิเคราะห์ว่าทำอะไรจะสมควร แต่เป็นผู้ที่เห็นประโยชน์สูงสุดว่าถ้าให้เขาเข้าใจถูกแม้เราเอง ฤกษ์งามยามดีคือขณะที่เข้าใจพระธรรมคือความจริงที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น คุณภัทรเลือกเอาเข้าใจพระธรรม ไม่ว่าจะเป็นหมอดูที่คนนับถืออย่างไรก็ตาม ใช่ไหม ก็ไม่มีค่าเท่ากับได้รู้ความจริง เพราะฉะนั้น เป็นคนพิเศษ จะใช้คำว่าเขาเรียกว่าหมอดูหรือเรียกโหรลักยิ้มหรืออะไรก็ตามแต่ ที่ต่างกับคนอื่นที่มีโอกาสได้ฟังพระธรรมได้พิจารณาไตร่ตรองและรู้ความจริงว่า โหร ก็คือ วิเคราะห์ ไม่สามารถที่จะรู้เหตุอันแท้จริงซึ่งเป็นกรรมที่ได้กระทำแล้ว เพราะฉะนั้น พยากรณ์ไม่ได้ เพียงแต่ให้คำแนะนำได้ ใช่ไหม ขณะนี้เวลาอะไร แล้วจะทำอะไร สะดวกไหม หรือว่า ขึ้นบ้านใหม่ ไปขึ้นตอน ๐๕.๐๐ น. หรืออะไรอย่างนั้น ใช่ไหม ซึ่งไม่ใช่เวลาที่สะดวกเลย เพราะฉะนั้น ก็อาศัยการที่ว่ามีการเห็นประโยชน์ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ตามสมควรว่าอะไรจะดีที่สุดซึ่งคนนั้นไม่คิดเลยจึงต้องไปหาหมอดูให้หมอดูคิดให้แล้วหมอดูที่ดีก็คือว่าเป็นผู้ที่รู้เหตุกับผลตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น เหนือสิ่งอื่นใดก็คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าเป็นใคร ถ้าตรงตามความเป็นจริงย่อมรู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้เหตุและผล กรรมและผลของกรรม จนกระทั่งพระองค์สามารถจะที่รู้กาลที่กรรมนั้นจะให้ผลว่ากรรมนี้แหละจะให้ผลเมื่อไหร จึงสามารถที่จะรู้ว่าท่านพระเทวทัตจะถูกแผ่นดินสูบ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างพระองค์ได้ตรัสรู้ถึงปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้นในฐานะของความละเอียดอย่างยิ่งของเหตุปัจจัยซึ่งใครจะเป็นอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า?
กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
อ่านหัวข้ออื่นๆ คลิกที่นี่ ... เก็บไว้ในหทัย

