ความไม่ชอบกับเมตตา ห่างกันแค่ไหน?

  
เมตตา
วันที่  10 ก.ค. 2569
หมายเลข  52666
อ่าน  36

[เล่มที่ 28] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้า 57

[๕๖] กรุงสาวัตถี ฯลฯ ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลเมื่อรู้อย่างไร เห็นอย่างไร จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิดขึ้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจักษุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิด บุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งรูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิดขึ้น บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ ซึ่งหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิด ดูก่อนภิกษุ บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิด.


ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ฟังธรรมเพื่ออะไร?

อ.ณภัทร: เพื่อเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริงครับ

ท่านอาจารย์: แค่นั้นหรือ?

อ.ณภัทร: เพื่อหมดกิเลส

ท่านอาจารย์: ค่ะ เห็นไหม! มิเช่นนั้นจะไม่รู้เลยว่าฟังทำไม! เริ่มเห็นโทษของกิเลสแม้เพียงเล็กน้อยหรือเปล่า

อ.ณภัทร: ครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่เห็น ก็ละเลยไม่เห็นโทษ ไม่เห็นประโยชน์ของการที่สามารถเข้าใจได้แม้ทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะหมดกิเลสไม่เหลือเลย

อ.ณภัทร: แม้กิเลสพระองค์ก็ทรงแสดงว่า เป็นดังฝี เป็นดังสิ่งที่น่ารังเกียจ แต่ในชีวิตประจำวันเวลาเกิดขึ้น ก็ไม่รู้สึกอย่างนั้นเลยครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้กำลังเป็นกิเลสใช่ไหม?

อ.ณภัทร: เป็นก็ไม่รู้เพราะว่า อวิชชา ก็ปิดบังไว้สนิทเลยครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคุณสูงสุดที่จะประมาณได้

อ.ณภัทร: ครับ อย่างได้ฟังว่าพระองค์ทรงแสดงว่า บุคคลจะรู้อยู่ เห็นอยู่ ซึ่งจักษุโดยความเป็นของไม่เที่ยงครับ ก็ยังต้องเป็นไปตามลำดับอย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า ขณะนี้จะรู้เลยว่า มันไม่เที่ยงได้ไหม ก็ยังไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้ แต่ก็สามารถที่จะรู้ได้ด้วยปัญญาที่ค่อยๆ อบรมขึ้นทีละเล็กทีละน้อยครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: และถ้าไม่ฟังเลยอย่างที่เรากำลังฟังทุกคำอย่างนี้ จะค่อยๆ คลายความไม่รู้ไหม?

อ.ณภัทร: ถ้าไม่ได้ฟังอวิชชาก็ทับถมมากขึ้นๆ ตามลำดับไปอีกครับ ไม่สามารถจะรู้ได้เลยครับ จึงเป็นบุญอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสได้ฟังคำของพระองค์ แล้วก็มีโอกาสได้ค่อยๆ เริ่มเข้าใจ ทีละน้อยๆ ตามลำดับครับ

ท่านอาจารย์: ทุกคนมีกิเลสใช่ไหม?

อ.ณภัทร: มากมายในชีวิตประจำวันครับ

ท่านอาจารย์: ไม่ใช่แต่เขาใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: เราด้วยใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ใช่ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: รังเกียจกิเลสของเค้าไหม?

อ.ณภัทร: รังเกียจครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม?

อ.ณภัทร: ครับ

ท่านอาจารย์: กว่าจะรู้ แม้แต่ความรังเกียจขณะนั้นเป็นอะไร? เป็นเรารังเกียจ ไม่ชอบใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: แต่เห็นโทษไหมว่า ขณะที่ไม่ชอบนั่นแหละน่ารังเกียจ

อ.ณภัทร: ไม่ได้รู้อย่างนั้นเลยครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ต้องฟังทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพยิ่งที่จะรู้ความจริงซึ่งลึกซึ้งยากที่จะรู้ได้ แต่ก็สามารถจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น

อ.ณภัทร: เพราะฉะนั้น คำว่า เห็นโทษของกิเลสแม้เพียงเล็กน้อยนี่ลึกซึ้งอย่างยิ่งครับ

ท่านอาจารย์: จนกว่าจะหมดกิเลสแม้เพียงเล็กน้อย เห็นไหมพระคุณที่พระองค์ทรงบำเพ็ญมาถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้คนอื่นได้ฟังด้วย ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร รังเกียจเขาหรือ? ถ้าเราสามารถที่จะให้เขาเข้าใจได้แม้สักเล็กน้อยเป็นพื้นฐานที่ปลูกฝังในใจที่มีโอกาสได้เข้าใจอีก เหมือนอย่างที่พระองค์ทรงพระมหากรุณาไหมสำหรับทุกคนที่มีกิเลส

อ.ณภัทร: ดังนั้น ก็ฟังพระธรรมเพื่อความหมดกิเลสจริงๆ ครับ ถ้าไม่ฟังก็ไม่มีเครื่องปรุงแต่งอะไรใดๆ ที่จะทำให้ความไม่ดีลดน้อยลงไปได้เลยครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้นอวิชชาเป็นอย่างไร มากมายมหาศาลแค่ไหน?

อ.ณภัทร: ทับถมถ่วมทับมืดมิดแทบจะมองอะไรไม่เห็นครับ ถ้าไม่ได้มีคำของพระองค์เป็นแสงสว่างค่อยๆ ส่องทีละเล็กทีละน้อยนี่ครับ ก็เป็นสิ่งที่ต้องศึกษาและเห็นประโยชน์ของพระธรรม แล้วก็เห็นประโยชน์ของปัญญาที่จะค่อยๆ ละกิเลสครับ

ท่านอาจารย์: เริ่มเข้าใจคำว่า บารมี ไม่ลืมคำว่าบารมีใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ไม่ลืม แต่เมื่อก่อนคำว่าบารมี ผมก็รู้สึกว่า ห่างไกลครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: บางคนก็คิดว่ามีแล้วเยอะ

อ.ณภัทร: ครับ แล้วก็เกิดขึ้นได้ยากด้วยครับ ไม่ใช่บารมีจะเกิดขึ้นได้โดยง่ายครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: อีกแสนกัปป์ หรือเกิน ก็เป็นความจริง แล้วแต่ขณะที่เข้าใจธรรมที่ค่อยๆ ลึกซึ้งขึ้น ปัญญานั่นเองจึงจะค่อยๆ เห็นโทษแล้วละจนกว่าจะหมด

อ.ณภัทร: เพราะฉะนั้น อวิชชาความไม่รู้ก็อยู่ที่ตรงนี้เดี๋ยวนี้ ถ้าตราบใดยังคงไม่รู้อยู่ เห็นอยู่ อย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงก็ยังคงเป็นอวิชชา วิชชาก็ยังไม่เกิดครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เห็นกิเลสของคนอื่นมีประโยชน์ตรงไหน?

อ.ณภัทร: เห็นกิเลสของคนอื่นก็เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่า เราก็มีกิเลสอย่างนั้นหรือเปล่า ถ้ามีก็ขัดเกลาครับ เริ่มที่จะคิดเริ่มที่จะไตร่ตรองกิเลสของตนที่มีครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ความไม่ชอบ กับเมตตา ห่างกันแค่ไหน?

อ.ณภัทร: คนละฟากคนละฝั่งเลยครับ

ท่านอาจารย์: ก็รู้ตัวเองตามความเป็นจริงทุกขณะที่เห็นโทษของคนอื่น

อ.ณภัทร: ใช่ครับท่านอาจารย์ ก็เป็นเครื่องที่จะเตือนให้ไม่เป็นไปในอกุศลครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จึงต้องบำเพ็ญบารมีไง เมตตาบารมี

อ.ณภัทร: ครับ แล้วก็ยังมีบารมี อีกตั้งหลายอย่างใช่ไหมครับท่านอาจารย์ที่จะต้องเจริญขึ้น

ท่านอาจารย์: ไม่ใช่ละเลย เห็นแต่โทษของคนอื่นร่ำไป

อ.ณภัทร: ครับ กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างยิ่งในความละเอียดของพระธรรมในอวิชชาสูตร ที่พระองค์ได้ทรงแสดง ก็ละเอียดลึกซึ้งจริงๆ ครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ