ปัญญาเกิดรู้อะไรเข้าใจอะไร?

  
เมตตา
วันที่  22 มิ.ย. 2569
หมายเลข  52564
อ่าน  18

[เล่มที่ 32] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้า 104 - 105

อรรถกถาสูตรที่ ๙

บทว่า ปภสฺสรํ ได้แก่ ขาวคือบริสุทธิ์. บทว่า จิตฺตํ ได้แก่ ภวังคจิต. ถามว่า ก็ชื่อว่าสีของจิตมีหรือ? แก้ว่าไม่มี. จริงอยู่ จิตจะมีสีอย่างหนึ่งมีสีเขียวเป็นต้น หรือจะเป็นสีทองก็ตาม จะอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านก็เรียกว่า ปภัสสร เพราะเป็นจิตบริสุทธิ์. แม้จิตนี้ ชื่อว่า บริสุทธิ์ เพราะปราศจากอุปกิเลส เหตุนั้น จึงชื่อว่า ปภัสสร. บทว่า ตญฺจ โข ได้แก่ ภวังคจิต นั้น. บทว่า อาคนฺตุเกหิ ได้แก่ อุปกิเลส ที่ไม่เกิดร่วมกัน หากเกิดในขณะแห่งชวนจิตในภายหลัง. บทว่า อุปกิเลเสหิ ความว่า ภวังคจิตนั้น ท่านเรียกว่า ชื่อว่า เศร้าหมองแล้ว เพราะเศร้าหมองแล้วด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น. เศร้าหมองอย่างไร? เหมือนอย่างว่า บิดามารดา หรืออุปัชฌาย์ อาจารย์มีสมบูรณ์ด้วยความประพฤติ ไม่ดุว่า ไม่ให้ศึกษา ไม่สอน ไม่พร่ำสอน บุตร หรืออันเตวาสิก และสัทธิวิหาริกของตน เพราะเหตุที่บุตร และสัทธิวิหาริกอันเตวาสิก เป็นผู้ทุศีล มีความประพฤติไม่ดี ไม่สมบูรณ์ด้วยวัตรปฏิบัติ ย่อมได้รับการติเตียน เสียชื่อเสียงฉันใด พึงทราบข้ออุปไมยนี้ ฉันนั้น. พึงเห็นภวังคจิต เหมือนบิดามารดา และอุปัชฌาย์ อาจารย์ ผู้สมบูรณ์ด้วยความประพฤติ. ภวังคจิต แม้จะบริสุทธิ์ตามปกติ ก็ชื่อว่าเศร้าหมอง เพราะอุปกิเลสที่จรมา อันเกิดขึ้นด้วยอำนาจที่เกิดพร้อมด้วยโลภะ โทสะ และโมหะ ซึ่งมีความกำหนัดขัดเคือง และความหลงเป็นสภาวะในขณะแห่งชวนจิต เหมือนบิดามารดาเป็นต้นเหล่านั้น ได้ความเสียชื่อเสียง เหตุเพราะบุตรเป็นต้น ฉะนั้นแล.


อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ก็มีข้อความใน มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ซึ่งผมจะกราบเรียนอ่านสั้นๆ แต่ว่ามีประเด็นที่จะกราบขอความเข้าใจ และแนวทางกับท่านอาจารย์ครับ

ขอความว่า จิต นั้นย่อมเป็นธรรมชาติที่สะอาดทีเดียว ในวาระปฏิสนธิ และภวังคจิต อันนี้ก็เข้าใจได้ตามที่เมื่อกี้สนทนาแล้วนะครับ เพราะว่า ขณะปฏิสนธิ และภวังค์ ขณะนั้นกิเลสยังไม่เกิด เพียงแต่จะมีพืชเชื้อ คืออนุสัยที่ไม่ดีเป็นปัจจัยให้อกุศลชวนะเกิด ก็สะท้อนให้เห็นว่า ภวังคจิตนั้นก็มีอนุสัยที่ไม่ดี แต่ถ้ากุศลจิตเกิดตอนเป็นชวนะ ก็สะท้อนให้เห็นว่ามี อาสยะที่ดีที่สะสมไว้ในภวังคจิตครับ

ข้อความต่อไปว่า สมดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย จิตนั้นเป็นธรรมชาติปภัสสร ก็จิตนั้นแลเศร้าหมองไปเพราะอุปกิเลสที่จรมา จิตนั้นเมื่อได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ บุคคลก็สามารถทำให้ปภัสสรยิ่งขึ้นได้ ความพยายามในการชำระจิตนั้น ย่อมไม่ไร้ผลแล

กราบเท้าท่านอาจารย์ในประโยคหลังว่า จิตนั้นเมื่อได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ บุคคลก็สามารถทำให้ปภัสสรยิ่งขึ้นอีกได้ ความพยายามในการชำระจิตนั้น ย่อมไม่ไร้ผล กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ อะไรจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้จิตได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ แล้วก็ทำให้ปภัสสรยิ่งขึ้นได้ครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่มีปัญญา จะเป็นไปได้ไหม?

อ.อรรณพ: ไม่ได้ครับ เป็นไปได้อย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: ปัญญาเกิด รู้อะไรเข้าใจอะไร?

อ.อรรณพ: เข้าใจความจริง

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าปัญญาเกิดจนประจักษ์แจ้งความจริง ภวังคจิตเป็นอย่างไง? สะอาดบริสุทธิ์ขึ้นไหม? ละอนุสัยกิเลสตามลำดับจนไม่เหลือเลย

อ.อรรณพ: โอ้โห ครับ ท่านอาจารย์กล่าวเช่นนี้ผมก็เลยพิจารณาถึง อย่างเช่น พระโสดาบัน ภวังคจิตท่านสะอาดจากความเห็นผิดจากความลังเลสงสัย ท่านอาจารย์ตอบได้ สั้น ตรง แล้วก็เป็นความจริงที่ไพเราะอย่างยิ่ง ปัญญาที่จะชำระจิตลงไปถึงอนุสัยในภวังค์

เพราะฉะนั้น ภวังคจิตที่เกิดก่อนวิถีจิตจะเกิดนี่ ก็ถูกชำระด้วยปัญญาที่สามารถที่จะดับพืชเชื้อของกิเลสได้ตามลำดับของปัญญา

กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ข้อความที่ว่า บุคคลก็สามารถทำให้ปภัสสรยิ่งขึ้นอีกได้นะครับ การที่จิตจะปภัสสรยิ่งขึ้นๆ ๆ ก็จากปัญญานะครับ กราบเท้าครับ

ท่านอาจารย์: จากพระโสดาบันก็เป็นพระสกทาคามี เป็นพระอนาคามี ถึงความเป็นพระอรหันต์

อ.อรรณพ: ตรงนี้ แต่ก่อนผมเคยสงสัย แล้วก็ได้เข้าใจมาระยะหนึ่งหลายปีที่ได้เข้าใจที่ท่านอาจารย์ได้ประชุม แต่ก่อนผมก็คิดแบบเรื่องนะครับว่า ปภัสสร ทำไมท่านแสดงเฉพาะภวังค์ กับกุศลชวนะ แล้วทำไมมหากิริยาชวนะทำไมพรระองค์ไม่ทรงแสดง ก็ได้เข้าใจมาแล้ว แต่วันนี้ท่านอาจารย์กล่าวอีก ผมก็ยิ่งเข้าใจว่าตั้งแต่พระโสดาบันจนเป็นพระอรหันต์

เพราะฉะนั้น ปภัสสรขึ้นจากปุถุชนที่ไม่ได้สดับ อกุศลก็เกิดมาก ปุถุชนผู้ได้สดับเป็นกัลยาณปุถุชนนะครับ ก็พอจะมีเหตุปัจจัยให้กุศลชวนะเกิดเป็นพระโสดาบัน พ่อแม่คือภวังคจิตนี่ก็สะอาดจากอนุสัยที่เป็นทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ก็เป็นเหตุปัจจัยให้กุศลชวนะนี่สะอาดจากความเห็นผิด และความลังเลสงสัย ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้เลยในชวนะจนกระทั่งท่านอาจารย์บอกเป็นพระสกทาคามี พระอนาคามี และเป็นพระอรหันต์

เพราะฉะนั้น เมื่ออรหัตมรรคเกิดก็หมดเชื้อของกิเลส ก็เลยเข้าใจว่า ไม่ต้องกล่าวว่าเป็นปภัสสรอะไรอีกแล้วสำหรับพระอรหันต์ เพราะฉะนั้น กิริยาจิตของพระอรหันต์ไม่ต้องกล่าวเลย เพราะว่าไม่มีทางเลยที่จะมีกิเลสจรมา ปภัสสรบ้างไม่ปภัสสรบ้าง เพราะว่า อนุสัยในจิตในภวังคจิตนี่แหละ ภวังคจิตที่เกิดก่อนวิถีจิตไม่มีอนุสัยใดๆ เหลือเป็นพระอรหันต์เลยครับ

เพราะฉะนั้น ก็ไม่มีพ่อแม่ที่มีเชื้อไม่ดีแล้ว และมีแต่เชื้อดีๆ ที่จะเกิด แล้วก็เป็นมหากิริยาที่ไม่เป็นกุศล เพราะฉะนั้น จึงซาบซึ้งว่า ท่านแสดงปภัสสรนี่ก็สำหรับผู้ที่ยังมีอนุสัยอยู่ แล้วก็ค่อยๆ ดับอนุสัยๆ ไปจนเป็นพระอรหันต์

กราบเท้าท่านอาจารย์มีอะไรจะช่วยอนุเคราะห์เพิ่มเติมอีกไหมในความเข้าใจที่ผมได้กล่าวไป

ท่านอาจารย์: ก็ค่อยๆ ใส่ใจให้ดี จึงสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจถูกต้องยิ่งขึ้น

อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ครับ เป็นอะไรที่ใช้เวลาครับท่านอาจารย์ ผู้ที่ศึกษาธรรมก่อนๆ ก็งวยงงกันแหละ ปภัสสรกับปัณฑระ อย่างไรๆ จิตก็เป็นปัณฑระอยู่แล้ว แต่ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะอกุศลเจตสิกจนกว่าที่จะหมดครับ

ท่านอาจารย์ครับ เพราะฉะนั้น คุณค่าของปัญญานี่มหาศาลจริงๆ ที่จะสามารถทำให้ปภัสสร ยิ่งขึ้นๆ จนเป็นมหากิริยาจิตที่ไม่ต้องเรียกว่าปภัสสรอีกแล้วครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

ภวังคจิตเหมือนบิดามารดา [อรรถกถาปณิหิตอัจฉวรรคที่ ๕]

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ