อกุศลของแต่ละคนมาจากไหน?

  
เมตตา
วันที่  21 มิ.ย. 2569
หมายเลข  52557
อ่าน  21

[เล่มที่ 32] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้า 104 - 105

บทว่า ปภสฺสรํ ได้แก่ ขาวคือบริสุทธิ์. บทว่า จิตฺตํ ได้แก่ ภวังคจิต. ถามว่า ก็ชื่อว่าสีของจิตมีหรือ? แก้ว่าไม่มี. จริงอยู่ จิตจะมีสีอย่างหนึ่งมีสีเขียวเป็นต้น หรือจะเป็นสีทองก็ตาม จะอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านก็เรียกว่า ปภัสสร เพราะเป็นจิตบริสุทธิ์. แม้จิตนี้ ชื่อว่า บริสุทธิ์ เพราะปราศจากอุปกิเลส เหตุนั้น จึงชื่อว่า ปภัสสร. บทว่า ตญฺจ โข ได้แก่ ภวังคจิต นั้น. บทว่า อาคนฺตุเกหิ ได้แก่ อุปกิเลส ที่ไม่เกิดร่วมกัน หากเกิดในขณะแห่งชวนจิตในภายหลัง. บทว่า อุปกิเลเสหิ ความว่า ภวังคจิตนั้น ท่านเรียกว่า ชื่อว่า เศร้าหมองแล้ว เพราะเศร้าหมองแล้วด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น. เศร้าหมองอย่างไร? เหมือนอย่างว่า บิดามารดา หรืออุปัชฌาย์ อาจารย์มีสมบูรณ์ด้วยความประพฤติ ไม่ดุว่า ไม่ให้ศึกษา ไม่สอน ไม่พร่ำสอน บุตร หรืออันเตวาสิก และสัทธิวิหาริกของตน เพราะเหตุที่บุตร และสัทธิวิหาริกอันเตวาสิก เป็นผู้ทุศีล มีความประพฤติไม่ดี ไม่สมบูรณ์ด้วยวัตรปฏิบัติ ย่อมได้รับการติเตียน เสียชื่อเสียงฉันใด พึงทราบข้ออุปไมยนี้ ฉันนั้น. พึงเห็นภวังคจิต เหมือนบิดามารดา และอุปัชฌาย์ อาจารย์ ผู้สมบูรณ์ด้วยความประพฤติ. ภวังคจิต แม้จะบริสุทธิ์ตามปกติ ก็ชื่อว่าเศร้าหมอง เพราะอุปกิเลสที่จรมา อันเกิดขึ้นด้วยอำนาจที่เกิดพร้อมด้วยโลภะ โทสะ และโมหะ ซึ่งมีความกำหนัดขัดเคือง และความหลงเป็นสภาวะในขณะแห่งชวนจิต เหมือนบิดามารดาเป็นต้นเหล่านั้น ได้ความเสียชื่อเสียง เหตุเพราะบุตรเป็นต้น ฉะนั้นแล.


อ.วิชัย: ที่ฟัง อ.คำปั่นได้กล่าวถึงข้อความในพระสูตร และในอรรถกถา และในคำบรรยายท่านอาจารย์ ก็มีความเข้าใจ อย่างข้อความใน ปณิหิตอัจฉวรรคที่ ๕ นี่ครับ อรรถกถาก็กล่าวแล้วก็แสดงไว้ก็เป็นความเข้าใจนะครับ ตั้งแต่อาจารย์กุล ได้กล่าวถึงเรื่องของ ปัณฑระ ก็หมายถึงจิตทุกประเภทเลย แต่ถ้าจะกล่าวถึงจิตที่ปภัสสร ครับ ท่านก็มุ่งถึงภวังคจิต แล้วก็ในที่นี้ครับก็จะกล่าวถึงเรื่องของอุปมา ที่กล่าวถึงว่า ภวังคจิตก็เปรียบเหมือนผู้ที่เป็นบิดามารดา หรืออุปัชฌาย์อาจารย์ครับ ก็คือ ถ้าคิดถึงแต่ละบุคคล ก็มีความประพฤติที่ต่างกัน แต่ขณะที่หลับสนิทที่เป็นภวังคจิต ก็ไม่ปรากฏของความประพฤติที่ดี หรือไม่ดีครับ ดังนั้น ที่ท่านแสดงถึงความที่จิตเป็นปภัสสร และจิตที่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมา อย่างนี้ครับ หมายถึงจะแสดงถึงขณะที่จิตหลับสนิทก็ผ่องแผ่ว คือไม่มีอกุศลเจือปน แต่ว่าเมื่อเกิดขึ้นรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ การสะสมในจิตนะครับที่เป็นแต่ละขณะ รวมถึงภวังคจิตด้วย ก็มีปัจจัยที่จะให้อกุศลเกิดขึ้น แสดงถึงการสะสมของบุคคลแต่ละบุคคล ซึ่งในขณะที่หลับก็ไม่รู้ว่าบุคคลนั้นเป็นอย่างไรครับ ก็กราบท่านอาจารย์ตรงนี้ด้วยครับ

ท่านอาจารย์: แล้วสงสัยอะไร?

อ.วิชัย: สงสัยถึงว่าที่ท่านอุปมาเหมือนกับภวังคจิตเป็นบิดามารดา ถ้าเป็นจิตที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นเศร้าหมอง ก็เป็นเหตุให้บิดามารดานั้นเสียชื่อเสียงด้วยครับ ก็แสดงถึงเมื่อบุคคลนั้นมีอกุศลเกิดขึ้นก็แสดงส่องถึงการสะสมของบุคคลนั้นใช่ไหมครับท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่มีกิเลสเลย อกุศลจะเกิดได้ไหม?

อ.วิชัย: ก็เป็นไปไม่ได้เลยครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อกุศลของแต่ละคนมาจากไหน?

อ.วิชัย: ก็มาจากการสะสมของอกุศลที่เกิดแล้วดับไป ก็สะสมที่จิตครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น มารดาบิดาคือขณะไหน?

อ.วิชัย: ท่านแสดงถึงขณะที่ภวังคจิตครับที่ได้สะสมทั้งฝ่ายดี และไม่ดีมาครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น สิ่งที่สะสมอยู่ในจิตนั่นแหละเป็นปัจจัยให้เกิดชวนจิตตามประเภท ใช่ไหม?

อ.วิชัย: อันนี้แน่นอนครับ ตามประเภทครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น บุตรคนไหนดีหรือคนไหนไม่ดี ไม่ดีอย่างไรมาจากใครมาจากไหน?!

อ.วิชัย: ก็มาจากการสะสมที่จิตแต่ละขณะนั่นเองครับ

ท่านอาจารย์: แต่ไม่รู้เลยใช่ไหม!! จนกว่าความประพฤติไม่ดีเกิดขึ้น นี่ไง พ่อแม่สะสมมา!!

อ.วิชัย: ครับ ก็ส่องถึงการสะสมของแต่ละบุคคลจริงๆ ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: แน่นอน

อ.วิชัย: ตรงนี้ก็ชัดเจนขึ้นครับ เพราะว่าขณะที่เป็นภวังค์ไม่ปรากฏของความเป็นกุศลหรืออกุศล แต่ถ้าปรากฏก็ส่องถึงการสะสมของบุคคลนั้นที่สะสมในจิต แม้ภวังคจิตก็สะสมแล้วครับท่านอาจารย์ ก็เศร้าหมองด้วยก็หมายความว่า ถ้าอกุศลที่เกิดขึ้นก็ยังสะสมสืบต่อแม้ในภวังค์อีกใช่ไหมครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ค่ะ ทำให้เสียเกียรติใช่ไหม?

อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ ก็สะสมอีกก็แสดงถึงความเป็นธรรมจริงๆ ครับ การสะสมมาและเมื่อเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นฝ่ายดีหรือไม่ดีก็ตาม ก็ยังสะสมสืบต่อที่จิตด้วยครับท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: ค่ะ

อ.วิชัย: กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: ฉะนั้น มีคำว่า สันตานะ ใช่ไหม? สะสมเสียจนปรากฏเป็นอุปนิสยะ อุปนิสัย

อ.วิชัย: ครับ กราบท่านอาจารย์ครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

จิตนั้นแลเศร้าหมองด้วยอุปกิเลสที่จรมา [ปณิหิตอัจฉวรรคที่ ๕]

ภวังคจิตเหมือนบิดามารดา [อรรถกถาสูตรที่๙]

ขอเชิญฟังได้ที่ ..

กุศลจิตฝ่ายโลกีย์ อกุศลจิต และมหากิริยาจิตสั่งสมสันดาน

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ