ความเป็นจิตปภัสสรของภวังคจิต

  
เมตตา
วันที่  20 มิ.ย. 2569
หมายเลข  52545
อ่าน  44

[เล่มที่ 32] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้า 95

[๔๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่น แม้อย่างหนึ่ง ที่เปลี่ยนแปลงได้เร็ว เหมือนจิต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตเปลี่ยนแปลงได้เร็วเท่าใดนั้น แม้จะอุปมาก็กระทำได้มิใช่ง่าย.

[๕๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง แต่ว่าจิตนั้นแล เศร้าหมอง ด้วยอุปกิเลสที่จรมา.

[๕๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง และจิตนั้นแล พ้นวิเศษแล้ว จากอุปกิเลสที่จรมา.

จบ ปณิหิตอัจฉวรรคที่ ๕


อ.คำปั่น: ในความหมายในความเป็นจริงก็ต้องกราบเท้าท่านอาจารย์จริงๆ นะครับ เพราะว่า ในเรื่องของจิตปภัสสรครับ ท่านอาจารย์ได้บรรยายไว้ในแนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1421 - 1422 ละเอียดมากซึ่งท่านอาจารย์ได้อ้างอิงใน อรรถกถา มโนรัตถปูรนี อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ซึ่งความเป็นจริงก็ละเอียดมาก กระผมก็ขอกล่าวในความหมาย แล้วกล่าวถึงข้อความที่ท่านอาจารย์ได้อ้างอิงด้วย ซึ่งก็เป็นประโยชน์มาก สำหรับความหมายของบัณฑระ หมายถึงขาว บริสุทธิ์ หมายถึงเฉพาะจิต ตัวจิตเท่านั้น เพราะฉะนั้น จิตทั้งหมดทุกขณะทุกประเภทเป็นปัณฑระ อย่างข้อความใน ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ก็มีอธิบายไว้ว่า จิตนั้นชื่อว่าปัณฑระ ขาว เพราะอรรถว่า บริสุทธิ์ นี่คือความหมายที่กล่าวถึง ซึ่งก็ครอบคลุมทั้งหมดเลยครับ ซึ่งข้อความที่ชัดมาก ก็คือ อนึง แม้จิตอกุศล ท่านก็กล่าวว่า ปัณฑระ เหมือนกัน เพราะอกุศลออกจากจิตนั้นแล้ว ดุจแม่น้ำคงคาไหลออกจากแม่น้ำคงคา และดุจแม่น้ำโคธาวรีไหลออกจากแม่น้ำโคธาวรี ฉะนั้น อนึ่ง เพราะจิตมีลักษณะรู้อารมณ์ จึงไม่เป็นกิเลสด้วยความเศร้าหมอง โดยสภาวะเป็นจิตบริสุทธิ์ทีเดียว แต่เมื่อประกอบด้วยอุปกิเลส จิตจึงเศร้าหมอง แม้เพราะเหตุนั้นควรเพื่อจะกล่าวว่า ปัณฑระ นี่ก็คือ กล่าวถึงความเป็นจริงของจิต ตัวจิตมีลักษณะที่รู้แจ้งซึ่งอารมณ์เท่านั้น เพราะฉะนั้น ทุกขณะทุกประเภทเป็นปัณฑระครับ

แต่ข้อความต่อมาที่กล่าวถึง จิตปภัสสร ครับ ปภัสสรัง หรือปภัสสร โดยความหมายก็คือ ผ่องใส มีรัศมี มีความเลื่อมพรายครับ ซึ่งก็มุ่งหมายถึงจิตประเภทใดนะครับ ภวังคจิต อันนี้เป็นจิตปภัสสรนะครับ กุศลจิตเป็นจิตปภัสสร ซึ่งข้อความใน อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ซึ่งเป็นคำที่อธิบายในพระบาลีซึ่งเป็นข้อความใน ปณิหิตอัฌรวรรค ครับ มีข้อความว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง คำว่าผุดผ่องนี่ ก็คือปภัสสร แต่ว่าจิตนั้นแลเศร้าหมองด้วยอุปกิเลสที่จรมา อันนี้คือกล่าวถึงปภัสสร ที่กล่าวถึงภวังคจิตครับ

ข้อความต่อมาในบทต่อมาครับ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง และจิตนั้นแลพ้นวิเศษแล้วจากอุปกิเลสที่จรมาครับ ซึ่งข้อความในอรรถกถา ก็ชัดเจนมาก ผมขออนุญาตอ่าน ก็จะได้กราบเรียนท่านอาจารย์ในความละเอียดต่อไปนะครับ

ในบทที่กล่าวถึง ดูกร ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง แต่ว่าจิตนั้นเศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมา ก็มีคำอธิบายว่า

บทว่า ปภัสสรัง ได้แก่ ขาว คือบริสุทธิ์

บทว่า จิตตัง ได้แก่ภวังคจิต

นี่คือคำอธิบายครับ ถามว่า ก็ชื่อว่า สีของจิตมีหรือ แก้ว่า ไม่มี จริงอยู่ จิตจะมีสีหนึ่งสีใด บรรดาสีเขียว เป็นต้น หรือสีทองไม่มี ท่านเรียกว่า ปภัสสร เพราะเป็นจิตบริสุทธิ์ แม้จิตนี้ชื่อว่า บริสุทธิ์ เพราะปราศจากอุปกิเลส ก็คือภวังคจิต เหตุนั้นจึงชื่อว่า ปภัสสร. บทว่า ตญฺจ โข ได้แก่ภวังคจิตนั้น. บทว่า อาคนฺตุเกหิ ได้แก่อุปกิเลสที่ไม่เกิดร่วมกันครับ อุปกิเลสไม่เกิดแน่นอนในขณะที่เป็นภวังค์ แต่เกิดในขณะแห่งชวนจิตในภายหลัง บทว่า อุปกิเลเสติ ความว่า ภวังคจิตนั้น ท่านเรียกว่า ชื่อว่าเศร้าหมองแล้ว เพราะเศร้าหมองแล้วด้วยกิเลสมีราคะ เป็นต้น คำอธิบายมีต่อไปนะครับ เศร้าหมองอย่างไร เหมือนอย่างว่า บิดามารดา หรืออุปัชฌาย์จารย์ผู้สมบูรณ์ด้วยความประพฤติ ไม่ดุด่า ไม่ให้ศึกษาไม่สอนไม่พร่ำสอนบุตรหรืออันเตวาสิก และสัทธิวิหาริกของตน เพราะเหตุที่บุตร และสัทธิวิหาริก อันเตวาสิก เป็นผู้ทุศีล มีความประพฤติไม่สมบูรณ์ด้วยข้อวัตรปฏิบัติ ย่อมได้รับการติเตียนเสียชื่อเสียง ฉันใด พึงทราบข้ออุปมานี้ ฉันนั้น พึงเห็นภวังคจิตเหมือนบิดามารดา และอุปัชฌาย์อาจารย์ผู้สมบูรณ์ด้วยความประพฤติ ภวังคจิตแม้จะบริสุทธิตามปกติ ก็ชื่อว่าเศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมาอันเกิดขึ้นด้วยอำนาจที่เกิดพร้อมด้วย โลภะ โทสะ และโมหะ ซึ่งมีความกำหนัดขัดเคือง และความหลง เป็นสภาวะในขณะแห่งชวนะ เหมือนบิดามารดา เป็นต้นเหล่านั้นได้ความเสียชื่อเสียง เหตุเพราะบุตรเป็นต้น ฉะนี้แล ครับ นี่คือข้อความที่อธิบายในบทแรกที่บอกว่า จิตนี้ผุดผ่อง แต่ว่าจิตนี้แลเศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมาครับ

และบทต่อไปนะครับ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง และจิตนั้นแลพ้นวิเศษแล้วจากอุปกิเลสที่จรมาครับ นี้มีคำอธิบายในอรรถกถานะครับ กระผมขออนุญาติอ่านนะครับ จิต ก็คือภวังคจิตนั่นเองในบทนี้

บทว่า วิปมุตตัง ความว่า ภวังคจิตนั้น ไม่กำหนัดไม่ขัดเคืองไม่หลง ในขณะแห่งชวนจิตเกิดขึ้นด้วยอำนาจกุศลจิตที่เป็นญาณสัมปยุตต์ประกอบด้วยไตรเหตุ เป็นต้น ย่อมชื่อว่า หลุดพ้นจากอุปกิเลสทั้งหลายที่จรมา แม้ในที่นี้ ภวังคจิต ท่านก็เรียกว่า หลุดพ้นแล้วจากอุปกิเลสทั้งหลายที่จรมา ด้วยอำนาจแห่งกุศลจิตที่เกิดขึ้นในขณะแห่งชวนะ เหมือนมารดา เป็นต้น ได้รับความสรรเสริญ และชื่อเสียงว่า พวกเขาช่างดีแท้ ยังบุตร เป็นต้น ให้ศึกษาโอวาทพร่ำสอนอยู่ ดังนี้ เพราะเหตุบุตร เป็นต้น ผู้มีศีลสมบูรณ์ด้วยความประพฤติ ฉะนั้น

นี่คือข้อความในอรรถกถาที่ได้แสดงไว้ครับ เพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น กระผมขอโอกาสอ่านคำบรรยายท่านอาจารย์ จะเห็นชัดว่า ความละเอียดที่ท่านอาจารย์ได้อธิบายไว้เป็นประโยชน์ เป็นหลักฐานอ้างอิง แล้วก็เป็นเครื่องเกื้อกูลให้ผู้ฟังผู้ศึกษาได้เข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริงจากแนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1421 ต่อด้วย 1422 มีคำบรรยายดังนี้ครับ

ข้อความใน มโนรถปูรณี อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต พรรณนาวรรคที่ ๕ ในพระสูตรที่ ๙ มีข้อความที่แสดงสภาพของภวังคจิตว่า

บทว่า ปภัสสรัง ความว่า ขาว คือ บริสุทธิ์ บทว่า จิตตัง คือ ภวังคจิต

ถามว่า ก็ชื่อว่าวรรณะ คือ สี แห่งภวังคจิตมีอยู่หรือ ตอบว่า ไม่มี

จริงอยู่ จิตจะมีสีหนึ่งสีใดในบรรดาสีเขียวเป็นต้นหรือสีทอง ไม่มี

จิตชนิดใดชนิดหนึ่ง คือ ภวังคจิตประเภทใดประเภทหนึ่ง คือ ภวังคจิตที่เป็น กุศลวิบาก หรือภวังคจิตที่เป็นอกุศลวิบาก หรือภวังคจิตที่เป็นกามภูมิ หรือภวังคจิตที่เป็นรูปภูมิ หรือภวังคจิตที่เป็นอรูปภูมิ ท่านกล่าวว่า ประภัสสร

ไม่ว่าจะเป็นกุศลวิบาก หรืออกุศลวิบากขั้นกามภูมิ ขั้นรูปภูมิ ขั้นอรูปภูมิก็ตาม ท่านกล่าวว่า ประภัสสร เพราะอรรถว่า บริสุทธิ์ คือ ไม่เกิดร่วมกับอุปกิเลส แต่ภวังคจิตนั้นท่านกล่าวว่า เศร้าหมองแล้วเพราะอุปกิเลสที่เกิดกับชวนจิตที่เกิดในภายหลัง เพราะแสดงให้เห็นว่า ภวังคจิตนั้นยังไม่ได้ดับกิเลส จึงมีกิเลสเกิดที่ชวนจิตได้

ข้อความในอรรถกถาอุปมาภวังคจิต ดุจมารดา บิดา อาจารย์ และอุปัชฌาย์ทั้งหลายผู้ถึงแล้วด้วยความประพฤติ เพราะว่าในขณะนั้นไม่มีอกุศลเจตสิกเกิด ร่วมด้วย แต่เมื่อชวนจิตซึ่งเป็นดุจบุตรเกิดขึ้นเป็นอกุศล ประกอบด้วยโลภะ หรือโทสะ หรือโมหะ ย่อมทำให้มารดา บิดา อาจารย์ และอุปัชฌาย์เศร้าหมอง เสื่อมเกียรติ เพราะได้รับการตำหนิว่า ไม่ตักเตือน ไม่สอน

ข้อความใน สูตรที่ ๑๐ มีว่า

เมื่อชวนจิตเป็นกุศล ที่ท่านอาจารย์อธิบายครับว่า ก็ดุจบุตรที่ทำให้มารดาบิดามีเกียรติว่า ได้เป็นผู้ที่สอนและโอวาทบุตร และภวังคจิตนี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า หลุดพ้นแล้วจากอุปกิเลสทั้งหลายอันจรมา ด้วยสามารถแห่งกุศลจิตอันเกิดขึ้นแล้วในขณะที่เป็นชวนะ ดังนี้ครับ ข้อความสรุปครับตอนท้าย

ขณะนี้ ภวังคจิตจะเป็นมารดาบิดา อาจารย์ หรืออุปัชฌาย์ประเภทไหน รู้ได้ตรงชวนะ ถ้าชวนะในขณะนี้เป็นกุศล ภวังคจิตก็มีเกียรติ เพราะว่าดุจมารดาบิดา อาจารย์ หรืออุปัชฌาย์ที่ให้การสอนและโอวาท ทำให้ชวนจิตนั้นเป็นกุศล เพราะว่า โยนิโสมนสิการ ซึ่งไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่า ขณะไหนบุตรไม่ดีจะเกิด และขณะไหนบุตรดีจะเกิด แต่ไม่ว่าบุตรดีหรือบุตรไม่ดีจะเกิด ย่อมทำให้มารดาได้ชื่อว่าได้เกียรติหรือว่าเสื่อมเกียรติ ตามประเภทของชวนจิตซึ่งเกิดในภายหลังครับ

นี่คือข้อความที่อธิบายถึง ความเป็นจิตปภัสสรของภวังคจิตที่ท่านอาจารย์อธิบายไว้ก็เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งครับ และก่อนจะจบในช่วงนี้ กระผมก็ขอโอกาสอ้างอิงอีกข้อความหนึ่งที่แสดงถึงความเป็นจิตปภัสสรนะครับ เป็นข้อความในอัฏฐสาลินี อรรถกถา พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคนี ก็ได้อธิบายไว้ว่า ธรรมดำ กระทำจิตไม่ให้มีความปภ้สสร ชื่อว่า กัณหธรรม คืออกุศล ปภัสสรไม่ได้แน่นอน ธรรมขาว กระทำจิตให้มีความปภัสสร ชื่อว่า สุขธรรม ธรรมฝ่ายขาว เพราะฉะนั้น เจตสิกฝ่ายดีทั้งหลายก็ปรุงแต่งให้จิตนั้นในขณะนั้นเป็นจิตปภัสสร จิตเป็นจิตปภัสสรก็ด้วยอำนาจแห่งเจตสิกฝ่ายดีเกิดร่วมด้วยประกอบด้วยครับ

ก็กราบเท้าท่านอาจารย์ในความละเอียดครับ กระผมก็ได้อ้างอิงข้อความในพระไตรปิฎก และอรรถกถา แล้วก็ข้อความที่เป็นคำบรรยายของท่านอาจารย์ที่อธิบายถึงความเป็นจิตปภัสสรก็ตามที่ได้อ่านตามที่ได้กล่าวครับท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: ก็ตรงตามนั้น ใช่ไหม? จงใส่ใจให้ดี

อ.คำปั่น: ครับท่านอาจารย์ครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

จิตนั้นแลเศร้าหมองด้วยอุปกิเลสที่จรมา [ปณิหิตอัจฉวรรคที่ ๕]

ภวังคจิตเหมือนบิดามารดา [อรรถกถาสูตรที่๙]

ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..

แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1421

แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1422

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ