เราเป็นมิตรที่ดีกับใครหรือเปล่า?

[เล่มที่ 16] พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้า 84-87
สิงคาลกสูตร
[๑๙๒] ดูก่อนคฤหบดีบุตร มิตร ๔ จําพวกเหล่านี้ คือ มิตรมีอุปการะ ๑ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑ มิตรแนะประโยชน์ ๑ มิตรมีความรักใคร่ ๑ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรมีใจดี (เป็นมิตรแท้) .
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น งานที่มูลนิธิได้กระทำ คือศึกษาเผยแพร่สิ่งที่ถูกต้องสิ่งที่ละเอียดอย่างยิ่งให้คนอื่นได้เข้าใจ
ผู้ที่มีความจริงใจ และมีการเห็นประโยชน์สูงสุดเพื่อไม่ติดข้อง ดิฉันรู้สึกชื่นชมเคารพจริงๆ ในผลงานของทุกท่านไม่ว่าใครทั้งสิ้น เพราะว่าเป็นสิ่งที่ยากที่จะเป็นไปได้ โอกาสที่จะได้ฟัง มีความเคารพมีความเห็นประโยชน์จนกระทั่งสามารถทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ในชีวิตตลอดชีวิตได้ เป็นสิ่งที่น่าเคารพอย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้น ดิฉันเคารพเจ้าหน้าที่มูลนิธิทุกคน ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกัลมูนิธิทุกคน ทั้งกรรมการและผู้ใดทั้งหมดในคุณความดีในศรัทธา แต่ว่าธรรมละเอียดลึกซึ้ง แม้แต่คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรื่องมิตร มิตรคือใครอยู่ไหน!!
อ.ธนากร: มิตร คือผู้ที่หวังดีเมื่อจิตที่หวังดีเกิด
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ใครเป็นมิตร
อ.ธนากร: ผู้ที่มีเมตตาครับ
ท่านอาจารย์: เอาอีกแล้ว ไปโน่น!! ตัวเองนั่นแหละเป็นมิตรของใครหรือเปล่า? พอคิดถึงมิตรคิดถึงคนอื่นที่เป็นมิตร แต่เราเป็นมิตรกับใครหรือเปล่าหรือเปล่า!! นี่มิตรอยู่นี่ เป็นมิตรดีหรือเปล่า?! ไม่ต้องไปคิดถึงมิตรอื่น มิตรนี่แหละ ตรงนี้แหละเป็นมิตรดีหรือเปล่า?
เห็นไหม พระธรรมทั้งหมดแสดงความจริงว่า ไม่มีใคร แต่มีธรรมที่แต่ละหนึ่งธรรมก็สะสมสืบต่อจนกระทั่งปรากฏแต่ละหนึ่งขณะในชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย แล้วต่อไปอีกๆ
เพราะฉะนั้น ไม่ต้องหวังว่า ใครจะเป็นมิตรที่ดีกับเรา แต่เราเป็นมิตรที่ดีกับใครหรือเปล่า?
เพราะฉะนั้น ลองอ่านคุณลักษณะของมิตรที่ดีค่ะ จะได้รู้ตัวเองว่าเป็นมิตรแบบไหน ไม่ใช่เขาเป็นมิตรแบบไหนกับเรา แต่เราเป็นมิตรแบบไหนกับใคร!!
อ.ธนากร: ครับ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ดูก่อนคฤหบดีบุตร มิตร ๔ จําพวกเหล่านี้ คือ มิตรมีอุปการะ ๑ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑ มิตรแนะประโยชน์ ๑ มิตรมีความรักใคร่ ๑ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรมีใจดี (เป็นมิตรแท้) . ครับ
ท่านอาจารย์: ไม่ใช่ใครใช่ไหม แต่เราใช่ไหม?
อ.ธนากร: ครับ
ท่านอาจารย์: เป็นมิตรแท้หรือเปล่า ไม่ใช่ไปคิดว่าคนโน้นคนนี้เป็นมิตรแท้หรือเปล่า แต่ตัวเองนั่นแหละเป็นมิตรแท้หรือเปล่า? ข้อที่ ๑
อ.ธนากร: ครับ ถ้าเป็นมิตรมีอุปการะนะครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เราอุปการะคนที่สมควรจะอุปการะหรือเปล่า? ไม่สนใจไม่เกี่ยวข้องไม่ช่วยเหลือ เห็นไหม ไม่ใช่ไปหวังความเป็นมิตรจากคนอื่น แต่ตัวเองนั่นแหละเป็นมิตรประเภทไหน ของใคร? ของผู้ที่กำลังลำบากไหม? ไม่ใช่ธรรมมีไว้สำหรับอ่านสำหรับฟัง แต่สำหรับเห็นประโยชน์จริงๆ ของขณะที่เป็นกุศลธรรมเป็นมิตรแน่นอน
อกุศลธรรมเป็นมิตรหรือเปล่า?
อ.ธนากร: ไม่เป็นเลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ไกลเลยใช่ไหม มิตร?
อ.ธนากร: ไม่ไกลเลยครับ ตัวเองนี่เองครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เริ่มรู้จักธรรมที่เคยยึดถือว่าเป็นตัวเองด้วยความตรง เป็นอะไร? ถูกคือถูก ผิดคือผิด!!
เพราะฉะนั้น ได้อุปการะใครที่ควรอุปการะบ้างไหม? ตามกำลังความสามารถ ไม่ทอดทิ้งไม่ละเลย
ไม่อย่างนั้น ฟังไปทำไมๆ ไปหามิตรใหญ่เลย!
อ.ธนากร: ใช่ครับ เมื่ออกุศลเกิดจะได้รู้ตัวว่า ถ้าไม่ใช่มิตรมีอุปการะก็เพราะอกุศลครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เราเป็นมิตรของใครหรือเปล่า เขามีทุกข์ เขาต้องการคำแนะนำความช่วยเหลือสิ่งโน้นสิ่งนี้ นี่เป็นมิตรหรือเปล่า? ไหมไหม?
ไม่ต้องไปหามิตรที่ไหน ตัวเองนั่นแหละเป็นมิตรหรือเปล่า? นี่ข้อที่ ๑ ใช่ไหม?
อ.ธนากร: ใช่ครับ แล้วก็ข้อที่ ๒ เป็นมิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ครับ
ท่านอาจารย์: เขาเดือดร้อน แล้วเราเฉยเลย ใช่ไหม หรืออย่างไร?
อ.ธนากร: ใช่ครับ อยู่ด้วยกันก็ร่วมสุขร่วมทุกข์ครับ
ท่านอาจารย์: แล้วจะเบิกบานไหม ทั้งเราและเขา ทั้งบ้านทั้งครอบครัว ทั้งเพื่อนและมิตรสหาย ทั้งวงศาคณาญาติ ทั้งผู้ที่พบปะกันร่วมแรงร่วมใจกันทำงานต่างๆ
เพราะฉะนั้น ใจของมิตรที่สะอาดนั้นแหละเบิกบานแล้วด้วยความเป็นมิตรจริงๆ ไม่เดิอดร้อน ใครจะคิดว่าอย่างไรเราช่วยเขาไม่ได้หรอก เขาจะมองเราในแง่ไหน!! แต่ว่า ใจของเราเป็นมิตรพร้อมที่จะร่วมสุขร่วมทุกข์เกื้อกูล
ร่วมสุข ก็คือว่าไม่ริษยาไม่อะไรเลยทั้งสิ้น เบิกบานในความเป็นคนดีหรือในความมีสุขหรืออะไรก็แล้วแต่
ร่วมทุกข์ เขากำลังเดือดร้อนสักนิดเดียว นี่ช่วยได้หรือเปล่าไม่ต้องเดือดร้อนมากมาย แค่อาหารไกลไปลำบากไหมที่จะเอื้อม? เราอยู่ใกล้เป็นมิตรหรือเปล่า?
อ.ธนากร: ครับ ชัดเจนเลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปแสวงหามิตรอื่น แต่ตัวเองเป็นมิตรกับใครหรือเปล่า?
อ.ธนากร: ใช่ครับ แล้วก็มีมิตรแนะประโยชน์ครับ
ท่านอาจารย์: ก็ชัดเจนนะ ไม่ใช่ช่วยกันทำความไม่ดี ช่วยกันเห็นผิด
อ.ธนากร: คือตรงนี้ก็เห็น บางครั้งหลงลืมสติ ก็จะเป็นมิตรหัวประจบ ก็คือจะชั่วก็เออออ จะดีก็เออออ ซึ่งไม่ถูกครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เห็นไหม เพราะไม่รู้ และเพราะโลภ ๒ อย่างนี่แหละ
อ.ธนากร: ใช่ครับ เพราะว่าเพื่อตัวเอง
ท่านอาจารย์: ด้วยความไม่รู้ความจริง จะเป็นคนดีได้อย่างไร จะหมดกิเลสได้อย่างไร?
อ.ธนากร: ก็ต้องตรงมากขึ้นครับ แล้วก็มิตรมีความรักใคร่ครับ
ท่านอาจารย์: ก็เป็นเพื่อนแท้ ไม่ใช่มีกิเลสต่อกันรักกันเออออกัน
อ.ธนากร: ใช่ครับ กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ เป็นประโยชน์มากครับว่า ยังไงๆ ก็แล้วแต่ คนอื่นก็เป็นเรื่องคนอื่นครับ ไม่ว่าเขาจะดีหรือเขาจะไม่ดี จะเข้าใจถูกหรือเข้าใจผิดอะไร ก็คือไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับกืเลสของเราเลย เพราะว่าเราจะดีเราจะชั่วก็เพราะตัวเราเองเพราะธรรมที่เกิดขึ้นซึ่งได้สะสมมาไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนอื่น แล้วก็คนอื่นทำให้กิเลสเราน้อยลงไม่ได้เลยครับ แต่ว่าความเป็นมิตรที่เกิดกับตัวเรา เพราะว่าเข้าใจ อันนี้ต่างหากครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น มิตรเป็นผู้หวังดี เพราะรู้ว่าหวังดีคืออะไร
อ.ธนากร: ครับ ขอบพระคุณ และก็บูชาท่านอาจารย์ทั้งในตัตรมัชฌัตตา แล้วก็ทุกสิ่งทุกอย่างครับ เพราะว่าท่านมีปัญญามีความเข้าใจ แล้วก็มีความดีทุกประการเลยครับที่ประพฤติตามคำสอน
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น หวังดีต่างกับประจบประแจงใช่ไหม?
เห็นไหม จะไม่กล่าวได้อย่างไรในความตรงกันข้าม ประจบประแจงด้วยความต้องการ และต้องการอะไร ยากที่จะรู้ได้เพราะสะสมมาที่จะไม่รู้ความจริงว่า ขณะนั้นต้องการแล้ว และต้องการอะไร
อ.ธนากร: ครับ แต่ว่าผมก็ไม่ได้กล่าวเพราะต้องการประจบท่านอาจารย์นะครับ แต่ว่าก็ระลึกถึงที่ท่านอาจารย์ได้ คือเพราะว่าได้เห็นท่านอาจารย์ ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ตัวครับ ก็รู้แล้วครับว่าไม่ควรทำเกินประมาณ หรือว่าทำในฐานะที่ไม่เหมาะไม่ควรครับ
ท่านอาจารย์: ตัวเองไม่รู้ว่าประจบใช่ไหม หรือว่ารู้ด้วย? แต่คนอื่นเห็นแน่ๆ เห็นไหม?
อ.ธนากร: ท่านอาจารย์กล่าวอย่างนี้ แสดงว่า ผม ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: ต่างกันมากความดีกับประจบประแจง ถูกต้องไหม?
อ.ธนากร: ถูกต้องครับ
ท่านอาจารย์: ประจบประแจงจะดีได้ไหม?
อ.ธนากร: ไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์: ก็เห็นชัดว่า ตัวเองไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า กำลังประจบประแจง เพราะไม่รู้ทั้งหมดเพราะความติดข้องซึ่งละเอียดมาก เป็นไปทุกอย่างทุกสิ่งที่มีที่จะติดข้องได้ติดข้องหมด ไม่เห็นโทษไม่เห็นภัย และไม่รู้ด้วยว่ากำลังติดข้องอะไร จึงมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแม้คำว่า ประจบประแจง
อ.ธนากร: กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ธนากร ด้วยค่ะ
