ฟังธรรมเพื่อถึงความเป็นพระอรหันต์

 
เมตตา
วันที่  6 มิ.ย. 2569
หมายเลข  52460
อ่าน  10

อ.อรรณพ: เมื่อวันอาทิตย์ตอนบ่าย ท่านอาจารย์ถามคณะอาจารย์ว่า ฟังธรรมทำไม? ฟังธรรมเพื่ออะไร? และในที่สุดท่านอาจารย์ก็กล่าวว่า ฟังธรรมเพื่อถึงความเป็นพระอรหันต์ ซึ่งปกติท่านอาจารย์ก็จะกล่าวเป็นเบื้องต้นมากกว่าว่า ฟังธรรมเพื่อเข้าใจในความเป็นธรรม หรือฟังธรรมเพื่อที่จะเห็นประโยชน์ และน้อมประพฤติตามนะครับ แต่เมื่อวันอาทิตย์นั้นท่านอาจารย์กล่าว สูงสุดเลยครับว่า ฟังธรรมเพื่อถึงความเป็นพระอรหันต์

ท่านอาจารย์โปรดได้กล่าวถึงตรงนี้ครับว่า ท่านอาจารย์เห็นประโยชน์อย่างไรที่จะเกื้อกูลพวกเรา ท่านอาจารย์ถึงได้กล่าวสูงสุดเลยว่า ฟังธรรมเพื่อถึงความเป็นพระอรหันต์ เพื่อเตือนพวกเราทั้งหลายอย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ความจริงเป็นความจริงตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด

เพราะฉะนั้น ต้องไม่ลืม ฟังธรรมเพื่ออะไร? ไม่ว่าจะคำตอบอะไรทั้งสิ้น คิดหรือเปล่าว่า ทั้งหมดที่ตอบนั้นเพื่อละกิเลสไม่ให้เหลือเลย อีกคำของพระอรหันต์

ฟังไปแล้วก็เก็บกิเลสไว้ ไม่ละ ฟังทำไม!!

อ.อรรณพ: ประโยชน์ คือ?

ท่านอาจารย์: สอดคล้องกันทั้งหมดตั้งแต่ต้น แล้วแต่ว่า จะคิดระดับใด

ถ้าไม่คิดถึงว่า กิเลสแม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นโทษ แต่ทำไมมีล่ะ? มองไม่เห็น ปิดบังซ่อนเร้น สิ่งที่ปรากฏปรากฏเพียงแต่ความต้องการ ตั้งแต่สิ่งที่หยาบที่สุดจนถึงความละเอียดที่สุดไม่เห็นเลย

เพราะฉะนั้น ฟังเพื่ออะไร? เพื่อถึงความเป็นพระอรหันต์ อีกนัยหนึ่ง คือเพื่อดับกิเลสหมดไม่เหลือเลยแม้เพียงเล็กน้อย ถูกต้องไหม? ไม่อย่างนั้นจะต้องพูดถึงความจริงทำไม?! ความจริงถึงที่สุดว่า ขณะนี้อยู่ในความมืด!! สว่างทางเดียว ถ้าเป็นความจริง ต้องตรงต่อความจริง สัจจะ เปลี่ยนไม่ได้ แสดงว่าเดี๋ยวนี้ไม่ได้ปรากฏอย่างที่เป็นความจริง แต่เมื่อปรากฏต้องอย่างนี้ใช่ไหม? เพราะความจริงเป็นอย่างนี้

เพราะฉะนั้น ความเป็นเรา และความต้องการสารพัดอย่าง ซึ่งมองไม่เห็นเลยว่า ต้องการเสียจนปิดบังไม่ให้เห็นว่า นี่แหละ เป็นความต้องการ ซึ่งเห็นโทษของกิเลสแม้เพียงเล็กน้อยไหม!! ถ้าไม่เห็น ฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำไม? คิดดูให้ดี

อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ได้กล่าวก็เห็นประโยชน์ที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวตรงนี้ว่า ฟังธรรมเพื่อถึงความเป็นพระอรหันต์ เพื่อที่จะไม่ประมาทในกิเลสแม้เล็กน้อย แล้วกิเลสนี่ก็ช่างวกวนช่างหลอกลวง ก็คือความเป็นเรา ท่านอาจารย์ใช้คำว่า ก็เหมือนว่าเราก็จะเก็บกิเลสเอาไว้ จะเก็บความเป็นเราเอาไว้ จะเก็ยความสำคัญตนเอาไว้ ก็เป็นเราด้วยความติดข้องบ้าง ด้วยความสำคัญตนซึ่งก็เหมือนอยากจะเก็บเอาไว้อย่างนี้ครับท่านอาจารย์ ทำไมๆ สิ่งที่ไม่ดีนี่ก็อยากจะเก็บไว้ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะไม่รู้ ไม่รู้เลยว่า ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าส่องให้เห็นถึงความลึกซึ้งของการซ่อนเร้นของธรรมฝ่ายอกุศล ซึ่งทำให้ทุกอย่างเป็นไปไม่รู้จบ พอไม่ได้สิ่งที่พอใจ ตั้งแต่ขุ่นใจจนกระทั่งถึงน้ำตาไหล ถูกต้องไหม?

อ.อรรณพ: ถูกต้องครับ

ท่านอาจารย์: ร้องไห้นี่รู้หรือเปล่า เพราะความอยากแล้วไม่ได้สิ่งที่อยาก!! แม้เพียงเล็กน้อยก็มองไม่เห็นถึงขณะที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญน้ำตาไหล ไม่ได้เห็นเลยว่ามาจากกิเลสแม้เพียงเล็กน้อย จนกระทั่งถึงขณะที่ไม่สามารถที่จะหยุดยั้งความโทรมนัสได้ มาจากไหน!! ถ้าไม่ใช่เพราะความต้องการเพราะไม่รู้ความจริง!!

อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์เกื้อกูลตรงนี้ตั้งแต่วันอาทิตย์ ก็เป็นประโยชน์กับพวกเราเองนั่นแหละ พวกเราที่ฟังพระธรรมกันมาพอสมควรแล้ว แต่เหมือนว่าเราก็ยังเก็บกิเลส เก็บความเป็นเราด้วยความติดข้องด้วยความสำคัญตน ก็ยังเก็บไว้อยู่

ท่านอาจารย์: ถึงหัวชนฝาก็ยังไม่ยอมเลย ปานนั้น แล้วจะละอะไร? เห็นไหม กว่าจะเห็นโทษ กว่าจะรู้ความลึกซึ้ง กว่าจะอ่อนน้อมต่อพระธรรม ไม่ใช่ต่อใครทั้งสิ้น คิดดูให้ดี แต่ต่อความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีให้ได้รู้ความจริงว่า หนทางอีกไกล แต่ทุกขณะเพิ่มขึ้นด้วยความไม่รู้ และความต้องการหรือทุกขณะเพิ่มขึ้นเห็นโทษของความไม่รู้ และก็เห็นความลึกซึ้งอย่างยิ่งว่า ทุกวันนี้อยู่ด้วยกันไม่เห็นโทษของความติดข้อง

เพราะฉะนั้น ชีวิตก็ดำเนินไปอย่างนี้ จะละสิ่งที่เคยติดข้องโดยเห็นโทษแม้เพียงเล็กน้อย เบิกบานสบายใจ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่ใคร เป็นธรรมที่สะสมมาแต่ละหนึ่ง ละเอียดจนกระทั่งปรากฏออกมาแล้วไม่รู้ เพราะความไม่รู้เต็มเท่าไหร่ในหัวใจ พอกพูนด้วยความต้องการอีกเท่าไหร่ นอกจากความต้องการแล้ว ยังกิเลสอื่นอีก ความสำคัญตนเท่าไหร่?

ทุกอย่างนี่ ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณา สัตว์โลกไม่สามารถจะรู้ความจริงที่เป็นอกุศลทุกขณะ รอบล้อมไปด้วยอกุศล แล้วก็ยินดีเบิกบานในการที่จะเก็บอกุศลไว้ด้วย

เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมต้องเห็นพระมหากรุณา ถ้าไม่มีคำที่แสดงความจริงให้เห็นโทษของกิเลสแม้เพียงเล็กน้อย ไม่มีทางละกิเลสค่ะ

อ.อรรณพ: เป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ