เห็นเป็นคน,สัตว์,หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด

  
Kuat639
วันที่  4 มิ.ย. 2569
หมายเลข  52456
อ่าน  114

เห็นเป็นคน,สัตว์หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่รู้ว่าเห็นผิด ไม่ใช่ความจริง คน สัตว์หรือสิ่งใดนั้น คือ สมมติ เพราะความจริงคือสภาพธรรมะที่เกิดดับรวดเร็วเห็นได้ยาก แต่สมมตินั้นไม่มีจริง อวิชชาเห็นได้ยากจนเป็นเหตุให้เข้าใจผิดอย่างเหนียวแน่นแกะออกยาก


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
khampan.a
วันที่ 8 มิ.ย. 2569

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ความเป็นจริงของสภาพธรรม ใครๆ ก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นจริงอย่างไร ก็เป็นจริงอย่างนั้น แต่ละคน แต่ละชีวิต ก็เป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งก็ไม่พ้นไปจากความเกิดขึ้นเป็นไปของธรรมเลย ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตน ไม่มีเรา ไม่มีเขา มีแต่ธรรมเท่านั้นเมื่อเป็นธรรมที่มีจริงแต่ละอย่างๆ จะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือเป็นใครได้อย่างไร เพราะเป็นธรรม

ธรรมที่เป็นสภาพรู้ธาตุรู้นั้น มี ๒ ประะภท คือ จิตและเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่รู้อารมณ์ เมื่อจิตเกิดขึ้น (พร้อมด้วยเจตสิก) ก็ย่อมรู้อารมณ์ ตามควรแก่จิตประเภทนั้นๆ โดยที่จิตเท่านั้นที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ ส่วนเจตสิกก็เกิดร่วมกับจิต รู้อารมณ์เดียวกันกับจิต ทำกิจหน้าที่ของตนๆ แล้วก็ดับไป ชีวิตประจำวัน จิต (และเจตสิก) จึงรู้ได้ทั้งปรมัตถ์ และ บัญญัติ ซึ่งเมื่อศึกษาไปตามลำดับก็จะเข้าใจได้ว่า ปรมัตถ์ คือ สิ่งที่มีจริงๆ เช่น สี เสียง เสียง กลิ่น รส กุศล อกุศล เป็นต้น ส่วนสมมติบัญญัติ ไม่มีมีจริง จิตรู้บัญญัติได้โดยจิตคิดถึง ชื่อสัณฐาน เรื่องราวของปรมัตถธรรม

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้และทรงแสดงความจริงของสภาพธรรมเพื่อประโยชน์เกื้อกูลสำหรับผู้ที่ได้ฟังได้ศึกษาอย่างแท้จริง

ธรรมดาของวิถีจิต (จิตที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์โดยอาศัยทวารหนึ่งทวารใด เช่น ทางตา ทางหู เป็นต้น) คือ เมื่อวิถีจิตทางปัญจทวารเกิดขึ้นรู้อารมณ์ ดับไป ย่อมเป็นปัจจัยให้วิถีจิตทางมโนทวารเกิดขึ้นรับรู้อารมณ์ต่อจากปัญจทวาร และมีคิดถึงชื่อสัณฐานของสิ่งที่เห็นเป็นต้น ไม่ยกเว้นว่าเป็นปุถุชนหรือเป็นพระอริยบุคคล หรือพระอรหันต์ สรุปคือทุกบุคคลเมื่อเห็น เมื่อได้ยิน เป็นต้น แล้วย่อมมีการคิดนึกต่อทางมโนทวาร ความจริงเป็นอย่างนี้ แต่สำหรับผู้ที่เข้าใจถูกเห็นถูกตามความเป็นจริง ก็จะไม่เห็นผิดว่าบัญญัติมีจริง แต่เข้าใจถูกต้องว่ามีแต่ปรมัตถธรรมเท่านั้นที่เกิดขึ้นเป็นไป และ การรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง เป็นกิจของปัญญาที่เข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริงของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา

อวิชชา ความไม่รู้ สะสมมาอย่างมากและยาวนานในสังสารวัฏฏ์ การที่จะค่อยๆ ขัดเกลาละคลายความไม่รู้ได้ ก็ต่อเมื่อมีการอบรมเจริญปัญญาสะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกจากการได้ฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ดีแล้วครับ

... ยินดีในกุศลของคุณ Kuat639 และทุกๆ ท่านด้วยครับ ...

  
  ความคิดเห็นที่ 2  
  
chatchai.k
วันที่ 11 มิ.ย. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

  
  ความคิดเห็นที่ 3  
  
Kuat639
วันที่ 14 มิ.ย. 2569

วิทยาศาสตร์ พัฒนาได้สูงสุดเพียงสมมติบัญญัติ (มองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ, ตาเปล่า) แต่ความจริงคือปรมัตถ์บัญญัติของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น (มองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ,ปัญญาเท่านั้นรู้ได้)

  
  ความคิดเห็นที่ 4  
  
Kuat639
วันที่ 14 มิ.ย. 2569

ทุกวันนี้ แค่เห็นมีจริง.ก็ยังไม่รู้จักเห็น (ตามความเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้) ..ยังเป็นเราเห็น สิ่งหนึ่ง สิ่งใด นั่นมันคือสมมุติอวิชชาเท่านั้น

บันทึกกันลืม ...

14/6/69

  
  ความคิดเห็นที่ 5  
  
Kuat639
วันที่ 18 มิ.ย. 2569

รู้ไม่ได้ถ้าไม่ฟังคำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.ความจริงโลกมืดเมื่อไม่เห็น.สว่างนิดเดียวเมื่อเห็นเกิดดับ.ธรรมมองไม่เห็นหรือสัมผัสด้วยตาเนื้อกายเนื้อ

18/6/69

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ