เป็นอัตตามานานแสนนาน

อ.ณภัทร: ท่านอาจารย์ครับ ความเป็นตัวเรานี่ครับ เป็นความเห็นผิดมรามากับความไม่รู้ แล้วถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมก็ไม่มีโอกาสที่จะรู้เลยว่า ความเห็นผิดนั้นคืออย่างไร แล้วก็เป็นกิเลสตัวแรกที่ต้องฟันฝ่าอย่างเรียกว่าแสนสาหัสเลย เพราะว่าความเป็นเรานี่มัน ลึกๆ ๆ ๆ จนแบบว่า ไม่รู้ว่าก้นของความเป็นเราอยู่ตรงไหน แต่ว่าพอมีหนทาง ก็คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงที่จะทำให้ค่อยๆ รู้ตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้น เมื่อได้ฟังพระธรรม ก็ค่อยๆ รู้ว่า ความคลาดเคลื่อนความวิปลาสในชีวิตประจำวันนี่มีทั้ง สัญญาวิปลาส ทั้งจิตตวิปลาส มีทั้งทิฏฐิวิปลาส
เพราะฉะนั้น ก็จะกราบเรียนท่านอาจารย์ในความละเอียดว่า ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมไม่รู้เลยว่า สัญญาวิปลาสคือเดี๋ยวนี้ ทิฏฐิวิปลาสก็คือเดี๋ยวนี้ที่เห็นผิดที่เห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เห็นว่าเป็นเรา แล้วก็จิตตวิปลาสที่กำลังมีอยู่ในขณะนี้ ก็กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: ก็ไม่รู้ทุกอย่างแม้แต่สัญญาคืออะไร ทั้งๆ ที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ เห็นไหมวิปลาสปานนั้น!! กว่าจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น ต้องรู้ตามความเป็นจริงว่า เล็กน้อยปานใดเทียบกับกระแสความไม่รู้ในแสนโกฏกัปป์ทุกขณะไม่ว่าอะไรที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ ไม่รู้ความจริงเลย และก็จะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีก ถ้าไม่ค่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อยสะสมความเข้าใจที่ตรงตามความเป็นจริง มั่นคงในความเป็นจริงว่า ไม่มีเรา ไม่ว่าขณะใดทั้งสิ้น ตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยแล้วก็ดับไป แล้วจะเป็นอะไรได้ ไม่เหลือเลยที่จะเป็นได้
ฟังไปอีกนานเท่าไหร่ กว่าจะค่อยๆ ละการที่เคยเข้าใจผิด ยึดถือสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดมั่นคงเหนียวแน่น แม้แต่ที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ก็เป็นอัตตาไปหมดทุกอย่าง แต่ละหนึ่งๆ นับประมาณไม่ได้
เพราะฉะนั้น กว่าทั้งหมดจะไม่เหลือความเป็นอัตตา อีกนานเท่าไหร่ก็ต้องรู้ว่า ถ้าไม่มีการฟัง ไม่มีความเข้าใจถูกที่เพิ่มขึ้นมั่นคงขึ้นตามลำดับที่จะถึงการเข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่ปรากฏ ก็ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้
อ.ณภัทร: ครับ ท่านอาจารย์ครับ แล้วความมั่นคงในความไม่ใช่เรา เป็นธรรมทุกอย่างนี่ครับ ในขั้นการฟังแม้ฟังบ่อยๆ ฟังเรื่อยๆ ความมั่นคงจะมั่นคงขึ้นอย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มั่นคงไหม ไม่ต้องถามถึงขณะไหนทั้งสิ้น? เดี๋ยวนี้มั่นคงไหม?
อ.ณภัทร: ยังไม่มั่นคงเลย เพราะว่ายังไม่เป็นธรรมเลยครับ
ท่านอาจารย์: จนกว่าจะมั่นคงใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ขณะนี้เป็นเครื่องวัดเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า มั่นคงแค่ไหน ระดับไหน?
อ.ณภัทร: เพราะว่า ฟังแล้วก็ผ่านไปแล้วก็ลืมครับ
ท่านอาจารย์: นั่นล่ะ กว่าจะมั่นคงที่ไม่ลืมใช่ไหม? ทีอย่างอื่นไม่ลืม!!
อ.ณภัทร: ใช่ครับ ทีอย่างอื่นไม่ลิมแปลกมาก
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น สะสมที่จะไม่ลืมอย่างอื่นมานานเท่าไหร่? เพราะฉะนั้น ก็ต้องไม่ลืมต่อไปจนกว่าจะสะสมการฟังธรรม แล้วเมื่อไหร่จะไม่ลืม ไม่ใช่ไปบีบบังคับไปพยายาม แต่ฟังแค่นี้จะให้ไม่ลืมหรือ? ในเมื่อฟังเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรื่องโลก เรื่องเหตุการณ์ต่างๆ นานเท่าไหร่ทุกชาติในสังสารวัฏฏ์
เพราะฉะนั้น ก็ต้องเห็นตามความเป็นจริงว่า ถ้าไม่มีความอดทน และมั่นคง สัจจะตรงต่อความเป็นจริง ไม่มีทางที่จะรู้ความจริงได้เพราะเคยเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดมานานเท่าไหร่ ต้องไม่เหลือเลยว่าเป็นสิ่งนั้น เพราะความจริงไม่มีสิ่งนั้นเลย แค่มีปัจจัยเกิดดับเร็วแสนเร็วสุดที่จะประมาณได้
อ.ณภัทร: ครับ ท่านอาจารย์กล่าวว่า เคยเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดมานานแสนนานเท่าไหร่ โอ้ .. อันนี้จริงเลยครับ เลยทำให้ไม่ลืมเลยว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ท่านอาจารย์: ก็เราแล้ว เห็นไหม?
อ.ณภัทร: ครับ เพราะฉะนั้น ฟังว่าทุกอย่างเป็นธรรม เห็นเป็นธรรม ได้ยินเป็นธรรม คิดเป็นธรรม แล้วก็ผ่านไปแล้วก็ฟังใหม่แล้วก็ผ่านไป แล้วก็กว่าที่จะไม่ลืม ก็เป็นสิ่งที่ยากแสนยากอย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวจริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะน้อยกว่าขณะที่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นอัตตามาแสนนานใช่ไหม แล้วจะไม่เหลือเลยไม่มีเลยซึ่งเป็นความจริงที่กว่าจะรู้ได้ ก็ต้องมีความมั่นคงตามลำดับซึ่งเป็นบารมีมั่นคงขึ้น
อ.ณภัทร: ครับ
ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..
สัญญาวิปลาส จิตตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ
