ทำให้ใกล้ต่อการที่จะรู้ได้

 
เมตตา
วันที่  10 พ.ค. 2569
หมายเลข  52346
อ่าน  14

อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์กล่าวคำที่เป็นประโยคอย่างยิ่ง ไกลจากสิ่งที่ใกล้ที่สุด กราบเรียนท่านอาจารย์เพิ่มเติมครับว่า สิ่งที่ใกล้ที่สุดนั้น ใกล้อย่างไรครับ?

ท่านอาจารย์: เห็นมีไหม?

อ.อรรณพ: มีครับ

ท่านอาจารย์: อยู่ไหน?

อ.อรรณพ: อยู่ที่กำลังเห็น

ท่านอาจารย์: ที่ไหน?

อ.อรรณพ: ที่ตา

ท่านอาจารย์: ใกล้ไหม?

อ.อรรณพ: เห็นเกิดที่ตา!!

ท่านอาจารย์: จริงหรือเปล่า?

อ.อรรณพ: จริงครับ

ท่านอาจารย์: แล้วใกล้ไหม?

อ.อรรณพ: ใกล้สิครับ ก็เกิดที่ตาเลยครับ

ท่านอาจารย์: มีอะไรใกล้กว่านั้นไหม?

อ.อรรณพ: ไม่มีครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม!! รู้ไหมว่า เห็นเกิดตรงนั้น เห็นตรงนั้นด้วย แล้วก็ดับตรงนั้นด้วย!! จริงหรือเปล่า? ค่อยๆ มั่นคงในความจริงถึงที่สุด ซึ่งแสนไกลกว่าจะรู้

อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารย์ อันนี้เมื่อท่านอาจารย์ขยายความยกตัวอย่าง เห็นเกิดที่ตา นี่ใกล้ นะครับ แม้คนทั่วไปเขาก็คิดว่าสิ่งที่ใกล้ที่สุด ก็คือขนตา

ท่านอาจารย์: ขนตาเห็นหรือเปล่า? เห็นอะไร?

อ.อรรณพ: ขนตาไม่เห็นอะไร แล้วเขาคิดกันไปเป็นเรื่องราวว่า นี่! ใกล้ที่สุดจนไม่เห็น คือขนตานี่ครับ

ท่านอาจารย์: ไม่ใช่ ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น ฟัง จงฟัง คำนั้นพูดถึงอะไร หมายความว่าอะไร จงใส่ใจให้ดี คำตอบคืออะไร?

เรากำลังพูดถึงเห็นใช่ไหม?

อ.อรรณพ: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: แล้วไปตอบขนตาหรือ?

อ.อรรณพ: เขาหมายความว่า ..

ท่านอาจารย์: นั่นแหละ เห็นไหม ใส่ใจหรือเปล่า? เราไม่ได้พูดถึงอย่างอื่นเลยนะ ฟังสิว่า พูดถึงอะไร?!

เพราะฉะนั้น คำตอบก็เพื่อที่จะรู้จักเห็นเข้าใจเห็น แล้วไปพูดถึงขนตาไม่ใช่เห็น เห็นไหม ปานนั้น!!

อ.อรรณพ: ครับ เพราะคิดว่าใกล้สุดก็คืออย่างนั้น

ท่านอาจารย์: ถามว่า เห็นอยู่ไหน?

อ.อรรณพ: เห็นอยู่ที่ตา เกิดที่ตา

ท่านอาจารย์: ตา อยู่ที่ไหน? ตานะ ไม่ใช่ขนตา

อ.อรรณพ: ตาครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม แยกกันแล้ว ตากับขนตา ถ้าไม่ละเอียดไม่มีทางเข้าใจ ตาไม่ใช่ขนตา

อ.อรรณพ: ตา เกิดอยู่ที่กลางลูกตาครับ

ท่านอาจารย์: นั่นแหละ เห็นไหม? ใกล้ไหมล่ะ!!

อ.อรรณพ: ใกล้ที่สุด

ท่านอาจารย์: ที่ไหนจะใกล้ยิ่งกว่านี้?

อ.อรรณพ: ครับ ผมซาบซึ้งแล้วตรงในพระไตรปิฎกว่า ถ้ารูปที่เป็นรูปใกล้ แล้วรูปนั้นก็เป็นภายใน อย่างเช่น จักขุปสาท นี่เป็นรูปที่เป็นภายในเป็นรูปหยาบที่กระทบกับสิ่งที่กระทบตาได้ และรูปนั้นก็เป็นรูปใกล้ต่อการที่จะรู้อยู่เหมือนกัน

เพราะฉะนั้น เห็น นี่ ธาตุรู้ที่เกิดที่จักขุปสาทนี่ แสดงความใกล้ที่สุดมากเลยครับท่านอาจารย์ ทีนี้ในเมื่อ เห็น ก็มีจริงๆ และเห็นก็ใกล้ที่สุด เพราะเห็นก็เกิดที่ตา แต่ทำไมจึงแสนไกลจากสิ่งที่แสนใกล้คือเห็นล่ะครับ

อะไรทำให้แสนไกลจากสิ่งที่แสนใกล้ อย่างเช่น เห็น ที่เกิดที่ตาที่ใกล้ที่สุดครับ

ท่านอาจารย์: ก็เพราะ ไม่รู้จักเห็น ใครบอกว่ารู้จักเห็นบ้างทั้งๆ ที่กำลังเห็น?

อ.อรรณพ: ไม่เห็น ก็แสนใกล้

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ต้องไตร่ตรองไหม? ธรรมละเอียดลึกซึ้ง ยากที่จะรู้ได้ เพราะฉะนั้น จงฟัง จงใส่ใจให้ดี ทุกคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส

อ.อรรณพ: ครับ กราบเท้าครับ เพราะฉะนั้น ก็แสนไกลจากสิ่งที่ใกล้ที่สุดมาแสนนาน เพราะความไม่รู้ความจริง เพราะฉะนั้น จะค่อยๆ ลดความห่างไกลของสิ่งที่แสนใกล้นี่ครับ

ท่านอาจารย์: ความเข้าใจขึ้น ค่อยๆ เข้าใจความลึกซึ้ง

เพราะฉะนั้น เมื่อเข้าใกล้จึงตื้น แต่ไม่ใช่ว่าธรรมตื้น

อ.อรรณพ: อย่างไรๆ ธรรมก็ลึกซึ้ง ไม่ตื้น แต่ค่อยๆ เข้าใกล้ขึ้น จึงค่อยๆ ตื้น นี่ผมก็ทวนคำท่านอาจารย์ แล้วก็ไตร่ตรองด้วย

ท่านอาจารย์: ตื้น ในที่นี้หมายความว่า ใกล้จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริง ถ้าไกล ก็ไม่มีวันที่จะรู้

อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น ก็ได้รับสาระสำคัญ คือ ไกล เพราะไม่รู้ความจริง ไกลมากทั้งๆ ที่สิ่งนั้นแสนที่จะใกล้ อย่าง เห็น เป็นสิ่งที่มีจริง เกิดที่ตา กลางตาเลยล่ะ เกิดดับอยู่กลางตาคำ นี่แสนที่จะใกล้ สภาพรู้เห็นก็เกิดที่นั่น แต่ก็ไกลต่อการที่จะรู้ความจริงของเห็น

ท่านอาจารย์บอกว่าเพราะความไม่รู้ที่ปกคลุมอยู่นะครับ และท่านอาจารย์ก็บอกว่าจะค่อยๆ ใกล้ๆ จนกระทั่งตื้น กระทำให้ตื้น

ท่านอาจารย์: ทำให้ใกล้ต่อการที่จะรู้ได้

อ.อรรณพ: ทำให้ใกล้

ท่านอาจารย์: ทำให้ใกล้ต่อความที่จะรู้ แต่เปลี่ยนสภาพที่เป็นความลึกซึ้งนั้นไม่ได้

อ.อรรณพ: แต่เปลี่ยนสภาพที่เป็นความลึกซึ้งนั้นไม่ได้ ไม่ใช่ไปเปลี่ยนให้ เห็น ไม่ลึกซึ้ง แล้วก็รู้ในเห็นที่ไม่ลึกซึ้ง แต่เพราะความเข้าใจค่อยๆ ใกล้ขึ้นๆ จนรู้ในสิ่งที่ลึกซึ้งนั้นครับท่านอาจารย์

แสนไกลในสิ่งที่ใกล้ที่สุด เป็นประโยชน์มากครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ