ฝึกนิสัยใหม่

อ.คำปั่น: ก็เป็นโอกาสที่จะได้กราบเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ สอบถามในประเด็นธรรม เพื่อประโยชน์ ก็คือความเข้าใจถูกเห็นถูกตรงตามพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ดีแล้วครับ
สืบเนื่องมาจากเมื่อวานที่ได้สนทนากับคณะอาจารย์ในคลิปธรรมเตือนใจ "เกิดแล้วดับ ไม่กลับมา" ครับ ซึ่งก็เป็นเนื้อหาการสนทนาที่บ้านอาจารย์ทักษพล อาจารย์จริยา เจียมวิจิตร เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๑ ครับ ก็เป็นเนื้อหาที่ควรค่าอย่างยิ่งที่จะได้ฟังได้ศึกษาที่จะได้ทบทวน เพื่อประโยชน์ ก็คือความเข้าใจถูกเห็นถูกตรงตามความเป็นจริงครับ แต่ก็มีประเด็นที่จะขอโอกาสกราบเรียนสนทนากับท่านอาจารย์เป็นประเด็นคำถามแรกครับ ก็คือ ในเรื่องของความเป็นธรรมกับความเป็นเราครับ เหมือนกับจะติดกันเป็นพืชไปเลยครับ ความเป็นธรรมกับความเป็นเราครับ ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากคำถามนี้ คืออย่างไรครับที่จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ฟังผู้ศึกษาครับว่า ความเป็นธรรมกับความเป็นเรานี่ ติดกันเป็นพืชเลยครับท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีธรรมไหม?
อ.คำปั่น: เดี๋ยวนี้มีธรรมครับ
ท่านอาจารย์: อะไรเป็นธรรม?
อ.คำปั่น: ได้ยินครับ
ท่านอาจารย์: เราได้ยิน หรือได้ยินเป็นได้ยิน?
อ.คำปั่น: จริงๆ ได้ยินเป็นได้ยินครับ
ท่านอาจารย์: ตรงต่อความเป็นจริงไหม?
อ.คำปั่น: คือตรงต่อความเป็นจริง
ท่านอาจารย์: ไม่เปลี่ยนใช่ไหม?
อ.คำปั่น: ไม่เปลี่ยนครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น มีเราหรือเปล่าที่ได้ยิน?
อ.คำปั่น: ไม่มีเราที่ได้ยินครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ได้ยินเท่านั้นที่เกิดขึ้นได้ยิน ตรงไหม?
อ.คำปั่น: ตรงครับ
ท่านอาจารย์: มั่นคงไหม?
อ.คำปั่น: มั่นคงครับ
ท่านอาจารย์: เปลี่ยนแปลงได้ไหม?
อ.คำปั่น: เปลี่ยนแปลงไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะคำว่า ธรรม ในภาษาบาลี ในภาษาไทยคืออะไร?
อ.คำปั่น: สิ่งที่มีจริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงเปลี่ยนให้ไม่จริงไม่ได้ เปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ต้องเป็นอย่างนั้นเท่านั้น มั่นคงไหม?
อ.คำปั่น: มั่นคงครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เราได้ยิน
อ.คำปั่น: ท่านอาจารย์ครับ พอได้ฟังได้ศึกษาจากแต่ละคำที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวแม้แต่วันนี้ครับ ก็ในเรื่องของได้ยินก็เข้าใจครับว่า ได้ยินเป็นได้ยินเป็นธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งครับ แต่ถ้าไม่ได้ฟังไม่ได้คิดถึงเลยครับ แต่พอได้ฟังได้ศึกษาก็มีคำจริงเป็นเครื่องเตือนว่า นี่คือสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง อย่างนี้ครับท่านอาจารย์ครับ ชีวิตประจำวันจะเป็นอย่างนี้มากเลยครับว่า ไม่ได้คิดถึงในความเป็นจริงของธรรมเลยถ้าไม่ได้ฟังคำจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ
ท่านอาจารย์: แล้วใครรู้?
อ.คำปั่น: ก็ต้องเป็นผู้นั้นครับ
ท่านอาจารย์: ใครล่ะที่รู้?
อ.คำปั่น: ก็เรารู้ครับ
ท่านอาจารย์: เราไม่รู้ค่ะ แต่ใครรู้ที่พูดมาแล้วทั้งหมดนี่ ใครรู้?
อ.คำปั่น: ไม่มีใครครับ เป็นธรรม
ท่านอาจารย์: แล้วใครเป็นคนพูดว่า เป็นธรรม
อ.คำปั่น: ผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง ก็คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ได้ทรงแสดงว่า สิ่งที่มีจริงเป็นธรรม
ท่านอาจารย์: แล้วเราเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า?
อ.คำปั่น: ไม่เลยครับ
ท่านอาจารย์: และ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร?
อ.คำปั่น: ตรัสว่า สิ่งที่มีจริงเป็นสิ่งที่มีจริง ทรงไว้ซึ่งความจริงอย่างนั้น ไม่เปลี่ยนแปลงครับ
ท่านอาจารย์: แล้วพระองค์ตรัสอย่างนี้ คนที่ฟังเข้าใจตามนี้หรือเปล่า?
อ.คำปั่น: ก็ค่อยๆ ไตร่ตรอง ค่อยๆ เข้าใจขึ้นได้ครับ
ท่านอาจารย์: จึงเริ่มรู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้คิด และก็พูด แต่ว่าตรัสรู้ความจริงตามที่ได้ทรงแสดง ส่วนผู้ฟังต้องไตร่ตรองจนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนรู้หนทางที่พระองค์ทรงแสดง ๔๕ พรรษา เพื่อรู้ความจริงอย่างนี้
คุณคำปั่นฟังคำของพระพุทธเจ้ามากี่ปี?
อ.คำปั่น: ๒๓ ปีครับ
ท่านอาจารย์: แล้วในสังสารวัฏฏ์ฟังมาแล้วเท่าไหร่ หรือแค่นี้? จึงได้เป็นเพียงแค่นี้ที่ได้ฟังอีก?
อ.คำปั่น: ครับ ท่านอาจารย์ ถ้าเทียบก็น้อยมากเลยครับในช่วงเวลามี่มีโอกาสได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น พระองค์ทรงแสดงหนทางที่จะรู้ประจักษ์แจ้งความจริงนี้หรือเปล่า?
อ.คำปั่น: พระองค์ทรงแสดงไว้ครบถ้วนทั้งหมดเลยครับ หนทางที่จะรู้ความจริง
ท่านอาจารย์: พระองค์ทรงแสดงว่าอย่างไร?
อ.คำปั่น: พระองค์ทรงแสดงเหตุให้ปัญญาเจริญขึ้นครับ
ท่านอาจารย์: อะไรล่ะ?
อ.คำปั่น: ก็ต้องได้คบสัตบุรุษ ต้องได้ฟังคำของสัตบุรุษซึ่งเป็นบุคคลผู้มีปัญญาได้ใส่ใจอย่างถูกต้องโดยแยบคาย เป็นต้นครับ
ท่านอาจารย์: กำลังเป็นอย่างนี้หรือเปล่า?
อ.คำปั่น: กำลังครับ
ท่านอาจารย์: อีกนานเท่าไหร่กว่าจะได้ตรัสรู้ความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดง? เทียบเวลาสิ!! อีกนานเท่าไหร่?
อ.คำปั่น: ต้องนานแสนนานครับ
ท่านอาจารย์: แต่ ต้องมั่นคงว่า ความจริงต้องเป็นจริงเปลี่ยนไม่ได้ เป็นสัจจธรรม ผู้ที่มีความเข้าใจถูกต้องไม่เปลี่ยนแปลง คือสัจจบารมี
อ.คำปั่น: ครับ ฟังแล้วก็ซาบซึ้งมากครับในความเกื้อกูลที่ท่านอาจารย์ได้ถามแล้วถามอีก จนกว่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องจริงๆ ครับ เป็นประโยชน์ให้ได้พิจารณาไตร่ตรองในความจริง จริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เห็นไหมว่า ฝีกนิสัยใหม่ตั้งแต่คำถามจนถึงขณะนี้
อ.คำปั่น: เป็นประโยชน์มากครับ แม้แต่คำที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวในประโยคแรกครับในคลิป เกิดแล้วดับไม่กลับมา ก็คือถ้าไม่มีธรรม มีเราไหม? นี่ครับเพียงแค่คำถามอย่างนี้ครับ ก็เป็นประโยชน์ให้ได้พิจารณาครับ แล้วท่านอาจารย์ก็ถามต่อไปอีกว่า กล่าวต่อไปอีกว่า ถ้าถามกลับกันตอบได้ ถ้าไม่มีเห็นไม่มีร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ไม่มีได้ยิน ไม่มีคิดนึก จะมีเราไหม? ก็ไม่มี แต่ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ สิ่งที่มีอยู่ก็เป็นเราทั้งหมด ตรงนี้ครับท่านอาจารย์ครับ
ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ สิ่งที่มีอยู่ก็เป็นเราทั้งหมด กราบท่านอาจารย์ในความละเอียดตรงนี้ด้วยครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม นิสัยใหม่ใช่ไหม? ไม่ข้าม!
อ.คำปั่น: ไม่ข้ามครับท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: พูดอีกทีสิ?
อ.คำปั่น: ครับ ถ้าไม่มีธรรม มีเราไหม?
ท่านอาจารย์: แค่นี้ ตอบ!! นี่ค่ะนิสัยใหม่ ไม่ข้าม!!
อ.คำปั่น: ไม่ข้ามครับ
ท่านอาจารย์: ตอบสิค่ะ
อ.คำปั่น: ถ้าไม่มีธรรม ไม่มีสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นเป็นไป นี่ก็ไม่มีเราครับ
ท่านอาจารย์: แล้วทำไมมีเรา?
อ.คำปั่น: เพราะไม่เข้าใจในความเป็นจริงแต่ละหนึ่งนั่นเองครับที่เป็นธรรมนั้นแหละ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จึงต้องฟังใครที่ตรัสรู้แล้ว เห็นไหม!! ไม่ใช่คนอื่น
อ.คำปั่น: ต้องฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ
ถ้าถามกลับกัน ตอบได้ ถ้าไม่มีเห็นไม่มีร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ไม่มีได้ยิน ไม่มีคิดนึก จะมีเราไหม?
ท่านอาจารย์: ตอบ
อ.คำปั่น: ก็ไม่มีครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม? ก็ตรง ไม่มีเรา แต่มีเห็น มีได้ยิน มีคิดนึกทุกอย่าง
อ.คำปั่น: ใช่ครับ ซึ่งคำที่ท่านอาจารย์กล่าวต่อไปนี่เป็นประโยชน์มากที่ท่านอาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่นี้ครับว่า แต่ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ สิ่งที่มีอยู่ก็เป็นเราทั้งหมด
ท่านอาจารย์: เหมือนเดี๋ยวนี้ใช่ไหม?
อ.คำปั่น: ครับ
ท่านอาจารย์: ชัดเจนว่า พระองค์ตรัสอย่างไรเป็นความจริงทั้งหมด
อ.คำปั่น: ครับ เพราะไม่รู้ความจริงจึงเป็นเราทั้งหมด เป็นเราหมดเลยครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ
