ศึกษาสิ่งที่กำลังมีจริงที่กำลังปรากฏ
ผู้ถาม: ถ้าเรามีความต้องการที่จะไปทำอะไรสักอย่าง หรือว่าต้องการที่จะไปดื่มน้ำสักแก้ว ขณะนั้นคือความจงใจตั้งใจหรือว่าเป็นความพอใจ? เพราะว่าถ้าจะแยกแยะความแตกต่างระหว่างฉันทเจตสิกและเจตนาเจตสิก ทั้งสองเจตสิกนี้ต่างกันอย่างไร?
อ.สุจินต์: ก่อนอื่นธรรมที่เกิดขึ้นในทุกๆ ขณะมีเยอะแยะมากมาย ไม่สามารถเกิดขึ้นมาเดี่ยวๆ ตามลำพังได้ อย่างจิต ๑ ขณะ ก็มีเจตสิกมากมายเกิดขึ้นพร้อมกับจิต ถ้าเจตสิกที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เป็นอารมณ์ที่ปรากฎอย่างชัดเจนให้ระลึกรู้เข้าใจได้ เราจะสามารถเห็นความแตกต่างของสภาพธรรมนั้นได้อย่างไร? ดังนั้น เราจึงสนทนาธรรม ศึกษาความต่างกันของสภาพธรรมแต่ละอย่าง แต่ก่อนที่จะระลึกรู้ตรงสภาพธรรมแต่ละอย่างได้จริงๆ นั้น เราไม่อาจที่จะไปแยกแยะได้ชัดเจนว่าสภาพธรรมแต่ละอย่างนั้นต่างกันอย่างไร
เช่น ผัสสเจตสิก เพราะผัสสเจตสิกกระทบอารมณ์ จิตและเจตสิกอื่นๆ จึงเกิดขึ้นรู้ในอารมณ์นั้น หลังจากจิตเห็นเกิดแล้วดับไป ก็มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย เป็นเจตสิกที่จรดหรือตรึกในอารมณ์นั้น สภาพธรรมเหล่านี้เป็นสภาพธรรมที่ละเอียดมาก ไม่สามารถที่จะรู้ได้โดยง่าย ดังนั้นถ้าจะศึกษาพระธรรม ก็คือศึกษาสิ่งที่กำลังมีจริงที่กำลังปรากฏให้รู้ได้เฉพาะหน้า ค่อยๆ รู้จัก ค่อยๆ เข้าใจในคำหรือพยัญชนะแต่ละหนึ่งๆ ที่ทรงแสดงไว้ ถึงแม้ว่าจะเป็นวิบากจิตอย่างขณะที่เป็นจิตเห็นนั้น ก็มีเจตนาเจตสิก เพราะเหตุนี้แม้เราจะศึกษาจิตและเจตสิกต่างๆ ที่เกิดร่วมกัน แต่เราก็ยังไม่ได้เข้าใจสภาพธรรมแต่ละหนึ่งจริงๆ ที่สำคัญที่สุดคือ เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริง ว่าไม่ใช่ใคร ไม่ใช่เรา เป็นอนัตตา และไม่อาจที่จะทราบได้เลยว่า สภาพธรรมใดจะปรากฎให้รู้ได้เมื่อไหร่
เจตนาเจตสิกเกิดพร้อมกับจิตดับพร้อมกับจิตทุกขณะ แต่เดี๋ยวนี้เจตนาเจตสิกยังไม่ปรากฎ ในชีวิตประจำวันก็มีความจงใจตั้งใจที่อยากจะไปซื้อของบางอย่างในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แม้ในขณะนี้ที่กำลังสนทนาธรรมกันอยู่ เจตนาเจตสิกปรากฎในขณะนี้หรือเปล่า? ส่วนสภาพธรรมอีกอย่าง คือ ฉันทเจตสิก นี่คือภาษาบาลี แปลว่า มีความพอใจสนใจที่จะกระทำ ตัวอย่างน้องสาวของดิฉันพอใจในการวาดภาพมาก แต่สำหรับดิฉันไม่มีความสนใจพอใจในเรื่องนั้น เรามีความพอใจสนใจในสิ่งที่ต่างกัน ขณะนี้มีสิ่งที่จิตรู้ปรากฎออกมาให้เข้าใจแล้ว หรือยัง? ยังไม่มีเลย

