ไม่ตรง คือผู้ไม่เห็นภัยในสังสารวัฏฏ์

 
เมตตา
วันที่  21 เม.ย. 2569
หมายเลข  52264
อ่าน  31

[เล่มที่ 45] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้า 682

จตุกนิบาต

๙. กุหนาสูตร

ว่าด้วยการหลอกลวง

[๒๘๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นผู้หลอกลวง มีใจกระด้าง ประจบประแจง ประกอบด้วยกิเลสอันปรากฏดุจเขา มีกิเลสดุจ ไม้อ้อสูงขึ้น มีใจไม่ตั้งมั่น ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ไม่นับถือเราตถาคต ภิกษุ เหล่านั้นปราศไปแล้วจากธรรมวินัยนี้


[เล่มที่ 45] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้า 684

บทว่า น เม เต ภิกฺขเว ภิกฺขู มามกา ความว่า ภิกษุของเรา ตถาคตเหล่านั้น ไม่ใช่เป็นคนของเราตถาคต. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำว่า มยฺหํ (ของเราตถาคต) นี้ เพราะภิกษุเหล่านั้นบวชอุทิศพระองค์. แต่เพราะ เหตุที่ภิกษุเหล่านั้นไม่ปฏิบัติชอบ โดยประกอบการหลอกลวงเป็นต้น ฉะนั้น พระองค์จึงไม่ตรัสเรียกว่า มามกะ (เป็นคนของเราตถาคต) .ด้วยบทว่า อปคตา พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงว่า ถึงแม้ว่า ภิกษุเหล่านั้นบวชแล้วในศาสนา ของเราตถาคต แต่เพราะไม่ปฏิบัติตามที่เราตถาคตสอน จึงเท่ากับไปแล้วจาก พระธรรมวินัยนี้นั่นเอง คือ ภิกษุเหล่านั้น ชื่อว่าอยู่ไกลแสนไกลจากศาสนานี้.


อ.คำปั่น: ท่านอาจารย์ครับ ก็ได้ฟังตั้งแต่ต้นมาก็เป็นประโยชน์เกื้อกูลที่สุดอย่างยิ่งเลยครับ แต่ละคำๆ ที่ได้ฟังก็เป็นประโยชน์ในการที่จะได้เพิ่มพูนความเข้าใจในความเป็นจริงของธรรม เป็นผู้ไม่ประมาทในแต่ละคำจริงๆ ครับ และก็ในประเด็นที่จะขอโอกาสท่านอาจารย์ในวันนี้ ก็คือเรื่องความเป็นผู้ไม่ตรงครับ

สืบเนื่องมาจากที่ อ.อรรณพ ได้กล่าวมาครับ คือความไม่ตรงครับ ก็จะเป็นโทษเป็นภัยอย่างไรครับ เพราะว่าอย่างดูเหมือนว่า จะเป็นผู้ที่มีการประกาศว่า เป็นผู้ที่เป็นชาวพุทธบ้าง เป็นผู้ที่นับถือพระพุทธเจ้าบ้าง อย่างนี้ครับ แต่ว่าพฤติกรรมนี่ตรงกันข้ามกันเลยครับ ท่านอาจารย์ครับความประพฤติอย่างนี้จะเป็นโทษเป็นภัยอย่างไรครับในประเด็นนี้ครับ

ซึ่งกระผมขอโอกาสอัญเชิญข้อความหนึ่งใน ขุททกนิกาย อิติวุตตก กุหนาสูตร ครับ ซึ่งก็เป็นข้อความที่เป็นประโยชน์มากครับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงถึง อันนี้ยกตัวอย่างเพศที่สูงยิ่งนะครับ ก็คือเพศบรรชิต คือพระภิกษุครับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นผู้หลอกลวง มีใจกระด้าง ประจบประแจง ประกอบด้วยกิเลสอันปรากฏดุจเขาสัตว์ ก็คือปรากฏเด่นชัด มีกิเลสดุจไม้อ้อสูงขึ้น มีใจไม่ตั้งมั่น ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ไม่นับถือเราตถาคต ภิกษุเหล่านั้นปราศไปแล้วจากพระธรรมวินัยนี้ครับ

แล้วก็ข้อความในอรรถกถาครับท่านอาจารย์ครับ ลึกซึ้งอย่างยิ่งครับ เป็นข้อความที่ควรอย่างยิ่งที่จะได้ฟังจริงๆ ครับ ข้อความในอรรถกถา ได้อธิบาย บทนี้ไว้ครับว่า บทว่า น เม เต ภิกฺขเว ภิกฺขู มามกา ความว่า ภิกษุของเรา ตถาคตเหล่านั้น ไม่ใช่เป็นคนของเราตถาคต พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มยฺหํ (ของเราตถาคต) นี้ เพราะภิกษุเหล่านั้นบวชอุทิศพระองค์. แต่เพราะ เหตุที่ภิกษุเหล่านั้นไม่ปฏิบัติโดยชอบ โดยประกอบการหลอกลวง เป็นต้น ฉะนั้น พระองค์จึงไม่ตรัสเรียกว่า มามกะ คือไม่ตรัสเรียกว่าเป็นคนของเราตถาคต. ด้วยบทว่า อปคตา พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงว่า ถึงแม้ว่า ภิกษุเหล่านั้นบวชแล้วในศาสนา ของเราตถาคต แต่เพราะไม่ปฏิบัติตามที่เราตถาคตสอน จึงเท่ากับไปแล้วจาก พระธรรมวินัยนี้นั่นเอง คือ ภิกษุเหล่านั้น ชื่อว่าอยู่ไกลแสนไกลจากศาสนานี้ครับท่านอาจารย์ อันนี้เป็นการแสดงถึงเพศที่สูงยิ่ง ก็คือเพศพระภิกษุครับท่านอาจารย์ครับ แม้ว่าจะบวชในคำสอนของพระองค์ แต่ว่า ถ้าไม่ประพฤติตามคำสอนของพระองค์ ก็คือไม่ใช่คนของพระองค์ คือไม่ใช่คนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยครับ

ก็ในประเด็นที่กระผมได้กล่าวเป็นประเด็นคำถามครับว่า โทษของความเป็นผู้ไม่ตรงคืออย่างไรครับ เป็นโทษเป็นภัยอย่างไรกับความเป็นผู้ไม่ตรงครับท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: ไม่ว่าภิกษุ หรือใครใช่ไหม?

อ.คำปั่น: ใช่ครับ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามครับ

ท่านอาจารย์: เพราะต้องคิดถึงความหมายของ ภิกขุ คือใคร?

อ.คำปั่น: ผู้เห็นภัยในสังสารวัฏฏ์ครับ

ท่านอาจารย์: นี่แหละ ไม่ว่าบนสวรรค์ในมนุษย์ หรือที่ไหนก็ตามแต่ ผู้เห็นภัยในสังสารวัฏฏ์ ถ้าไม่รู้จัก วัฏฏ ไม่รู้จักสังสารวัฏฏ์ เห็นภัยไม่ได้!! เป็นภิกขุได้ไหม?

อ.คำปั่น: เป็นไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น คำถามว่า?

อ.คำปั่น: ความเป็นผู้ไม่ตรงจะเป็นโทษเป็นภัยอย่างไรครับ?

ท่านอาจารย์: ไม่ตรง คือผู้ไม่เห็นภัยใช่ไหม?

อ.คำปั่น: ไม่ตรง คือไม่เห็นภัย ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไกลไหมจากพระศาสนา?

อ.คำปั่น: ไกลมากเลยครับ ไกลแสนไกลเลยครับ

ท่านอาจารย์: นี่ค่ะ ทั้งหมดเลย

อ.คำปั่น: ท่านอาจารย์ครับ แต่ละข้อความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นประโยชน์เป็นเครื่องเตือนอย่างยิ่งเลยครับ ไพเราะจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะเริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่เข้าใจธรรมที่ลึกซึ้งไม่มีรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน

อ.คำปั่น: ซึ่งคำถามที่กระผมได้กราบเรียนถามท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ก็ได้ตอบตามข้อความในอรรถกถาเลยว่า เป็นผู้ไม่ตรง ก็คืออยู่ไกลแสนไกลจากพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือว่าไกลแสนไกลจากคำสอนของพระองค์ ชัดมากเลยครับท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: ไม่รู้จักพระองค์ด้วย!!

อ.คำปั่น: ครับ ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ท่านอาจารย์: ไกลจนไม่รู้จัก

อ.คำปั่น: ครับ ไกลแสนไกล

ท่านอาจารย์: ไกลจนไม่รู้จัก เห็นไหม!!

อ.คำปั่น: ครับ เป็นประโยชน์มากเลยครับ แม้ไม่มากคำ แต่ว่า ถึงใจจริงๆ ครับว่า ถ้าเป็นผู้ไม่ตรง ก็คือไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นผู้ที่อยู่ห่างไกลจากคำสอนของพระองค์จริงๆ เป็นเครื่องเตือนมากๆ เลยครับ ที่จะเป็นผู้ตรงครับ ก็คือเริ่มเป็นผู้ที่ละเอียดที่จะได้ศึกษาคำแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพครับ

ท่านอาจารย์: กว่าจะรู้ว่า เดี๋ยวนี้เป็นธรรมทุกขณะตั้งแต่ศรีษะจดเท้า ตั้งแต่นอกห้องในห้องไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นสิ่งที่มีจริง เพราะมีจริงเมื่อปรากฏ จะบอกว่าไม่จริงได้อย่างไร แล้วเดี๋ยวนี้อะไรปรากฏที่เคยเป็นโน่นเป็นนี่ ปรากฏว่า ความจริงแค่เป็นสิ่งที่ปรากฏเมื่อมีธาตุรู้รู้เท่านั้นเอง ถ้าไม่มีธาตุรู้อะไรก็ปรากฏไม่ได้ ทั้งหมดเชื่อมโยงกันหมดเป็นความจริง ไม่ค้านกันเลย

ต้องศึกษาด้วยความเคารพจริงๆ ว่า แต่ละคำแม้ได้ยินได้ฟังจึงเห็นความลึกซึ้งเพิ่มขึ้นแต่ละคำ

อ.คำปั่น: เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งเลยครับ กว่าจะรู้ว่า ธรรมคือเดี๋ยวนี้ครับ ยิ่งเพิ่มพูนความเป็นผู้ที่อดทนครับท่านอาจารย์ที่จะศึกษา เพราะว่าสิ่งที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจ ก็คือขณะนี้ครับ แต่ละขณะเป็นธรรมที่ควรศึกษาให้เข้าใจว่า เป็นธรรม ไม่ใช่เราครับ

ท่านอาจารย์: แล้วเป็นสิ่งที่มีจริงทั้งหมดด้วยแต่ละหนึ่ง เห็นไหม แต่ละหนึ่งเพิ่มเข้ามาอีกแล้ว

อ.คำปั่น: ท่านอาจารย์ครับ กว่าจะเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ของการศึกษาให้เข้าใจในธรรม แต่ละหนึ่งๆ ก็เป็นการสะสมของแต่ละคน เป็นการเห็นประโยชน์ของแต่ละคนครับ

ท่านอาจารย์: เป็นผู้ตรง

อ.คำปั่น: ครับ สอดคล้องการหมดเลยครับ เกื้อกูลอย่างยิ่งครับ กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างยิ่งครับ

อ.ชุมพร: เป็นผู้ที่รู้ว่า เป็นผู้ไม่ตรงนี่ยากมากเลยทีเดียวค่ะ หลอกลวงผู้อื่นก็ยังรู้ว่า ไม่ตรงนะคะ แต่หลอกลวงตัวเองว่าเข้าใจในสิ่งที่ยังไม่เข้าใจนี่ไม่ตรงและไม่รู้เลย

ท่านอาจารย์: และ อะไรทำให้ไม่ตรง เห็นไหม?

อ.ณภัทร: ความไม่รู้ครับ

ท่านอาจารย์: และความต้องการ ใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: ที่ว่าเป็นเรา คืออะไรตามความเป็นจริง?

อ.ณภัทร: ก็เป็นความไม่รู้อย่างแรกเลย แล้วก็ความต้องการที่ท่านอาจารย์กล่าวครับ

ท่านอาจารย์: นี่แหละ กว่าจะหมดในชีวิตจริงๆ ไม่ต้องไปทำอะไรเลย!! ไปทำก็ผิดแล้ว อยากกับไม่รู้นำไป!!

อ.ณภัทร: ซึ่งก็มีเป็นประจำอยู่ทุกขณะครับ ถ้าไม่ได้ยินไม่ได้ฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงครับ

ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..

ความเป็นผู้ที่ไม่ตรง [กุหนาสูตร]

เชิญรับฟังได้ที่ ..

เป็นผู้ตรงต่อปัญญาตนเอง

ต้องเป็นผู้ตรงและจริงใจต่อพระธรรม

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ