อดทนที่จะไม่เป็นเราที่จะทำอะไร

[เล่มที่ 76] พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้า 411
[๗๕๑] ถีนมิทธนิวรณ์ เป็นไฉน
ถีนมิทธะนั้น แยกเป็น ถีนะ อย่างหนึ่ง มิทธะ อย่างหนึ่ง ใน ๒ อย่างนั้น
ถีนะ เป็นไฉน
ความไม่สมประกอบแห่งจิต ความไม่ควรแก่การงานแห่งจิต ความท้อแท้ ความถดถอย ความหดหู่ อาการที่หดหู่ ภาวะที่หดหู่ ความซบเซา อาการที่ซบเซา ภาวะที่ซบเซาแห่งจิต อันใด นี้เรียกว่า ถีนะ
มิทธะ เป็นไฉน
ความไม่สมประกอบแห่งนามกาย ความไม่ควรแก่งานแห่งนามกาย ความปกคลุม ความหุ้มห่อ ความปิดบังไว้ภายใน ความง่วงเหงา ความหาวนอน ความโงกง่วง ความหาวนอน อาการที่หาวนอน ภาวะที่หาวนอน อันใดนี้เรียกว่า มิทธะ
[เล่มที่ 14] พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 322
เหตุละถีนมิทธะ
แต่ถีนมิทธะนั้น
จะละได้ด้วยโยนิโสมนสิการในธรรมทั้งหลายมีอารภธาตุเป็นต้น.
ความเพียรเริ่มแรก ชื่อว่าอารภธาตุ.
ความเพียรที่มีกำลังกว่าอารภธาตุนั้น
เพราะออกไปพ้นจากความเกียจคร้านแล้ว ชื่อว่านิกกมธาตุ-
ความเพียรที่มีกำลังยิ่งกว่านิกกมธาตุแม้นั้น เพราะล่วงฐานอื่นๆ
ชื่อว่าปรักกมธาตุ (ก้าวไปข้างหน้า. บากบั่น) .
เมื่อภิกษุทำโยนิโสมนสิการให้เป็นไปมากๆ ในความเพียร ๓ ประเภทนี้
ย่อมละถีนมิทธะได้. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้
(ในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายธาตุคือความเริ่มความเพียร
ธาตุคือความออกพ้นไปจากความเกียจคร้าน
ธาตุคือความก้าวไปข้างหน้ามีอยู่ การทำให้มากซึ่งโยนิโมนสิการ
ในธาตุเหล่านั้นนี้เป็นอาหารเพื่อความไม่เกิดแห่งถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด
หรือเพื่อละถีนมิทธะที่เกิดแล้ว ดังนี้.
อ.อรรณพ: ครับ เมื่อวาน อ.ธีรพันธ์ ก็ได้นำเสียงที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้ในแนวทางเจริญวิปัสสนาครับ เรื่องไม่ควรที่จะท้อถอย ท่านก็มีข้อความส่วนหนึ่งที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวว่า ก็เป็นข้อความที่สืบเนื่องมาครับ จากในอชิตมาณวกปัญหา ก็คือปัญหาของท่านอชิตะ พอพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสพระธรรมเสร็จนะครับ ท่านอชิตะด้วยแล้วก็เทวดาและมนุษย์หลายพันที่ท่านมีความยินดีในธรรมร่วมกันฉันททะร่วมกัน การประกอบขวนขวายร่วมกันท่านก็รู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นพระโสดาบันกันเยอะเยะครับ
และท่านอาจารย์ก็กล่าวว่า เราในบุคคลสมัยนี้นะครับ ก็มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหมือนกับบุคคลในสมัยพุทธกาลซึ่งท่านได้ฟังพระธรรมแล้วก็ได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมแล้ว
เพราะฉะนั้น ในเมื่อมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเป็นแหล่งเกิดของสภาพธรรม ก็ไม่ควรที่จะท้อถอย เพราะว่าท่านที่ได้บรรลุไปแล้วท่านก็อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่จะรู้แจ้งความจริงจนเป็นพระอริยะกันไปมากมาย นี่คือคำท่านอาจารย์จะให้เห็นถึงความไม่ท้อถอยนะครับ แต่ว่า บุคคลสมัยนั้นท่านมีอุปนิสัยมามาก ท่านจึงได้อาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง แต่บุคคลสมัยนี้ไม่ว่าเราจะฟังเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยนัยใด นัยเรื่องหนาม หรืออะไรก็แล้วแต่นะครับ ง่วง เพียร อะไรทั้งหลายก็ไม่พ้นจาก ๖ ทางนี้ครับ คำถามนะครับ การที่ก็มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหมือนกัน เมื่อปรารภเช่นนี้แล้วจะเป็นเหตุให้ไม่ท้อถอยในการที่จะอบรมเจริญปัญญาอย่างไรครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: จริงหรือเปล่าที่ได้ฟัง?
อ.อรรณพ: ต้องจริงแน่ครับ
ท่านอาจารย์: รู้ได้ไหม?
อ.อรรณพ: รู้ได้แต่ยังไม่รู้ครับ
ท่านอาจารย์: แล้วจะรู้เมื่อไหร่?
อ.อรรณพ: จะรู้เมื่อปัญญาในระดับที่รู้เกิดขึ้นครับ
ท่านอาจารย์: เมื่อค่อยๆ เข้าใจทีละน้อย อดทนที่จะไม่เป็นเราที่จะทำอะไร
อ.อรรณพ: ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ขณะนั้นก็ต้องเข้าใจความจริงว่า ไม่มีเรา คำนี้มั่นคงไหม?!!
อ.อรรณพ: ก็ต้องค่อยๆ มั่นคงขึ้น ถ้าไม่ค่อยๆ มั่นคงขึ้นก็ไม่มีทางครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่มีเรา แล้วอะไรล่ะ ค่อยๆ รู้ค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่มีทีละอย่างสองอย่าง ทีละเล็กทีละน้อย จนมั่นคงว่า ไม่ใช่เรา
แม้แต่ความพากเพียรความขยันมีไหม? ความอดทนมีไหม?
อ.อรรณพ: มีจริง
ท่านอาจารย์: ก็เป็นธรรมทั้งหมด เมื่อไหร่? เมื่อเกิดขึ้น ตอนไหน? ขณะนั้นเท่านั้นแล้วก็ดับ
เพราะฉะนั้น ฟังธรรมเพื่อละความไม่รู้ว่า ทุกอย่างที่กำลังปรากฏ มีจริงเมื่อเกิด แล้วก็ดับ แต่ยังไม่ประจักษ์แจ้ง
แต่ผู้ที่ได้บำเพ็ญบารมีมาได้ประจักษ์แจ้งแล้ว ก่อนที่จะถึงเวลาที่ประจักษ์แจ้งท่านบำเพ็ญบารมีมานานเท่าไหร่
อ.อรรณพ: ด้วยความไม่ท้อถอย
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น แต่ละคนก็ต้องเป็นอย่างนั้นใช่ไหม? ตัวอย่างมีว่านานเท่าไหร่?
อ.อรรณพ: ก็พวกเราทั้งหลาย ไม่ใช่แค่พวกผมก็ได้รับประโยชน์จากที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงบุคคลในสมัยพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านไม่ท้อถอยเลย อีก ๔ อสงไขยแสนกัปป์ ถ้ายังไม่ได้บรรลุธรรม ก็ยังจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ต่อไปนี้จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์นี้ต่อไปอีก ๔ อสงขัยแสนกัปป์นี่ครับ ท่านไม่ท้อถอย แสดงว่าท่านไม่ท้อถอยที่จะค่อยๆ เข้าใจในความเป็นธรรมที่ยังไม่ปรากฏตามความเป็นจริง จนกว่าความเพียรที่จะปรารภถึงความเป็นธรรมที่ยังไม่ปรากฏตามความเป็นจริง แต่ก็ ปรารภอีกๆ ๆ ๆ เป็นระดับของความเพียรที่ อ.คำปั่นได้กล่าว ตั้งแต่เริ่มปรารภ ปรารภเพิ่มขึ้นจนกระทั่งถึงความบากบั่นมั่นคงอะไรอย่างนี่ครับ
ก็ในข้อความที่ท่านอาจารย์กล่าวนี่ตลอดไปหมด เห็นถึงความเพียรที่จะเริ่มเห็นในความเป็นธรรมที่ยังไม่ปรากฏตามความเป็นจริง ที่ต้องกราบเรียนถามท่านอาจารย์อยู่บ่อยๆ เนืองๆ นี่เพราะว่า ความท้อถอย ถีนมิทธะความง่วงอะไรต่ออะไรมันยังมีนะครับท่านอาจารย์ ยังมีเพราะว่ายังมีความเป็นปกติ ง่วงก็เป็นชีวิตจริง ท้อแท้ท้อถอยยังมีเป็นชีวิตจริง แต่ความเพียรก็ค่อยๆ เป็นชีวิตจริงเพิ่มขึ้นๆ ๆ ก็เลยต้องกราบเท้าถามท่านอาจารย์อยู่เรื่อยๆ บางทีหลายท่านอาจจะคิดว่า เอ๊ะ! ฟังไม่รู้เรื่องหรืออย่างไร ถามอยู่เรื่อยเลยอย่างนี้
ต้องถามอย่างนี้ครับ ต้องตามถามท่านอาจารย์อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ครับ อันนี้ก็กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างยิ่งครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ

