อยู่ในโลกของความไม่รู้ความจริง

อ.ชุมพร: ท่านอาจารย์คะ เราศึกษาธรรมนี่คะ พูดคำกุศล อกุศล เหมือนสามารถเข้าใจได้ง่ายๆ แต่จริงๆ แล้วความละเอียดของความเพียรถูกที่จะรู้ความเป็นไประหว่างกุศล กับอกุศล เริ่มต้นเพียรถูกอย่างไรค่ะ?
ท่านอาจารย์: มีตั้งหลายอย่างนะ เพียรถูกอย่างไร? จะเข้าใจธรรมขึ้นอย่างไร? เดี๋ยวนี้เป็นอะไร? มีแต่เรื่องที่คิดแล้วสงสัย แต่เข้าใจธรรมหรือเปล่า!! อันนี้ต้องมั่นคงมาก คำถามทุกคนถามเรื่องของธรรมที่ไม่รู้จักเลย มีตัวเราที่ได้ยินคำว่า เพียร ก็ไม่รู้ว่าเพียรอะไร
เพราะฉะนั้น ต้องตั้งต้นจริงๆ ไม่ลืม! คำเดียว! แม้แต่คำเดียวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ลึกซึ้ง แล้วเข้าใจแค่ไหน?
พูดถึง ความเพียร เมื่อกี้ใช่ไหม?
อ.ชุมพร: ค่ะ ท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: มีจริงหรือเปล่า?
อ.ชุมพร: มีจริงๆ ค่ะ
ท่านอาจารย์: เป็นเราหรือเปล่า?
อ.ชุมพร: ไม่เป็นเราค่ะ
ท่านอาจารย์: แล้วเป็นอะไร?
อ.ชุมพร: เป็นสภาพที่มีจริงๆ ค่ะ
ท่านอาจารย์: เมื่อไหร่?
อ.ชุมพร: เมื่อเกิดขึ้นค่ะ
ท่านอาจารย์: เมื่อเกิดขึ้น ซึ่งแต่ก่อนนี้ไม่เคยรู้เลยว่า เป็นธรรมใช่ไหม!! เป็นเราเพียร นี่คือความจริง ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยรู้เลยว่า อยู่ในโลกของเราความเป็นเราความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดมานานเท่าไหร่ แม้แต่ความเพียรก็เป็นเราใช่ไหม?
อ.ชุมพร: ค่ะ
ท่านอาจารย์: ถูกหรือผิด?
อ.ชุมพร: ถูกค่ะ เพียรเป็นเราค่ะ
ท่านอาจารย์: ถูกหรือผิด?
อ.ชุมพร: ผิดค่ะ
ท่านอาจารย์: นี่ค่ะ ต้องตรงจริงๆ ว่า เราศึกษาธรรมต้องไม่ลืมว่า ทุกอย่างเป็นธรรม แต่ยังไม่เข้าใจว่า เป็นธรรม เพราะปรากฏเป็นเราเป็นเขาเป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้เป็นอะไรทั้งหมด
เพราะฉะนั้น ลืมหรือเปล่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้งความจริงของสิ่งที่มี สิ่งที่มีมีจริงความจริงของสิ่งที่มีจริง พระองค์ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริงเมื่อได้ทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงแล้ว
เพราะฉะนั้น ต้องไม่ลืม!! มีจริง แค่มีจริงใช่ไหม จะเป็นอะไรได้!! นี่ค่ะ ต้องมั่นคง
เพราะฉะนั้น ทุกคำถามนี่ ไม่ใช่มาเป็นคำตอบให้เราเข้าใจ ให้เรา เราเข้าใจ ไม่ใช่เลย!! แต่ให้รู้ความจริงว่า ไม่ใช่เรา แต่มีจริงทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตายไม่เคยรู้
เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงที่มีที่เคยเป็นเราทั้งหมด ให้รู้ว่า มีจริง แต่ไม่ใช่เรา และก็ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งสิ้น
ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้จะสงสัยอะไรไหม?
อ.ชุมพร: แสดงว่า คำถามเป็นเรื่องของการข้ามขั้น เพราะว่าเรื่องของการที่จะเข้าใจความเพียร ก็ไม่ใช่เริ่มต้นเช่นนั้นหรือเปล่าคะ?
ท่านอาจารย์: ข้ามขั้นอย่างมากมายมหศาล เป็นเรื่องไปเลย เป็นความหวังรอคอยคำตอบใช่ไหม?! แต่ชณะนั้นเป็นธรรมหรือเปล่า และขณะไหนเป็นธรรมอีก ไม่มีเลย ในวันหนึ่งๆ!!
เพราะฉะนั้น อยู่ในโลกของความไม่รู้ความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ได้แค่ฟังแล้วก็จำคำแล้วก็รู้ความหมาย แต่ไม่รู้ในความเป็นธรรมในความมีจริงของแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดปรากฏลักษณะหลากหลายแต่ละหนึ่งมีจริงแต่ละหนึ่ง ถ้าความเพียรขณะนั้นไม่เกิดขึ้น จะไม่มีอะไรรู้ได้ว่า ผู้ที่พูดว่าความเพียรคืออะไร ความเพียรมีหรือเปล่า วันนี้คุณชุมพรเพียรบ้างไหม เห็นไหม! พูดถึงความเพียรก็ต้อง วันนี้เพียรบ้างหรือเปล่า? ไม่ใช่ไปพูดถึงเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตอนยังไม่เพียรหรือตอนเพียร หรือเพียรคืออะไรก็ไม่รู้ แต่ต้องการจะรู้เรื่องของความเพียร
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ความเข้าใจธรรม
อ.ชุมพร: กราบเท้าความละเอียดที่ท่านอาจารย์เกื้อกูลว่า คำที่ศึกษาแล้วไม่รู้ โลภที่ต้องการที่จะเข้าใจคำ ก็เป็นความละเอียดจริงๆ แม้ที่หนูถามความเพียร กุศลกับอกุศลก็โดยนัยเดียวกันเช่นนั้นหรือเปล่าคะท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ใช่ไหมคะ
อ.ชุมพร: ค่ะ ท่านอาจารย์กล่าวถึง เช้ามาเพียรหรือเปล่า? ฉะนั้น แม้ความเพียรเกิด ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้
ท่านอาจารย์: ไม่ใช่เฉพาะความเพียร ตั้งแต่เกิดจนตายมีอะไรเกิดก็ไม่รู้เลย ได้ยินแต่คำ แล้วก็อยากจะรู้คำ หารู้ไม่ว่า คำ ไม่ใช่เปล่าๆ แต่คำนั้นมีความหมายว่า เป็นสิ่งที่มีจริง คือธรรมในอีกภาษาหนึ่ง สิ่งที่มีจริงนั้นคืออะไร เห็นไหม ความรู้อยู่ที่คืออะไร ไม่ใช่ไปจำเรื่องราว
เพราะฉะนั้น ความละเอียดของธรรมต้องเริ่มต้น
เพราะฉะนั้น ถ้าเราศึกษาธรรมแบบจำ จิตมีเท่าไหร่ เจตสิกมีเท่าไหร่ ๙ ปริเฉทจบ เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ไหม?!
เพราะฉะนั้น ศึกษาธรรมเพื่ออะไร แบบไหน จำเรื่องของธรรม สอบได้ เลื่อนเป็นตรี โท เอกได้ แต่เดี๋ยวนี้ธรรมอะไร!! เรียนให้จบเป็นประโยชน์ไหม เพราะฟังเท่าไหร่ รู้เท่าไหร่ จำเท่าไหร่ ก็ไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏ
แม้แต่ความเพียร เป็นธรรมมีจริงเมื่อไหร่ล่ะ? ขณะไหนล่ะ? ใครรู้ความละเอียดบ้าง? พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงที่ลึกซึ้ง และละเอียดอย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้น ต้องฟังคำของพระองค์ ไม่ได้กล่าวถึงอะไรเลย กล่าวถึงสิ่งที่มีเป็นปกติในชีวิตประจำวัน แต่ไม่เคยรู้ว่า แต่ละหนึ่งหลากหลายเป็นสิ่งที่มีจริงตามเหตุตามปัจจัยดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย กว่าจะรู้ว่า ไม่ใช่เรา จนกระทั่งประจักษ์แจ้งในความเป็นจริงของสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง เมื่อนั้นแหละ ค่อยๆ คลายความเป็นเราที่ฝังแน่น ลึก มานานแสนนานทุกขณะที่ไม่รู้เป็นเราเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งนั้น
เพราะฉะนั้น โลกของอัตตาที่เคยเป็นความไม่รู้ ก็จะเริ่มค่อยๆ รู้ความจริงในความเป็นอนัตตา ปรากฏเดี๋ยวนี้ ดับแล้วเดี๋ยวนี้ ไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ นี่ค่ะ เพียรไหม!! กำลังพูดนี่เพียรไหม!! กำลังฟังนี่เพียรไหม? กำลังไตร่ตรองนี่เพียรไหม?
เพราะฉะนั้น ถ้ารู้ว่าเพียรนี่แหละเป็นธรรม ก็ค่อยๆ เข้าใจลักษณะที่เพียรขึ้น และก็รู้ว่า เพียร แม้แต่จะยกมือขึ้น เพียรหรือเปล่า?
อ.ชุมพร: ค่ะ แม้จะศึกษาว่า ความเพียรไม่เกิดกับจิตเท่าไหร่ แต่ก็ยังสนใจคำสนใจเรื่อง แล้วก็หาเรื่องค่ะ ท่านอาจารย์กล่าวถึงอัตตากับอนัตตา โดยปกติแล้วอัตตาปรากฏก็ไม่สามารถที่จะรู้ความเป็นไปของอัตตาที่กำลังดำเนินไป ฉะนั้น ขั้นการฟัง การฟังเพื่อเข้าใจความจริงก็ต้องมั่นคงที่จะฟังแล้วก็ละเอียดขึ้นเช่นนั้นนะคะท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ตอนนี้ยังไม่ละเอียด แต่ละเอียดขึ้นเมื่อไตร่ตรองเพิ่มขึ้นจึงเป็นบารมี สัจจบารมี จะไปรู้อื่นหรือ พูดถึงวิริยะ มีเมื่อไหร่ ความเพียรมากๆ ที่ปรากฏมีไหม ถึงไม่มากระดับนั้น แต่เข้าใจว่าแม้แต่ยกมือก็ต้องมีวิริยะ เห็นไหม ความละเอียดความลึกซึ้ง ไม่มีเราทำอะไรเลย ยืนขึ้นแต่ก่อนเรายืน แต่ขณะนั้นมีอะไรบ้าง?
อ.ชุมพร: เป็นความละเอียดจริงๆ แล้วก็เห็นถึงความเผิน แล้วก็ข้ามขั้นของการศึกษาค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ชุมพร ด้วยค่ะ

