ความลึกซึ้งของแต่ละธรรมะในชีวิตประจำวัน

ลักขณาทิจตุกะ
ลกฺขณ (เครื่องหมายรู้) + อาทิ (เป็นต้น) + จตุกฺก (หมวด ๔)
ธรรมหมวด ๔ มีลักษณะเป็นต้น หมายถึง
ลักษณะ ๑
กิจ ๑
ปัจจุปัฏฐาน (ผลปรากฏ) ๑
ปทัฏฐาน (เหตุใกล้ให้เกิด) ๑
ของสภาพธรรมต่างๆ ซึ่งเมื่อเข้าใจลักขณาทิจตุกะของปรมัตถธรรมแล้วจะเป็นปัจจัยให้สามารถสังเกต ระลึกศึกษาสภาพธรรมจนค่อยๆ รู้ค่อยๆ เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริงและถ่ายถอนความยึดถือความเป็นตัวตนได้ในที่สุด
ท่านอาจารย์: ค่อยๆ ไปทีละเล็กทีละน้อยให้มั่นคงในชีวิตประจำวัน ไม่อย่างนั้นเรียนกันเรื่องชื่อเยอะเยะ เรื่องปัจจัยเรื่องอะไรๆ หมดทุกอย่างครบถ้วน ๙ ปริเฉท พระไตรปิฎกเล่มนั้นเล่มนี้ แต่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้หรือเปล่า? หรือว่ามีแต่ชื่อ!! พูดชื่อได้ตลอด แต่ตัวจริงเดี๋ยวนี้อะไร?
เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดมากที่จะรู้ว่า สิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังมีจริงๆ ในชีวิตขณะไหน ค่อยๆ เริ่มรู้ความจริงของสิ่งที่มีว่า เป็นธรรมะแต่ละหนึ่ง สติก็มีมีจริงเป็นอย่างหนึ่งไม่เป็นอื่น
อ.อรรณพ: ก็คือ เข้าใจในความเป็นธรรมะเป็นเบื้องต้นก่อนว่าคืออะไร
ท่านอาจารย์: มีจริง
อ.อรรณพ: ตลอดเลย
ท่านอาจารย์: ทุกขณะ แต่ต้องรู้ว่า สิ่งที่มีจริงนั้นอะไร?! ไม่ใช่ตุ๊กตามีจริง แก้วมีจริง
เพราะฉะนั้น ความจริงถูกปกปิดไว้นานแสนนานกว่าจะรู้ความจริงว่า เป็นสิ่งที่เพียงเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นจริง แล้วก็ดับไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ ค่อยๆ เข้าใจความลึกซึ้งของธรรมะ
อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะมีประเด็นอะไรที่จะสนทนากับท่านอาจารย์ ไม่ว่าจะกล่าวถึงสติ จะกล่าวถึงความติดข้อง จะกล่าวถึงความไม่รู้ จะกล่าวถึงศรัทธา หรืออะไรต่ออะไรต่างๆ ท่านอาจารย์ก็จะเริ่มต้นให้เข้าใจในความเป็นจริงว่า เป็นสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวันเสมอ ไม่ว่าจะกล่าวถึงธรรมะอะไร อย่างนี้ตลอดเลยนะครับ
ท่านอาจารย์: ไม่อย่างนั้นก็ลืมกันแล้ว ศึกษาธรรมะคือชื่อ คือเรื่อง ทั้งๆ ที่ตัวธรรมะกำลังมีตลอดเวลาไม่ขาดเลย ก็ไม่ได้พูดถึงธรรมะที่กำลังมีหรือมีในชีวิตประจำวันตั้งแต่เกิดจนตาย ไปพูดถึงเรื่องธรรมะหมด
อ.อรรณพ: ทีนี้ในความที่สิ่งที่มีจริงก็มี หลากหลายๆ ๆ ๆ แตกต่างกัน จำก็อย่างหนึ่ง สติก็อย่างหนึ่ง
ท่านอาจารย์: จึงต้องพูดถึงธรรมะทีละหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่หลายๆ อย่างเป็นเรื่องเป็นราวของสิ่งโน้นสิ่งนี้รวมกัน
อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ครับ แล้วพอที่จะไตร่ตรองในเบื้องต้นได้ว่า สติในชีวิตประจำวัน ก็คือในขณะที่มีความดี คือมีความดีเกิดขึ้น ขณะที่เป็นความไม่ดีมีการฆ่าสัตว์ เป็นต้น ก็ต้องไม่มีสติครับ แล้วก็ในความที่จะละเอียดขึ้นที่จะเข้าใจในลักษณะของสติเพิ่มขึ้นนี่ครับ เป็นอย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ต้องพูดถึงธรรมะว่า มีทั้งฝ่ายดี และไม่ดี และอะไรเป็นธรรมะฝ่ายดีอะไรเป็นธรรมะฝ่ายไม่ดี ไม่งั้นก็ปะปนกันหมดถ้าไม่ละเอียดที่จะรู้แต่ละหนึ่งของธรรมะ
อ.อรรณพ: ก็ต้องค่อยๆ ไตร่ตรองไปทีละขั้น
ท่านอาจารย์: อันนี้เป็นการศึกษาแน่นอน ที่รู้ว่า กำลังศึกษาอะไร ศึกษาสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ แม้ว่าจะฟังเข้าใจแล้วแต่ความลึกซึ้งสุดที่จะประมาณได้ ไม่มีใครเห็นใครทั้งสิ้น เห็นแต่สิ่งที่กระทบตาปรากฏ เห็นไหม! ลึกซึ้งแค่ไหน!! กว่าจะหมดความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏทางตา เป็นคน เป็นนก เป็นงู เป็นอะไรต่างๆ หมด ไม่ใช่เลย!! เป็นแต่เพียงสิ่งที่กระทบตาได้ สิ่งนั้นต้องเกิดแล้วก็ต้องดับด้วย เพียงแค่เกิดกระทบตา เห็นหน้าที่ของธรรมะ ขณะต่อไปไม่ใช่หน้าที่ของธรรมะนี้แล้ว ก่อนเห็นก็ไม่เห็น ความลึกซึ้งของแต่ละธรรมะในชีวิตประจำวัน ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะตรัสรู้ความจริง ความจริงก็ไม่ปรากฏเลย
ประโยชน์สูงสุดสามารถที่จะรู้ว่า ธรรมะคืออะไร ไม่ใช่ชื่อ สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ทั้งหมดที่เริ่มจะเข้าใจความจริงของแต่ละหนึ่ง
อ.อรรณพ: คือท่านอาจารย์ก็จะกล่าวเช่นนี้อยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นประเด็นปัญญาธรรมะอะไร เช่น แม้จะพูดถึงเรื่อง สติ ท่านอาจารย์ก็ได้ให้ความเข้าใจพื้นฐานให้ไตร่ตรองว่า ขณะที่ไม่ดีอย่างนี้ก็ไม่มีสติแล้ว แต่ไม่ว่าจะถามเรื่องอะไรท่านอาจารย์ก็จะเน้นย้ำที่ความลึกซึ้งของสิ่งที่กระทบตา สิ่งที่ถูกเห็นอย่างนี้
แม้พูดถึงเรื่องสติ แต่ท่านอาจารย์ก็จะพูดถึงสิ่งที่กระทบตา ซึ่งเป็นความจริงที่ลึกซึ้งเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ อย่างนี้ครับ ไม่ว่าจะถามเรื่องอะไรท่านอาจารย์ก็จะกล่าวถึงเรื่องสิ่งที่กระทบตา เรื่องเห็น เรื่องอะไรอย่างนี้อยู่เสมอครับท่านอาจารย์ อันนี้เพื่ออะไรครับทั้งๆ ที่เราก็อาจจะถามท่านอาจารย์เรื่องสติ แต่ท่านอาจารย์ก็จะตอบถึงเรื่องสิ่งที่กระทบตา
ท่านอาจารย์: เพื่อเป็นการเปรียบเทียบให้รู้ว่า แล้วรู้อย่างอื่นแล้วหรือ แม้แต่เห็นที่กำลังเห็นนี่แหละ!!
อ.อรรณพ: อ๋อครับ.. แม้แต่สิ่งที่กระทบตายังไม่รู้ ไม่รู้ตรงตามความเป็นจริง แล้วจะไปรู้ลักษณะของสติอย่างนี้ได้อย่างไร อย่างนี้หรือเปล่าครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: มิเช่นนั้นแล้ว จะเอาอะไรมาคิดล่ะว่า ทำไมไม่บอกว่าสติเป็นอย่างไร เรื่องโน้นเรื่องนี้ สติอะไรต่างๆ ปัฏฐาน สติต้องอย่างนี้อย่างนั้น โดยที่ไม่รู้เลยในความลึกซึ้ง
อ.อรรณพ: ครับ แม้ว่า อ.ณภัทร จะกล่าวถึงลักขณาทิจตุกะทั้ง ๔ ท่านอาจารย์ก็ไม่ได้เรียง ๑ ๒ ๓ ๔ อะไรไป ท่านอาจารย์ก็กลับที่จะกล่าวถึงสติในชีวิตประจำวันที่จะให้ไตร่ตรองได้เป็นเบื้องต้นว่าในขณะที่ฆ่าสัตว์อย่างนี้มีสติไหม? เพราะฉะนั้นในขณะที่ อ.ณภัทร ถาม ท่านอาจารย์ว่าให้ไปหยิบอันนี้มาให้หน่อยซิ ขณะนั้นไม่ได้เห็นชีวิตประจำวันเลย แต่ที่เรามีความต้องการสิ่งใดด้วยโลภะ แล้วเราก็ให้คนโน้นไปเอามาให้เรา ขณะนั้นก็เป็นไปด้วยความต้องการเป็นโลภะ ก็ไม่มีสติ
แต่ในขณะที่ผู้ที่เห็นผู้นี้ต้องการอะไร ก็ช่วยหยิบให้อะไรอย่างนี้ ก็เป็นลักษณะของพอจะให้เข้าใจถึงลักษณะของสติ แต่ท่านอาจารย์ก็จะมาเน้นย้ำในเรื่องสิ่งที่กำลังปรากฏ คือสิ่งที่กระทบตาอยู่เสมอ เพราะสิ่งที่กระทบตาปรากฏอยู่ ยังไม่รู้ แล้วจะไปรู้ลักษณะจริงๆ ของธรรมะอื่นที่ธรรมะอื่นอย่างสติ ที่ยังไม่ได้ปรากฏตั้งแต่แรกนี่ครับท่านอาจารย์ อย่างนี้คือจุดประสงค์ของท่านอาจารย์ใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์: จะได้ค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่มีจริงเท่าที่จะเข้าใจได้ตามลำดับ
อ.อรรณพ: ไม่ใช่ว่า พอพูดถึงเรื่องสติ มีลักขณาทิจตุกะอะไร สติมีลักษณะการระลึกได้ มีกิจไม่หลงลืม อะไรอย่างนี้ ว่าไปหมดเลยเหตุใกล้อะไรใช่ไหมครับ ท่านอาจารย์ก็จะให้เป็นประโยชน์ที่จะไม่ข้ามว่า สิ่งที่ปรากฏอยู่ยังไม่รู้ แล้วจะให้รู้ถึงสิ่งที่ปรากฏอยู่นี่ว่าลึกซึ้งอย่างไร
ผมก็ซาบซึ้งจริงๆ ว่า ไม่ต้องไปพูดถึง ธาตุรู้เห็น นะครับ แต่แม้สิ่งที่ถูกเห็นก็ลึกซึ้ง ยังไม่ได้เป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นธรรมะ แต่ยังเป็น เห็นแก้ว เห็นโต๊ะ เห็นเก้าอี้อย่างนี้อยู่ นี่ก็เป็นความลึกซึ้งอย่างยิ่งครับ
แต่ว่า ในพระธรรมคำสอน พระองค์ก็ทรงแสดงสภาพธรรมะ แต่ละอย่างๆ ทั้งสภาพรู้ และสภาพไม่รู้นี่ไว้หลากหลายมากมายเลยครับท่านอาจารย์ แล้วการศึกษาที่จะเข้าใจธรรมะนั้น เช่น ธรรมะในส่วนที่เป็น ท่านย่อลงมาเป็น ขันธ์ทั้ง ๕ อย่างนี้ครับ ก็จะดูเหมือนว่าเป็นเบื้องต้น แต่ที่ท่านอาจารย์พูดนี่ เบื้องต้นกว่านี้อีกอย่างนี้ครับ
แล้วประโยชน์ที่เราจะได้รับจากความ ละเอียดขึ้นๆ ของพระธรรม จะเป็นไปได้อย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: ก็ต้องรู้ว่า รู้อะไรบ้างแล้วหรือยัง? เห็นรู้แล้วหรือยัง? เห็นเป็นขันธ์หรือเปล่า? ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็เอาขันธ์ ๕ มานั่งจำ
อ.อรรณพ: ครับ เห็นก็เป็นสิ่งที่มีจริงๆ เป็นสภาพรู้ แล้วก็เกิดจากเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดการรู้แจ้งในสิ่งที่กำลังปรากฏนั้นครับ
ท่านอาจารย์: และ เห็นแต่ละขณะ ก็ต่างกันไม่ใช่อันเดียวกันเลยเกิดแล้วดับไป ประมาณได้ไหม ความไม่รู้? ไม่รู้ในอะไร? ไม่รู้เห็นที่กำลังปรากฏ
อ.อรรณพ: ไม่รู้เห็นที่กำลังปรากฏ ท่านอาจารย์ก็ดูเหมือนว่า จะไม่ได้ไปต่อเรื่องของสติ แต่ท่านอาจารย์ก็จะชักนำมาให้เห็นถึงความลึกซึ้งของสิ่งที่กำลังมี คือสิ่งที่กระทบตา แล้วก็มีเห็นมีอะไร ซึ่งก็ต้องเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง
เพราะฉะนั้น การที่จะอาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะเข้าใจขึ้นนี่ ดูเหมือนว่าจะข้ามขั้นไม่ได้เลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็เป็นการปลูกฝังความละเอียดความเข้าใจความลึกซึ้งทีละเล็กทีละน้อยตามลำดับขั้นตรงตามความเป็นจริง ขั้นที่กล่าวถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อให้เข้าใจว่า สิ่งนั้นอย่างนั้น อย่างนั้นๆ แต่ก็รู้ว่าในชีวิตประจำวันก็มี แต่ไม่ได้รู้ตรงขณะที่กำลังปรากฏ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ


