ชีวิตจริงๆ ใครรู้บ้างว่าเป็นธรรมะ

 
เมตตา
วันที่  19 มี.ค. 2569
หมายเลข  52140
อ่าน  23

อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์กล่าวถึง สติ ในชีวิตประจำวันท่านอาจารย์ก็กล่าวเบื้องต้นเลยนะครับ ท่านอาจารย์คนับ การที่จะค่อยๆ รู้จักสติในชีวิตประจำวันตั้งแต่เริ่มต้นครับ ต้องมีความละเอียดอย่างไรจึงจะเข้าใจความเป็นสติที่จริงๆ นะครับ เพราะว่า ก็เป็นการคิดในเรื่องของสติ

ท่านอาจารย์: ก็ต้องรู้ว่า ขณะไหนบ้างในชีวิตประจำวันเป็นวาจา และการกระทำที่ดี จะรู้ได้ไหม?

อ.อรรณพ: คิดโดยคิดประเมินประมาณเอา

ท่านอาจารย์: อย่างไรก็ตามแต่ ฆ่าไม่ว่าอะไรทั้งหมดดีไหม ฆ่าสัตว์ฆ่าคนฆ่างูฆ่ามก

อ.อรรณพ: อันนี้ทราบว่าไม่ดีครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เป็นสติไหม?

อ.อรรณพ: ระลึกได้ที่จะไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี เป็นสติ

ท่านอาจารย์: ไม่ค่ะ กำลังฆ่าเป็นสติหรือเปล่า?

อ.อรรณพ: กำลังฆ่าไม่เป็นสติครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ก็การกระทำแต่ละวันต่างกันไปทั้งกายทั้งวาจา พอที่จะรู้ได้ว่า อะไรดี อะไรไม่ดี แม้ยังไม่รู้ว่าเป็นธรรมะ

อ.อรรณพ: ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต่อมาก็รู้ว่า ขณะที่เป็นชีวิตประจำวันทั้งวันด้วยความติดข้องด้วยความต้องการ เหมือนเดิม ก็ไม่ได้ต่างอะไรกันซ้ำไปซ้ำมา เห็นแล้วก็ชอบแล้วก็ต้องการ แล้วก็ซื้อแล้วก็ทำอะไรๆ ทุกอย่างที่เป็นความต้องการหมด แต่ขณะไหนมีบ้างไหมในชีวิตประจำวันที่ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แม้เพียงเล็กน้อย มีบ้างไหมในชีวิตประจำวัน?!

อ.อรรณพ: มีบ้างครับ ท่านอาจารย์กล่าวเช่นนี้ก็เท่ากับว่า จะต้องรู้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล

ท่านอาจารย์: เพียงแค่รู้ว่า มีบ้างไหม แล้วตอบว่ามี ก็ต่างกันแล้วกับขณะที่ไม่มีใช่ไหม?

อ.อรรณพ: ครับ แต่ว่า แม้ในขณะนั้นสติจะเกิด แต่ก็ไม่รู้

ท่านอาจารย์: เรายังไม่พูดอะไรเลย ค่อยๆ ไปทีละนิดทีละหน่อย ให้รู้ว่า แม้ชีวิตประจำวันในวันหนึ่งๆ ต่างกันก็ยังไม่รู้เลย!!

เพราะฉะนั้น เราจะรู้อะไรล่ะ? ก็ต้องค่อยๆ พูดถึงขณะที่ต่างกันในชีวิตประจำวัน เพื่อที่จะเข้าใจก่อนว่า ต่างกันจริงๆ ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายที่ทุกคนก็เห็นว่าไม่ดี อีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นที่ยอมรับว่าดี แค่นี้ก่อน!! ในชีวิตประจำวันมีดี และชั่วใช่ไหม? มีการกระทำทางกายที่ดี และการกระทำทางกายที่ไม่ดีใช่ไหม? เพื่อที่จะค่อยๆ รู้ความจริง ไม่ไปไกลถึงเรื่องราวอะไรทั้งหมด สั้นๆ ไตร่ตรองมั่นคงทีละเล็กทีละน้อย ไม่งั้นเราไปอื่นเลย

ส่วนใหญ่นะ พอได้ยินคำอะไร แทรกความเห็นใดๆ เข้ามาทันที แต่ว่าคำถามถามว่าอะไร ถ้าตอบอย่างนั้นแล้วค่อยๆ ลงลึกไปถึงความจริง ค่อยๆ เข้าใจเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ตัดความคิดเห็นอะไรอื่นออกไปหมด เพราะว่าขณะนั้นไม่สามารถจะทำให้เข้าใจสิ่งที่เรากำลังพูดถึงได้ เป็นเรื่องเป็นราวอื่นไปทันที

อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น เริ่มต้น ก็คือเพียงแต่รู้ว่า ขณะที่ไม่ดีนะ..

ท่านอาจารย์: เรากำลังจะเข้าใจความจริงที่มีต่างกันในแต่ละขณะในแต่ละวัน เพื่อจะต่อยๆ รู้ว่า อะไรเป็นอะไร จึงต่างกัน เพราะต่างกันนี่! เพราะฉะนั้น จะเหมือนกันไม่ได้ และต่างกีนอย่างไรล่ะ? ต่างกันที่คิดดีคิดไม่ดี พูดดีพูดไม่ดี ทำดีทำไม่ดี พอที่จะรู้ได้ทั่วๆ ไป แล้วเราจึงจะสามารถรู้ได้ว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่อะไร แต่เป็นธรรมะที่ละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่งแต่ละหนึ่งไม่ใช่อย่างเดียวกัน แต่คล้ายคลึงกันก็มี ซึ่งกว่าจะรู้ได้ว่า อะไรเป็นอะไร ก็ต้องค่อยๆ ฟัง จนเป็นความเข้าใจว่า ศึกษาธรรมะไม่ได้ศึกษาอะไรเลย ศึกษาสิ่งที่มีตั้งแต่ลืมตาจนหลับตาตั้งแต่เกิดจนตาย

ถ้าไม่ได้ฟังสิ่งที่กำลังมี ก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้นตามความเป็นจริง

อ.อรรณพ: ครับ แล้วก็ในความยากครับ เพราะว่า ความจริงของสิ่งที่มี ก็มีหลายหลากมากอย่างครับ เพราะฉะนั้น ถ้าเรากล่าวถึงคำว่า สติ อย่างนี้ครับ ก็ไม่ใช่ว่าง่ายๆ ที่จะไปรู้ลักษณะสติ เพราะว่าสภาพ แม้แต่ท่านอาจารย์เบื้องต้นที่ว่า ขณะที่ฆ่าสัตว์นี่ดีไหม มีสติไหม อันนี้ก็พอที่จะเข้าใจได้บ้างนะครับ

ทีนี้สภาพธรรมะก็มีหลายหลาก แล้วถ้าไม่ต่างกันอะไรอย่างนี้ บางคนก็นึกว่า การที่นึกอะไรออกอย่างนี้ก็เป็นสติอย่างนี้ครับ แค่นั้นเองซึ่งก็ไม่ใช่

ท่านอาจารย์: กว่าจะรู้จักสติ ไม่ใช่ไปบอกใครเขาว่า นี่สติเป็นอย่างนี้ สติตอนนั้นตอนนี้ แต่ชีวิตจริงๆ ใครรู้บ้างว่าเป็นธรรมะ

อ.อรรณพ: ก็ต้องเข้าใจในความเป็นธรรมะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องทีละเล็กทีละน้อยๆ มั่นคงขึ้น สิ่งที่มีจริงเปลี่ยนจากธรรมะเป็นภาษาไทยก็ได้ เห็นมีจริง คิดมีจริง จำมีจริง เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงมีจริง แต่ภาษาบาลีใช้คำว่า ธรรมะ แค่นี้เราก็เริ่มเข้าใจ ไม่ว่าจะได้ยินคำว่า ธรรมะที่หนในพระไตรปิฎก ก็รู้ว่าหมายความถึงสิ่งที่มีจริง เพราะกำลังมีจริงๆ และสิ่งที่มีจริงไม่ไกลเลย เดี๋ยวนี้ทุกขณะ ค่อยๆ ฟังให้รู้ว่า กำลังพูดถึงความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ทุกขณะ ไม่เช่นนั้นจะไปหาความจริงของอะไรที่ไหนล่ะ!!

ไม่รีบร้อนเลย แต่ละคำลึกซึ้งมาก ไม่ใช่เอาชื่อมาก่อน แต่เอาสิ่งที่มีนั่นแหละมาก่อน จะได้รู้ว่าวันหนึ่งๆ ต่างกันหลากหลายไหมแต่ละหนึ่งขณะ ไม่มีทางรู้เลย

แต่พอพูดให้คิด เริ่มคิดเริ่มไตร่ตรองเริ่มเข้าใจสิ่งที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตาย สิ่งที่มีจริงไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนทั้งสิ้น สิ่งที่มีจริงกำลังปรากฏว่ามีจริงๆ แต่ไม่มีความรู้อะไรเลย

เพราะฉะนั้น จึงรู้เสียว่า สิ่งที่มีจริงเปลี่ยนไม่ได้เป็นสิ่งที่มีจริง ภาษาบาลีใช้คำว่า ธรรมะ แล้วก็มีหลากหลายมาก ค่อยๆ ตั้งต้นปลูกฝังความเข้าใจในความลึกซึ้งของสิ่งที่มีซึ่งยากทีละเล็กทีละน้อย ไม่ต้องรีบเลยไม่ต้องไปบอกว่า สติเกิดกับจิตกี่ประเภทอะไรต่ออะไร โดยที่ยังไม่รู้จักตัวสติ มีแต่ชื่อ

เพราะฉะนั้น ก็ต้องเป็นความละเอียดอย่างยิ่งที่จะไม่ประมาทไม่เผิน

พูดถึงสติ แล้ววันหนึ่งๆ ก็มีสติ ก็ไม่รู้ว่าขณะนั้นเป็นสติ แต่ก็พูดถึงสติ ก็เปลี่ยนซะ!! เป็นการที่จะรู้ว่า ทั้งวันมีสิ่งที่มีจริง ไม่ว่าสิ่งที่มีจริงนั้นจะเป็นอะไรก็ตามหลากหลายต่างกันจึงมีชื่อที่ต่างกัน ให้ค่อยๆ เข้าใจความต่างกัน เพื่ออะไร? ไม่ใช่สิ่งใดทั้งสิ้น เกิดขึ้นมีแล้วก็ดับทุกอย่าง

เพราะฉะนั้น เพียงพูดอย่างนี้ก็อาจจะเริ่มรู้สึกสำนึกแล้วว่า สติในชีวิตประจำวันขณะไหนบ้าง เพราะทั้งๆ ที่กำลังเป็นสติ ก็ไม่รู้ว่าเป็นสติแต่เป็นเรา แต่เมื่อไม่ใช่เราแล้วเป็นอะไรขณะนั้น ดีหรือชั่ว

ความไม่ดีทั้งหมดไม่ใช่สติ เพราะฉะนั้น จึงมีอกุศลธรรม และกุศลธรรม ธรรมะฝ่ายไม่ดี และธรรมะฝ่ายดี

ค่อยๆ ไปทีละเล็กทีละน้อยให้มั่นคงในชีวิตประจำวัน ไม่อย่างนั้นเรียนกันเรื่องชื่อเยอะเยะ เรื่องปัจจัยเรื่องอะไรๆ หมดทุกอย่างครบถ้วน ๙ ปริเฉท พระไตรปิฎกเล่มนั้นเล่มนี้ แต่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้หรือเปล่า? หรือว่ามีแต่ชื่อ!! พูดชื่อได้ตลอด แต่ตัวจริงเดี๋ยวนี้อะไร?

เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดมากที่จะรู้ว่า สิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังมีจริงๆ ในชีวิตขณะไหน ค่อยๆ เริ่มรู้ความจริงของสิ่งที่มีว่า เป็นธรรมะแต่ละหนึ่ง สติก็มีมีจริงเป็นอย่างหนึ่งไม่เป็นอื่น

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
chatchai.k
วันที่ 19 มี.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ