กรรมกับสิ่งมีชีวิต อะไรเกิดก่อน?

 
Saifa
วันที่  10 มี.ค. 2569
หมายเลข  52100
อ่าน  26

ขอเรียนถามปัญหาคาใจครับ ว่ากรรมกับสิ่งมีชีวิต อะไรเกิดก่อน? 


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
วันที่ 11 มี.ค. 2569

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ประเด็นที่ควรจะได้พิจารณาเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูก คือ กรรม กับ สิ่งที่มีชีวิต

*กรรม หมายถึง การกระทำ การจงใจขวนขวายที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก โดยสภาพธรรมแล้ว ได้แก่ เจตนาเจตสิก เป็นเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตทุกขณะทุกประเภท เจตนาเจตสิกก็เป็นปัจจัยหนึ่งในปัจจัยทั้งหลายด้วย คือ เป็นกัมมปัจจัย แต่กรรมที่จะให้ผลเกิดในภายหน้าต้องเป็นกุศลกรรม กับ อกุศลกรรม เท่านั้น เพราะกรรมี ๒ อย่าง ได้แก่ สหชาตกัมมะ (กรรมที่เกิดพร้อมกันกับจิตและเจตสิกอื่นๆ ที่เกิดพร้อมกัน ในขณะนั้น) และนานักขณิกกัมมะ (กรรมที่ให้ผลต่างขณะ) ดังข้อความบางตอนจากคำบรรยายของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ดังนี้

"เจตนามี ๒ ประเภท คือ สหชาตกัมมปัจจัยและนานักขณิกกัมมปัจจัย

สหชาตกัมมปัจจัย หมายถึงเจตนาซึ่งเกิดกับจิตทุกดวง เพราะฉะนั้นเจตนาซึ่งเกิดกับวิบากจิต ก็เป็นวิบากเจตสิก เจตนาที่เกิดกับกุศลจิตก็เป็นกุศลเจตนา ก็เกิดกับกุศลจิต เจตนาที่เกิดกับอกุศลก็เป็นอกุศลเจตนา เกิดกับอกุศลจิต เจตนาที่เป็นกิริยาจิตก็เป็นกิริยาเจตนา เพราะว่าเกิดกับกิริยาจิต

เจตนาที่เป็นกรรมเป็น นานักขณิกกัมมะ ทำให้วิบากจิตเกิดขึ้นข้างหน้าได้ คำว่านานักขณิกกัมมะ หมายถึงกรรมที่ให้ผลต่างขณะ ไม่ใช่ในขณะที่เจตนานั้นเกิดขึ้น แต่ถ้าเป็นสหชาตกัมมะ เจตนานั้นให้ผลคือ ทำให้เจตสิกอื่นเกิดพร้อมกับตนในขณะที่ตนเองเกิดขึ้น จึงเป็นสหชาตกัมมะ แต่ถ้าเป็นนานักขณิกกัมมะ ก็หมายถึงกรรมที่เราเข้าใจกันว่า เมื่อกรรมได้กระทำแล้วก็เป็นปัจจัยทำให้วิบากเกิดขึ้นภายหลัง คือให้ผลต่างขณะ ไม่ใช่ในขณะที่ตนเองเกิดขึ้น

นานักขณิกกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาเจตสิกซึ่งเป็นกัมมปัจจัยทำให้ปัจจยุปบัน คือ ผลของกัมมปัจจัยนั้นเกิดขึ้นต่างขณะกัน คือไม่ใช่เกิดพร้อมกับเจตนาเจตสิกเหมือนอย่างสหชาตกัมมปัจจัย แต่ว่า ทำให้ผลของเจตนาเจตสิกซึ่งเป็นกัมมปัจจัยเกิดขึ้นต่างขณะกัน ไม่ใช่ในขณะเดียวกัน จึงชื่อว่า “นานักขณิกกัมมปัจจัย” เป็นกัมมปัจจัยที่ทำให้ผล คือ วิบากจิต และเจตสิก และกัมมชรูปเกิดขึ้น ในภายหลัง เมื่อเจตนาซึ่งเป็นกรรมนั้นดับแล้ว เพราะฉะนั้น สำหรับนานักขณิกกัมมปัจจัย ก็ได้แก่ เจตนาในกุศลจิต และในอกุศลจิตเท่านั้น ไม่ใช่เจตนาในจิตซึ่งเป็นวิบาก หรือเจตนาในจิตซึ่งเป็นกิริยา ถ้าเจตนาในจิตซึ่งเป็นวิบากหรือเจตนาในจิตที่เป็นกิริยาแล้ว เป็นสหชาตกัมมปัจจัย แต่ถ้าเป็นเจตนาในกุศลจิตและอกุศลจิตแล้ว เป็นนานักขณิกกัมมปัจจัย เพราะเหตุว่าเมื่อจิตและเจตนาเจตสิกอื่นๆ นั้น ดับไปแล้ว ก็เป็นปัจจัยให้วิบากจิตและเจตสิกเกิดขึ้นในภายหลัง ต่างขณะกัน ไม่ใช่ในขณะเดียวกัน"


*สิ่งที่มีชีวิตทั้งหมด ตามพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงนั้น ต้องเกิดจากกรรม เท่านั้น ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีจิต เจตสิก รูป จึงจะเรียกว่า สิ่งมีชีวิต เมื่อกล่าวโดยรวมแล้ว ได้แก่ สัตว์ที่เกิดในภพภูมิต่างๆ อย่างเช่น ผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ในสุคติภูมิ และ สัตว์ดิรัจฉาน ในอบายภูมิ เป็นต้น ล้วนเป็นสิ่งที่มีชีวิต เพราะเกิดขึ้นด้วยผลของกรรม แม้แต่สัตว์เล็กๆ เช่น มด ปลวก ยุง พยาธิ ไส้เดือน เป็นต้น ก็เป็นสัตว์มีชีวิต เพราะเกิดจากกรรมซึ่งเป็นสัตว์ในอบายภูมิ

ดังนั้น สภาพธรรมที่จะทำให้เกิดสิ่งที่มีชีวิต คือ กรรมที่ได้กระทำสำเร็จแล้ว ยกตัวอย่าง ในสิ่งที่มีชีวิต กลุ่มของรูปที่เกิดจากกรรม เช่น กลุ่มของตา กลุ่มของหู เป็นต้น ล้วนต้องเกิดเพราะกรรมที่ได้กระทำแล้วเป็นปัจจัยทั้งสิ้น ก็ขอให้คุณ Saifa ได้พิจารณาไตร่ตรองอีกที นะครับ

... ยินดีในกุศลของคุณ Saifa และทุกๆ ท่านด้วยครับ ...

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ