ไม่ใช่ใครสักคนแต่เป็นธาตุรู้ ... สนทนาธรรมที่แก่งกระจาน เช้า 28/1/69

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ทอจ: เดี๋ยวนี้อยู่ไหน?!
คุณตู่: เดี๋ยวนี้อยู่ที่เห็น ได้ยิน คิด
ทอจ: แล้วเห็นอยู่ไหน?!
คุณตู่: เห็นอยู่นี่
ทอจ: นี่เห็นคืออะไร?!
คุณตู่: เห็นคือสภาพรู้ สภาพที่เกิดขึ้นเห็นสิ่งที่กระทบตา
ทอจ: เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้อยู่ที่เห็น ... อะไรอยู่ที่เห็น?!
คุณตู่: สภาพที่มีจริงๆ ที่เกิดพร้อมกับเห็นอยู่ที่เห็น และก็มีสิ่งที่กระทบตาแต่สิ่งที่กระทบตาไม่ได้เกิดพร้อมเห็น
ทอจ: แล้วเดี๋ยวนี้เห็นอยู่ไหน?!
คุณตู่: อยู่ที่ตา
ทอจ: เห็นดับแล้ว!! จริงไหม?! รู้อย่างนี้หรือเปล่า?! แค่เห็นนี่ลืมเลย
คุณตู่: ลืมว่าเห็นหลับแล้ว
ทอจ: ลืมว่าเห็น เพราะฉะนั้นเราต้องพูดถึงสิ่งที่มีใกล้ที่สุด ตั้งแต่เกิดมีอะไร?! ตอนเกิดมีอะไร?! ก่อนเกิดมีอะไร?! ก่อนเกิดยังไม่มีอะไรเลย!! ค่อยๆ คิดแต่ละขณะที่เริ่มมีชีวิตหรือที่เราเรียกว่าเรา แต่ความจริงคืออะไร?? ก่อนเกิดมีเราไหม?!
คุณตู่: ไม่มีเรา
ทอจ: พอเกิดแล้ว ... อะไรเกิด?
คุณตู่: สิ่งที่มีจริงเกิด
ทอจ: เลยไม่รู้อะไร
คุณตู่: สภาพรู้เกิด
ทอจ: ธาตุรู้เกิดขึ้นขณะแรก ขณะนั้นรู้อะไร?
คุณตู่: ไม่รู้อะไรเลย แต่ว่าสภาพที่เกิดต้องรู้
ทอจ: ลองคิด ... ยังไม่มีอะไรเลยเมื่อยังไม่มีอะไรเกิด เพราะฉะนั้นถ้าธาตุรู้ไม่เกิด จะมีอะไรไหม?! ... ไม่มีเลย!! แต่ใครก็ห้ามไม่ให้ธาตุรูเกิดไม่ได้ ไม่ให้มีธาตุรู้ก็ไม่ได้ เพราะมีและเกิดเมื่อไหร่มีเมื่อนั้นเป็นธาตุรู้ขณะแรก สั้นมาก แล้วเดี๋ยวนี้กี่ขณะแล้วตั้งแต่เกิด ... นับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยรู้จักธาตุรู้ที่มีตั้งแต่เกิดจนถึงเดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้นฟังธรรมะไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย อยู่ตรงนี้เท่านั้น!! ถ้าไม่มีตรงนี้ตั้งแต่เกิด ... อะไรก็ไม่ปรากฏ!! อะไรก็มีไม่ได้!! แต่เพราะมีธาตุรู้เกิดขณะแรกดับแล้วใครจะรู้ถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าที่ตรัสว่า ธาตุรู้เป็นปัจจัยทันทีที่ดับทำให้ขณะต่อไปเป็นธาตุรู้ประเภทเดียวกันสืบต่อ ... เพราะจริงแต่เราลืมคิดว่าเกิดมายังไม่มีอะไรเลยก่อนเกิดแล้วก็มีธาตุรู้เกิด ธาตุรู้เกิดต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ แต่ขณะแรกที่เกิดมีธาตุรู้จริงแต่รู้สิ่งที่ไม่ปรากฏ เพราะไม่ใช่สิ่งที่เป็นอารมณ์หรือสิ่งที่มีในโลกนี้
หนึ่งขณะผ่านไปแล้วปฏิสนธิจากไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้นก็มีธาตุรู้เกิดขึ้น ... เร็วมาก หนึ่งขณะที่ดับตัวธาตุรู้เองเป็นปัจจัยให้ทันทีที่ดับต้องมีธาตุรู้เกิดสืบต่อสืบเนื่องจากธาตุรู้นี้ จะไปสืบเนื่องมาจากที่อื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งก็เป็นแต่ละหนึ่งตามการสะสมมาที่สะสมมาถึงขณะเกิดแต่ว่าดับเร็วมากสุดที่จะประมาณได้ ด้วยเหตุนี้ธาตุรู้ทุกขณะที่เกิดดับแล้วเป็นปัจจัยให้ธาตุรู้อย่างเดียวกันขณะเดียวกันเกิดสืบต่อ ด้วยเหตุนี้เป็นปัจจัยอาศัยธาตุที่เกิดก่อนที่ดับนั่นแหละเป็นปัจจัยให้ธาตุรู้ประเภทนั้นเกิดขึ้นอีกจึงมีคำว่า อนันตรปัจจัย ไม่หยุดแสนโกฏกัปมาแล้วจนถึงเดี๋ยวนี้
แล้วถ้าเราไม่พูดถึงเลยก็ไม่มีการเข้าใจว่าเรา พอรู้สึกขึ้นมาเราเพราะไม่มีใครและก็ไม่รู้จักธาตุรู้ด้วย แต่เมื่อเกิดรู้ขึ้นก็เป็นเรารู้ แต่ละหนึ่งคนหนึ่งเราตามเหตุตามปัจจัยจนกว่าจะมีธาตุรู้ที่เกิดขึ้นอื่นๆ หลากหลายมากทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ... นี่อย่างย่อที่สุด แต่ให้รู้ว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงเราไม่มีโอกาสรู้เลย แต่พระองค์จะทรงแสดงได้อย่างไรถ้าพระองค์ไม่เป็นพระพุทธเจ้า หมายความว่า กว่าจะสะสมความเข้าใจสิ่งที่มีถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นต้องละเอียดอย่างยิ่งเพียงใด?!
พระพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้งความจริงตรัสรู้และทรงแสดงให้คนอื่นได้ฟัง ให้ไตร่ตรองไม่ใช่ให้เชื่อ ให้เป็นผู้ที่ตรงต่อความเป็นจริงว่าเป็นจริงอย่างนี้ ... ใช่ไหม?!!
เพราะฉะนั้นเวลานี้ไม่ใช่ใครสักคนแต่เป็นธาตุรู้ตั้งแต่เกิด และก็เป็นธาตุรู้สิ่งที่ไม่ปรากฏจนกว่าเดี๋ยวนี้เห็นปรากฎว่ามีธาตุรู้ซึ่งกำลังเห็น มาจากที่เป็นธาตุรู้แต่อารมณ์ไม่ปรากฏเลยแต่ต้องมีอารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้ จนกว่าจะถึงขณะที่เห็นเกิดขึ้น ไม่ใช่เราเห็นเป็นธาตุรู้ที่อาศัยตา เพราะฉะนั้นอะไรมี ... ตรงนี้แหละมีจริงๆ พระพุทธเจ้าทรงให้เราได้เข้าใจถูกต้องว่า ทุกอย่างอยู่ตรงนี้ มีตรงนี้ ถ้าไม่มีตรงนี้เลยอะไรก็ปรากฏไม่ได้!! โลกก็ไม่มี อะไรก็ไม่มีเพราะไม่มีธาตุรู้!!
เพราะฉะนั้นเริ่มเข้าใจถูกตั้งแต่ต้นไม่มีสิ่งใดเกิดได้เองถ้าไม่มีที่อาศัยที่ปรุงแต่งให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงอย่างละเอียดยิ่ง แต่เพราะไม่รู้ก็เป็นเราไปหมดที่เป็นธาตุรู้ เพราะฉะนั้นต้องไม่ลืม พระองค์ไม่ได้ทรงแสดงธรรมให้ไปรู้โน่นรู้นี่ก่อน แต่ทรงแสดงให้เข้าใจความจริงว่า ตั้งแต่เกิดตั้งแต่มีก่อนที่จะมีก่อนที่จะเกิดไม่มีอะไรเลย จนกระทั่งมีตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าและก็ปรากฏว่าทุกอย่างเกิดตรงนี้จึงมีสิ่งต่างๆ ถ้าไม่มีเห็นสิ่งที่ถูกเห็นไม่มี!!
เพราะฉะนั้นพระองค์ตรัสให้เข้าใจสิ่งที่มีตั้งแต่เกิดจนตายให้เริ่มรู้ว่าเป็นธรรมะ เป็นสิ่งที่มีจริงที่มีการเกิดขึ้นละเอียดมาก 45 พรรษา ... รู้ทั่วไหม?! ถ้าไม่มีตรงนี้อะไรอะไรก็ไม่มี!!!
เราไม่เข้าใจ ถ้าเข้าใจจะไม่ใช่เรา!!
สิ่งที่มีจริงที่ควรรู้อยู่ตรงนี้หมด เพราะตรงนี้มีจริงๆ ถ้าตรงนี้ไม่มี ... อะไรก็ไม่มี!!
สิ่งที่มีจริงๆ อยู่ตรงนี้ แต่ยังไม่รู้ เพราะฉะนั้นเริ่มรู้ทีละหนึ่ง เราไปถึงขณะที่เห็นเกิดแล้วมีอะไรแล้ว แล้วจะรู้จักหรือว่า นี่แหละเกิดจึงมีตรงนี้ซึ่งทำให้มีทุกอย่าง ถ้าตรงนี้ไม่มีอะไรก็จะเกิดให้รู้ไม่ได้!!!
เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงที่เป็นธาตุรู้ ... ลึกซึ้งมาก ศึกษาธรรมศึกษาอื่นหมด แต่ลืมว่าที่มีเป็นธรรมะที่ไม่รู้ว่าเป็นธรรมะ ... พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงให้รู้ว่า ที่มีนี่แหละ ตรงนี้แหละเป็นธรรมะ ... (เพราะไม่รู้อย่างนี้ก็เลยเป็นเราเห็น) ... มีตรงนี้ทั้งหมดแต่ไม่รู้กลายเป็นอื่นหมด
เพราะฉะนั้นความลึกซึ้งจะรู้ได้ว่าปริยัติไม่ง่าย ไม่ใช่ชื่อ ไม่ใช่จำ แต่ตรงนี้มีใช่ไหม และถ้าไม่มีตรงนี้ อะไรก็ไม่มีใช่ไหม?!
เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีเพราะมีตรงนี้เท่านั้น และตรงนี้ก็เกิดดับ และตรงนี้ก็หลากหลายมาก ย่อยออกไปมีอากาศธาตุแทรกคั่นเป็นผงที่เล็กที่สุดที่ประกอบกัน แต่สวนสัดหลากหลายมาก สิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่สามารถเป็นที่ตั้งที่จะให้มีสิ่งกระทบตรงนั้นแล้วเกิดเห็น ... ก็อยู่ตรงนี้!!
เพราะฉะนั้นธรรมะทั้งหมดอยู่ตรงนี้ ... ถ้าตรงนี้ไม่มีเกิดขึ้น ... ไม่มีอะไรทั้งหมด เพราะฉะนั้นแสวงหาธรรมะไม่ไปหาที่อื่นเลย เพราะตรงนี้เป็นธรรมะ
เป็นธรรมะเมื่อไม่รู้ว่าเป็นธรรมะ มีผู้ที่ทรงไตร่ตรอง เห็นประโยชน์ ศึกษาจนกระทั่งประจักษ์แจ้งความจริงที่ละเอียดอย่างยิ่งถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง ที่ทำให้รู้ความจริงที่สำคัญที่สุด คือ ไม่ใช่เรา ไม่มีเรา แน่นอน ... หรือยัง?!! ... มีแต่เพียงธาตุรู้!!!
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในความดีของทุกท่านค่ะ


