ความเป็นอนัตตาต้องปรากฏเพิ่มขึ้นชัดขึ้นจึงจะละอัตตาได้ ... สนทนาธรรมที่แก่งกระจาน 26/1/69

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ห่วงชาติหน้าดีกว่า ... กำลังห่วงใช่ไหมเพราะฉะนั้นก็ห่วงชาติหน้าต่อไปเรื่อยๆ แน่นอน พอถึงชาติหน้าก็ห่วงชาติหน้าอีก ที่สำคัญคืออนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่อะไรเลยทั้งสิ้น เป็นธรรมะแต่ละหนึ่งมีปัจจัยเกิดแล้วดับเร็วสุดที่จะประมาณได้
ชาตินี้ที่เหลืออยู่ก็เจริญกุศลแต่ยังเป็นเราอยู่ ถ้าเป็นอกุศลก็ไปเกิดเป็นอะไรก็ไม่รู้ แต่ก็ยังเป็นเรา เพราะฉะนั้นจะเกิดอะไรแล้วแต่ ทุกชาติก็ยังเป็นเราไป เพราะฉะนั้นถ้ารู้อย่างนี้ก็รู้ว่าบังคับบัญชาไม่ได้ แต่ฟังธรรมเพื่อเข้าใจเท่านั้นปลอดภัยที่สุด เพราะฉะนั้นประมาทไม่ได้เลย
ชัดเจนว่าเกิดแล้วบังคับบัญชาไม่ได้ตามเหตุตามปัจจัย ด้วยความเป็นเราก็สารพัดที่จะปรุงแต่งไป จนกว่าทุกคำที่ฟังแล้วจะค่อยๆ มั่นคงจนกระทั่งถึงตัวธรรมะเมื่อไหร่ ค่อยๆ รู้ว่าไม่ใช่เรา แต่กำลังฟังนี่เราฟังเต็มที่เลย ... ธรรมะมีเกิดดับไปก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นฟังไปจนกว่าตัวธรรมะจะปรากฏให้ค่อยๆ เข้าใจด้วยความอดทนอย่างยิ่งว่าทำอะไรไม่ได้ ... อนัตตา เพราะฉะนั้นความเป็นอนัตตาต้องปรากฏเพิ่มขึ้นชัดขึ้นจึงจะละอัตตาได้
ตอนนี้ทุกคนกำลังรู้เย็น แล้วรู้ก็ไม่ใช่เรา ... ใช่ไหม?! แต่ยังเป็นเรารู้อยู่ ... จนกว่าจะไม่ใช่เรา ... อดทนแค่ไหน?! ไม่อย่างนั้นจะมีการบำเพ็ญบารมีเป็นกัปๆ หรือกว่าจะรู้ความจริงอย่างนี้ ... กำลังเข้าใจ ค่อยๆ เข้าใจขึ้นคืออบรมให้เพิ่มขึ้นให้ชัดขึ้น แต่ความอยากไม่อดทน ... อดทนด้วยความอยาก (เช่นอยากได้ก็อดทนเย็บเสื้อทั้งคืนจะใส่พรุ่งนี้ ถ้าไม่ทำเดี๋ยวไม่ได้ใส่พรุ่งนี้) แต่อดทนที่จะเข้าใจความอยากต้องเพิ่มขึ้นอีกกี่เท่า กว่าจะรู้ว่าไม่ใช่เรา แต่ตลอดเวลานั้นเป็นธรรมะ
ธรรมไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงแต่ความเป็นจริงปรากฏให้รู้ได้กับปัญญา ความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยจนชัดเจน ธรรมะไม่ได้ทำอะไร แต่ปัญญาทำหน้าที่ค่อยๆ เข้าใจความจริงทีละเล็กทีละน้อย ถ้าไม่มีคุณความดี มีแต่อกุศล ก็ไม่มีวันเข้าใจธรรมะ

ปริยัติฟังให้รู้ความจริงเพราะธรรมไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง แต่ปัญญาเข้าใจความต่างของแต่ละหนึ่งเป็นปกติอย่างนี้แหละ
เห็นไหมว่ามันลึกลับซับซ้อนขนาดไหนในความมืด เป็นเพียงสีสันวรรณะเท่านั้น แต่จำว่าเป็นคน โง่ปานนั้น ... เริ่มเข้าใจความหมายของอวิชชาไม่รู้ความจริง ... หลงผิดเพราะไม่รู้
ถ้ามีเราอยู่ในความมืดจะตกใจที่สุดแต่ถ้าเป็นปัญญารู้ความจริง!! ขณะนั้นมีธาตุรู้ ต้องอยู่ในความมืด
ถ้าไม่ศึกษาคำของพระพุทธเจ้าก็ไม่รู้ความจริง แต่ปฏิปัตติถ้าปัญญาไม่รู้ทีละหนึ่งจนรู้สิ่งนั้นจริงๆ ที่ไม่ใช่สีสัน ... มืดทันที!! อย่างนี้เป็นปกติ เดี๋ยวนี้มืดทันทีจากทางตาไปทั้งใจก็ไม่รู้!!
สว่างอย่างนี้เป็นสีสันวรรณะ จะเป็นคนไม่ได้ เป็นแค่สิ่งที่กระทบตาเป็นอื่นไม่ได้ แค่นิมิตของสีสันวรรณะที่สว่างนิดเดียว จะเป็นคนไม่ได้!!!
ไม่มีขณะใดที่เป็นอภิสมัยเท่าขณะที่ปัญญาประจักษ์แจ้งความจริง อภิสมัยคือสมัยที่ประเสริฐสุดที่ได้รู้ความจริง เป็นปัญญาที่ละความหวังคือมรรคมีองค์แปด เป็นสัมมาทิฏฐิ ... ฟังอย่างนี้จะหวังได้ยังไง!!
จึงเป็นพระพุทธเจ้าเพราะทุกคำตรงความจริงตั้งแต่ต้นจนประจักษ์แจ้ง ... สอดคล้องกันทั้งหมด ... คัดค้านกันไม่ได้
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในความดีของทุกท่านค่ะ


