ในพุทธศาสนาไม่มีตัวตน ไม่มีเรา

 
nattawan
วันที่  27 ม.ค. 2569
หมายเลข  51928
อ่าน  87

ท่านอาจารย์ ทางตากำลังเกิด และดับขณะที่เห็น ทางหูขณะที่กำลังได้ยิน สภาพที่ได้ยินต้องเกิดขึ้น และดับ นี้คือชีวิตประจำวันซึ่งแสดงให้เห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง เกิดขึ้น และดับไป ต้องเข้าใจจุดนี้จริงๆ ก่อน ให้แน่ใจจริงๆ ในพุทธศาสนาไม่มีตัวตน ไม่มีเรา มีแต่สภาพธรรมซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย และดับไป เพราะฉะนั้นถ้ายังหลงติดยึดมั่นในตัวเรา ความทุกข์จะมากเหลือเกิน อยากให้เป็นอย่างนี้ อยากให้เป็นอย่างนั้น แต่ว่า ใครจะเป็นอย่างไหนแล้วแต่บุญกรรมที่ทำมาทั้งหมด ถ้ารู้ความจริงอย่างนี้ ก็รู้ว่า ไม่มีใครที่จะไปบังคับบัญชาอะไรได้เลยสักอย่างเดียว แต่สามารถที่จะอบรมเจริญปัญญา รู้สิ่งที่กำลังปรากฏจนกระทั่งเห็นว่า ไม่ใช่เราจริงๆ นี้คือจุดมุ่งหมายที่สุดที่มานั่งฟัง ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ และอาจจะฟังต่อไปอีก เพื่อจะละคลายการติดการยึดมั่นความสำคัญในตัวตนลง ซึ่งถ้าไม่มีตัวเรา จะสบาย และเบากว่ามีตัวเรา เพราะว่า เวลาโกรธเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง พอเป็นเราโกรธแล้วรู้สึกหนัก เราโกรธ แต่ถ้ารู้ว่า โกรธเกิดขึ้นเป็นของธรรมดากับทุกคน และหมดด้วย ไม่มีใครที่โกรธ และความโกรธนั้นไม่หมด ความโกรธไม่ใช่เรา ขณะนี้ทุกคนมีชื่อ และมีความสำคัญในชื่อ ถ้าเขาเรียกชื่อเราไม่เพราะ อาจจะเติมคำหน้าคำหลังอะไรเข้าไปก็ตามแต่ เราโกรธเหลือเกินว่า ทำไมเรียกอย่างนี้ ใช่ไหม แต่ถ้าเขาเรียกคุณ คุณนาย คุณหญิงหรืออะไรก็ตามแต่ ยศฐาบรรดาศักดิ์ใส่เข้าไป คนที่ไม่รู้จักธรรมจริงๆ อาจจะลืม เผลอไป รู้สึกว่ามีความสำคัญ มีความหมายเหลือเกินกับเพียงคำที่เกิดจากเสียง ซึ่งมาประกอบคำข้างหน้าหรือข้างหลังเท่านั้นเอง นี้คือความติดแม้ในชื่อ เพียงชื่อ แต่ความจริงเป็นสภาพธรรมทั้งหมดที่นั่งอยู่ที่นี่ แต่ถ้าไม่อาศัยชื่อ ไม่รู้จะเรียกอย่างไร ไม่รู้ว่าจะหมายความถึงสภาพธรรมไหน ใช่ไหม เพราะฉะนั้น ชื่อนี้เป็นแต่เพียงคำสมมติเรียกสิ่งที่มีจริงๆ เพื่อให้เข้าใจ ต้องแยกให้ออก สภาพที่มีจริงๆ เป็นปรมัตถธรรม แต่ว่า ชื่อซึ่งใช้เรียก ไม่จริง ไม่มี แต่เป็นคำที่จำเป็นต้องใช้เพื่อให้รู้ว่าหมายความถึงสภาพธรรมอะไร ตอนนี้ยังอะไรที่จะสงสัยไหม เรื่องชื่อกับเรื่องตัวจริงๆ ธรรมจริงๆ

อย่างได้ยิน ไม่มีชื่อ ได้ยินไม่ใช่ชื่อ คุณไข่ หรือ คุณไก่ อะไรเลย ใช่ไหม หรือเห็นเป็นสภาพธรรมที่ไม่มีชื่อ ไม่มีฝรั่ง ไม่มีจีน ไม่มีไทย ไม่มีแขก ไม่มีพม่า ไม่มีปลา ไม่มีนก การเห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป การเห็นมีจริงๆ การเห็นอยู่ตรงไหน ขณะนั้นเป็นสภาพธรรมที่เป็นจริง มีจริงอย่างนั้น และภายหลังมาตั้งชื่อเอาเท่านั้นเอง เพื่อที่จะให้รู้ว่าอะไร เห็นที่ไหน แต่ว่า จริงๆ แล้วเป็นสภาพธรรมทั้งหมด ซึ่งเกิดขึ้น และดับไป และสภาพธรรมที่เกิดดับ ไม่ใช่เพียงแค่วันนี้หรือเมื่อวานนี้ นานแสนนานมาแล้ว และยังมีต่อไปอีก แต่ว่า ไปอย่างชนิดซึ่งไม่รู้สึกตัวเลย อย่างวันนี้ เมื่อกี้นี้กับเดี๋ยวนี้ คนละขณะแล้ว เห็นเมื่อกี้ ได้ยินเมื่อกี้ มีครบ กำลังรับประทานอาหาร ลิ้มรสก็มี ชอบไม่ชอบก็มี เห็นก็มี คิดก็มี ดับหมด เพราะฉะนั้น ขณะนี้กำลังเป็นอย่างนั้น คือ ทุกๆ ขณะผ่านไปโดยที่ว่า ไปๆ เรื่อยๆ ถึงแสนโกฏิกัปป์ และต่อไปอีกเรื่อยๆ เรื่อยๆ นับไม่ถ้วน จะเป็นอย่างนี้ เหมือนอย่างนี้เรื่อยๆ ถ้าปัญญาไม่เกิด และไม่รู้ความจริง เพื่อที่จะละการยึดถือในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นต้องแยกสภาพธรรมที่มีจริงๆ กับชื่อเสียงต่างๆ ซึ่งไม่จริง

ปกิณณกธรรม ตอนที่ 17


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
chatchai.k
วันที่ 1 ก.พ. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ