ไม่รู้มีจริงเ พราะกำลังไม่รู้

 
เมตตา
วันที่  26 ม.ค. 2569
หมายเลข  51919
อ่าน  210

[เล่มที่ 76] พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้า 341

[๖๗๒] วิจิกิจฉา เป็นไฉน

ปุถุชนเคลือบแคลงสงสัยในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขา ในส่วนอดีต ในส่วนอนาคต ทั้งในส่วนอดีตและส่วนอนาคต ในปฏิจจสมุปบาทธรรมที่ว่าเพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้จึงเกิดขึ้น การเคลือบแคลง กิริยาที่เคลือบแคลง ความเคลือบแคลง ความคิดเห็นไปต่างๆ นานา ความตัดสินอารมณ์ไม่ได้ ความเห็นเป็นสองแง่ ความเห็นเหมือนทางสองแพร่ง ความสงสัย ความไม่สามารถจะถือเอาโดยส่วนเดียวได้ ความคิดส่ายไป ความคิดพร่าไป ความไม่สามารถจะหยั่งลงถือเอาเป็นยุติได้ ความกระด้างแห่งจิต ความลังเลใจ อันใด นี้เรียกว่า วิจิกิจฉา


[เล่มที่ 14] พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้า 324

เหตุเกิดวิจิกิจฉา

วิจิกิจฉา ย่อมเกิดได้ด้วยอโยนิโสมนสิการ ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉา. ความเคลือบแคลง เพราะเป็นเหตุแห่งความสงสัยบ่อยๆ ชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉา. เมื่อภิกษุทําอโยนิโสมนสิการให้เป็นไปมากๆ ในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉานั้น วิจิกิจฉาย่อมเกิด. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) ว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉามีอยู่ การทําให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉานั้น นี้เป็นอาหาร เพื่อความเกิดแห่งวิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด หรือเพื่อทําวิจิกิจฉาที่เกิดแล้ว ให้กําเริบเสิบสานยิ่งขึ้นดังนี้.


อ.อรรณพ: ในเรื่องของความไม่รู้ครับ ก็ฟังไตร่ตรองในขั้นที่ไม่สามารถที่จะรู้ในความลึกซึ้งได้จริงๆ เลย แต่ก็ฟังไปสะสมความเข้าใจไป ไม่ว่าท่านจะกล่าวว่า อวิชชาเป็นความมืดแค่ไหนนะครับ ท่านอาจารย์กล่าวไว้ที่ลำพูนว่า ไม่รู้มีจริงเพราะกำลังไม่รู้ แต่กำลังไม่รู้ในขณะนี้ก็ไม่รู้ว่า กำลังไม่รู้ครับ

อย่างข้อความใน พระวิภังคปกรณ์ ก็แสดงความมืดมน ความหลงลืม แล้วก็ห้วงน้ำ ที่ท่านอาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่ครับ ก็เป็นลักษณะของอวิชชา และท่านก็ยังกล่าวถึงสิ่งที่ผมจะขอกราบเท้าขอความชัดเจนจากท่านอาจารย์ ก็คืออวิชชาก็เป็นรากมูลของอกุศลธรรมทั้งหลายครับ แล้วกับอกุศลธรรม ๑ ก็คือความเคลือบแคลงความลังเลสงสัยในสภาพธรรมะ ก็เกิดเพราะมีอวิชชาครับ ซึ่งข้อความในธัมมนิเทส ท่านก็แสดงว่า อวิชชา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยความมีวิจิกิจฉาเป็นศีรษะ แล้วท่านจะอธิบาย อวิชชา ว่า จริงอยู่ เพราะพระบาลีว่า ความมืดมน ความหลงลืม โอฆะ คืออวิชชา เป็นภัยใหญ่ ดังนี้

เพราะเหตุนั้น อวิชชาจึงชื่อว่า ตมะ

ตมะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มีวิจิกิจฉาเป็นศีรษะครับ ซึ่งความลังเลสงสัยในสภาพธรรมะ วิจิกิจฉานี่เป็นอกุศลธรรมที่ต้องดับก่อนครับ แต่ว่ามีอวิชชา โมหะนี่แหละเป็นเหตุเป็นปัจจัย ก็กราบเท้าท่านอาจารย์ได้อธิบายขยายความให้พวกเราได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นว่า อวิชชา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มีวิจิกิจฉาเป็นศีรษะอย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้สงสัยไหม?

อ.อรรณพ: เดี๋ยวนี้ตลอดทุกคำถาม

ท่านอาจารย์: นั่นแหละ คำตอบ

อ.อรรณพ: มีสงสัย

ท่านอาจารย์: ค่ะ เป็นคำตอบ จนกว่าจะหมดความสงสัย สงสัยไหมว่า ขณะนี้ไม่มีใครเลยทั้งสิ้น มีแต่สิ่งที่กำลังถูกเห็นเท่านั้น

เห็นไหม! สงสัยไหม? หายไปไหนหมด คนนั่ง คนนอน ถนนหนทาง ตึกรามบ้าน รถยนต์ รถไฟฟ้า ดอกไม้ในป่า ทุกสิ่งทุกออย่างไม่เหลือเลย หายสงสัยไหมว่า มีแต่เพียงสีสันวัณณะที่กระทบตาได้ ไม่ต้องเรียกอะไรเลย ก็มีแล้วเดี๋ยวนี้ปรากฏ ถ้าไม่กระทบตาไม่ปรากฏ

แล้วจะปรากฏไม่ได้ ถ้าไม่มีธาตุรู้ที่เกิดขึ้นเห็นสิ่งนั้น เมื่อไม่มีธาตุรู้ที่เกิดขึ้นเห็น สิ่งนั้นจะปรากฏได้อย่างไร? สงสัยไหม?

ความจริงไม่มีอะไรเลยในสีสันวัณณะที่กำลังปรากฏทั้งสิ้น ไม่มีคุณอรรณพ ไม่มีคุณณภัทร ไม่มีคุณชุมพร ไม่มีคุณคำปั่น ไม่มีใครทั้งหมด ไม่มีรถยนต์ ไม่มีรถไฟฟ้า ไม่มีตึกรามบ้านช่อง ไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น เป็นแต่เพียงสีสันวัณณะต่างๆ เท่านั้น ถูกไหม? และสิ่งนี้จะปรากฏให้เห็นตามความเป็นจริงได้ไหม? ในเมื่อความจริงขณะนี้กำลังเป็นประตู หน้าต่าง รองเท้า คน เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ทุกสิ่งทุกอย่างหมด เป็นหมด!! แล้วไม่ใช่เลยสักหนึ่งเดียว พวกนี้หายไปไหน? คนหายไปไหน? แมวนกหายไปไหน? ป่าหายไปไหน? ไม่มีอะไรเลยนอกจากสิ่งที่กระทบตา ถ้าไม่กระทบก็ไม่ปรากฏ สงสัยไหมว่า เดี๋ยวนี้ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง? กลายเป็นคนได้อย่างไร กลายเป็นจานชามถ้วยได้อย่างไร ในเมื่อความจริงถึงที่สุดไม่มีแน่นอน ไม่มีอัตตาแน่นอน เพราะแต่ละหนึ่งเป็นอนัตตา เกิดขึ้นแล้วดับ แล้วไม่เหลือเลย แล้วเอามาเป็นถ้วยกาแฟได้อย่างไร เอามาเป็นช้อนซ่อม เป็นโต๊ะ อาหาร ได้อย่างไร อะไรจริง? อะไรไม่จริง?

คนอยู่ไหนสักคนหนึ่ง มีแต่สีต่างๆ ไม่ใช่หรือ? แล้วมาเป็นคนได้อย่างไร? เป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้ได้อย่างไร? เป็นเครื่องดนตรีต่างๆ ได้อย่างไร เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ อะไรจริง?

อ.อรรณพ: สิ่งที่ท่านอาจารย์กล่าวมาทั้งหมดนี่ครับ ถ้าคนที่เขาไม่ได้ศึกษาธรรมมาเลย เขาย่อมจะสงสัย แต่เขาก็ไม่รู้ว่าเขาสงสัย เขาก็ เอ๊ะ! อะไรนี่ ไม่มีถ้วยแก้วถ้วยกาแฟในสิ่งที่ปรากฏทางตา เขาก็ย่อมสงสัยแล้วก็นำไปสู่ความเห็นผิด แล้วก็ความไม่พอใจอะไรอีกเยอะ แต่เขาก็ต้องสงสัยแต่ไม่รู้

ทีนี้มาพูดถึงผู้ที่ศึกษาพระธรรม ฟังแล้วไตร่ตรองตามพระธรรม ที่ท่านอาจารย์กล่าวมานี่ก็เป็นความจริงความไพเราะ เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งก็เข้าใจตามอย่างนี้ครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ...

ธรรมสําหรับละวิจิกิจฉา [ทีฆนิกาย มหาวรรค]

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

กราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
มังกรทอง
วันที่ 27 ม.ค. 2569

ธรรมมีมานัสพร้อม รับฟัง อันเกิดกุศลดัง ธาตุรู้ จิตเจตสิกเป็นพลัง เสริมส่ง หนุนแฮ กราบอาจารย์สุจินต์ผู้ เปี่ยมด้วยเมตตา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
chatchai.k
วันที่ 1 ก.พ. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ